+100%-

หยินหยางล้างโลก 33 ฝุ่นละอองแห่งประวัติศาสตร์ (2)

ตอนที่ 33 ฝุ่นละอองแห่งประวัติศาสตร์ (2)

 

ประวัติเกี่ยวกับการก่อกบฏของหลี่จื้อเฉิงนั้นอาจกล่าวได้ว่าสมบุกสมบันอย่างหาที่เปรียบมิได้ สุดท้ายราชวงศ์หมิงก็ล่มสลาย

หลังจากนั้นก็คือฉากภาพอันงดงาม ว่ากันว่าหลังจากเข้าไปในเมืองหลวงได้ไม่นาน หลี่จื้อเฉิงดีใจจนหลงระเริง ป่าวประกาศกับกองทัพที่ติดตามมาว่าที่ตนสามารถพ้นจากสภาพคับขันไร้ทางรอดกลับกลายเป็นชนะได้นั้น เป็นเพราะได้ทราบความลับของหลงซิ่งอย่างหนึ่ง ในมือมีของวิเศษ อยู่ยงคงกระพัน ฝืนลิขิตสวรรค์ได้

อย่างไรก็ตามในคืนนั้นเอง สิ่งที่เขาเรียกว่าของวิเศษก็ถูกคนขโมยหายไปอย่างไร้ร่องรอยนับแต่บัดนั้นจนถึงวันนี้ ต่อมากองทัพชิงก็เข้ามาปิดล้อมเมืองหลวง หลี่จื้อเฉิงพ่ายแพ้ถึงแก่ความตาย ดินแดนแห่งสวรรค์จึงเสื่อมลง

เรื่องราวต่อมาได้ถูกบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์แล้ว ศาสตราจารย์ฉีจึงไม่พูดถึงมากนัก แต่กลับไปเอ่ยถึงของวิเศษที่อยู่ในหม่าเจียถุน

ผู้ที่ขโมยของวิเศษของหลี่จื้อเฉิงแท้ที่จริงแล้วก็คือคนขององค์กรลับแห่งนี้ แต่ของวิเศษที่พวกเขาได้ไปก็เป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนหนึ่ง ถ้าต้องการให้ของวิเศษนั้นใช้ได้ผลอย่างแท้จริงจะต้องรวบรวมทุกชิ้นส่วนให้ได้

ของวิเศษในมือย่อมมีผู้คนฝักใฝ่ปรารถนา แต่ผู้ที่ต้องการรวบรวมชิ้นส่วนของของวิเศษก็ไม่อาจทำได้ในชั่วข้ามคืนเช่นกัน กล่าวได้ว่าอาจต้องใช้เวลาชั่วลูกชั่วหลาน และเพื่อป้องกันไม่ให้ของวิเศษนี้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่น คนในองค์กรจึงคิดวิธีที่จะเอาของวิเศษนี้ไปซ่อนในสุสานโบราณแห่งหนึ่ง

สุสานโบราณแห่งนี้ก็คือสุสานเก้าหงส์เผชิญมังกร

สุสานเก้าหงส์เผชิญมังกรมีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา เล่ากันว่าตั้งอยู่ในบริเวณที่ฝังศพของเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์โจวตะวันตก นอกจากนี้ยังมีกองกำลังผู้พิทักษ์สุสานคอยเฝ้ารักษา นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์ก็ไม่รู้ว่าเฝ้ารักษากันมากี่ปีแล้ว และมีเพียงผู้พิทักษ์สุสานเท่านั้นที่รู้วิธีเปิดสุสานโบราณแห่งนี้

ทว่าผู้นำองค์กรในตอนนั้นก็น่าเกรงขามยิ่ง รวบรวมบรรดาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดติดตามเขาไป พยายามใช้สารพัดวิธี สุดท้ายสุสานเก้าหงส์เผชิญมังกรก็ค่อยๆ เปิดออก พวกเขาลอบเอาของวิเศษเข้าไปเก็บไว้ข้างใน ปล่อยให้ผู้พิทักษ์สุสานช่วยเฝ้ารักษาให้

แผนการดี หากแต่ตอนปฏิบัตินั้นกลับไม่ได้ดั่งใจ ถึงสุดยอดฝีมือในองค์กรจะค่อยๆ ย่องเข้าไปในสุสานเก้าหงส์เผชิญมังกร กระนั้นก็ไม่มีความเข้าใจอย่างชัดแจ้งเกี่ยวกับสุสานมาก่อน ข้างในสุสานโบราณมีกลไลพิศดารมากมาย ต้องอาศัยผู้พิทักษ์สุสานจึงจะสามารถยับยั้งมันได้ กองกำลังนั้นพินาศย่อยยับเกือบหมด มีเพียงจอมโจรขุดสุสานแซ่ม่อและหัวหน้ากองกำลังที่หนีรอดออกมาได้

ฟังถึงตรงนี้ หลี่โหยวก็เทียบกับข้อมูลที่เคยได้ยินจากลุงอู่ก่อนหน้านี้ เขาลงความเห็นว่าจอมโจรขุดสุสานแซ่ม่อผู้นี้ก็คือบรรพบุรุษของม่อเหลียนเฉิง แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์ฉีและลุงอู่พูดนั้นไม่ตรงกันเสียทีเดียว แน่นอนว่าในใจหลี่โหยวออกจะเชื่อเรื่องที่ศาสตราจารย์ฉีพูดมากกว่า

หลังจากที่ยอดฝีมือในการขุดสุสานหนีออกมาแล้ว ก็เร้นตัวแฝงกาย ขณะที่ผู้นำองค์กรได้ส่งผู้คนไปประลองกำลังกับผู้พิทักษ์สุสาน จับตัวผู้พิทักษ์สุสานและลูกหลานพวกเขามาได้ไม่น้อย พาพวกเขาไปไว้ที่หม่าเจียถุน และคนแซ่หลี่ในหม่าเจียถุนเดิมทีก็คือผู้พิทักษ์ที่คอยเฝ้ารักษาสุสานนั่นเอง

ในไม่ช้าผู้นำที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ลาโลกไป ความลับของสุสานเก้าหงส์เผชิญมังกรก็กลับกลายเป็นสับสนยุ่งเหยิงยากจะแยกแยะได้ชัดเจน รู้เพียงว่ามีของวิเศษอยู่ข้างใน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช่ของวิเศษที่บรรพบุรุษของพวกเขาวางไว้หรือเปล่า ขณะเดียวกันองค์กรก็ตกอยู่ในสภาพง่อนแง่นเป็นเวลานานเนื่องจากบุคคลระดับสูงในองค์กรแทบจะตายเรียบในเหตุการณ์นั้น องค์กรซึ่งเดิมทีก็ไม่จัดว่ามั่นคงแน่นแฟ้นจึงยิ่งแตกแยกล่มสลาย แทบจะเหลือแต่ชื่อ จนกระทั่งต่อมาลู่จ้งหยั่นได้รวบรวมผู้คนอีกครั้ง ลู่จ้งหยั่นได้นำเอาข้อมูลรายละเอียดที่บรรพบุรุษขององค์กรทิ้งไว้ให้มาสรุปรวมเข้าด้วยกันและได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด และผลสุดท้ายตัวเขาก็หายสาบสูญไปด้วยเช่นกัน

ศาสตราจารย์ฉีพูดจ้อ เสียงไม่จัดว่าดังนักแต่ก็ไม่เบาเสียทีเดียว ไม่เพียงแต่หลี่โหยวที่ตั้งอกตั้งใจฟัง แม้แต่หลิงหลงและลุงอู่ก็หูผึ่ง คอยฟังศาสตราจารย์ฉีเล่าเหตุการณ์ในอดีตส่วนที่มีใครรู้นี้ด้วย

“ศาสตราจารย์รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรครับ ?” หลี่โหยวงงมาก

“เหอะๆ …” ศาสตราจารย์ฉีหัวเราะกล่าวว่า “แกคิดจริงๆ เหรอว่าที่ฉันระเหเร่ร่อนไปทั่วเป็นเวลาหลายปีก็เพื่อแสวงหาความสันโดษ ?”

“…” หลี่โหยวนิ่งอึ้ง คำชี้แจงแบบนั้นของศาสตราจารย์ฉี ไอ้โง่ที่ไหนก็ไม่อาจยอมรับได้ ความลับอย่างนั้นบางที่อาจมีคนในองค์กรไม่กี่คนที่รู้ แล้วศาสตราจารย์ฉีจะไปสอบถามทราบความลับเมื่อร้อยปีก่อนได้อย่างไรกัน ?

“อะแฮ่ม อันที่จริงก็คือว่า” ศาสตราจารย์ฉีดูเหมือนจะรู้ตัวว่าการอธิบายแบบขอไปทีอย่างนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดีโดยแท้จริง จึงกล่าวว่า “บรรพบุรุษฉันที่ได้ทิ้งบันทึกต้นฉบับฉบับหนึ่งไว้ให้ เป็นบันทึกบางอย่างเกี่ยวกับการอพยพโยกย้ายในช่วงปลายราชวงศ์หมิงของปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ปรมาจารย์ท่านนี้รู้จักคนประหลาดบัณฑิตเพี้ยนไม่น้อย ในบรรดาผู้คนที่ว่าก็มีลูกหลานของยอดฝีมือด้านการขุดสุสานผู้นั้นด้วย เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านการขุดสุสานที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งในยุคสาธารณะรัฐจีน คนผู้นี้แซ่ม่อ นามว่าเฮย ชื่นชอบขโมยขุดสุสานโบราณเก่าแก่เป็นที่สุด นอกจากเครื่องทองสำริดที่ขายให้คนต่างชาติแล้ว สิ่งของพวกอักษรจารึกบนกระดูกสัตว์ก็ล้วนถูกส่งมาให้ปรมาจารย์ท่านนี้ศึกษาค้นคว้า ครั้งหนึ่งคนผู้นี้ได้บังเอิญพูดคุยเรื่อยเปื่อยเล่าเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษตนให้ปรมาจารย์ท่านนี้ฟัง แต่ท่านปรมาจารย์กลับจดบันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างเอาจริงเอาจัง และสุดท้ายบันทึกนั้นก็ตกมาอยู่ในมือฉัน

หลี่โหยวพยักหน้าหงึกหงัก คำอธิบายนี้ก็พอจะทำให้ผู้คนพอถูๆ ไถๆ ยอมรับได้ ดังนั้นเขาจึงถามว่า “ปรมาจารย์ผู้นั้นคือหวังกว๋อเหว่ยใช่ไหมครับ ?”

“แค่ก แค่ก…” คำถามของหลี่โหยวทำให้ศาสตราจารย์ฉีสำลักออกมาทันที สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาจ้องตาหลี่โหยว “แกรู้ได้ไง ?”

หลี่โหยวยักไหล่ ชี้ไปที่ลุงอู่ แล้วถามต่อว่า “ศาสตราจารย์รู้ไหมครับว่าทำไมปรมาจารย์กว๋อเหว่ยถึงฆ่าตัวตาย ?”

ศาสตราจารย์ฉีค่อนข้างเดือดดาลด้วยความอับอาย “ฉันจะไปรู้เรื่องนั้นได้ยังไง ! อยากรู้ก็ลงไปถามท่านผู้เฒ่าเอาเองสิ !”

หลี่โหยวหน้าเจื่อน ไม่พูดอะไรอีกเลย

 

>>>>>>>>>>>>

 

ตอนที่ 34 สัมพันธภาพภายใน

 

 

Facebook Comment