+100%-

บทที่ 39: ปะทะ

เหตุที่ฮาเหลสามารถระบุตัวตนของซากนี้ได้ เนื่องจากมีเสื้อคลุมนักเวทและเหรียญสมาคมนักเวทบนตัวเขา เครื่องแบบของสมาคมมืออาชีพของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน และรูปแบบของชั้นยศแต่ละชุดก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นแค่มองด้วยตาทุกคนก็สามารถระบุตัวตนของคนๆ นั้น ได้

ในทีมนักผจญภัยของ หลงอี แปดคนยกเว้น หลงอี, ลู่เชียนย่าและ สาวลึกลับเหลิ่งโหยวโหยว ทุกคนได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมมืออาชีพ หลังจากเข้าร่วมสมาคมมืออาชีพแล้ว จะได้รับเงินเดือนที่คุ้มค่า และยังได้รับการคุ้มครองจาก สมาคมที่เกี่ยวข้องนั้นๆ ด้วย แต่พร้อมกันนั้นพวกเขาจะต้องปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น ถ้าสมาคมของตนหรือ สมาคมของประเทศอื่นๆ มีความขัดแย้งกัน หรือสมาชิกคนอื่น ๆ ของสมาคม ตกอยู่ในอันตรายแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือแต่ถ้ามีการปะทะกันของสมาชิกภายในสมาคมเองแล้ว พวกเขาก็ไม่ควรก้าวก่าย

ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยเกี่ยวกับคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย พลันควันราวพลุไฟก็พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วระเบิด เป็นรูปพลังที่แตกต่างกันสองแบบ

“สมาคมนักเวทแห่งอาณาจักรอ้าวเหย่ กับ สมาคมนักเวทแห่ง อาณาจักรน่าหลาน ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา มาหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนกันดีกว่า” ฮาเหลรู้สึกโล่งใจ หากเป็นอาณาจักรอ้าวเหย่ และ อาณาจักรขวงหลงแล้วล่ะก็ พวกเขาทั้งหมดคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง

ในเวลานี้ความผันผวนของพลังเวทมนตร์ที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นจากทุกทิศทาง หลงอีกล่าวอย่างประหวั่นว่า “ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะรุนแรงขึ้น ดูท่าเมืองเล็กๆ นี้คงย่อยยับแหลกลาญด้วยฝีมือนักเวท?”

“ไม่หรอก เดี๋ยวพวกเขาก็ออกไปต่อสู้กันต่อที่นอกเมือง” นักเวทวชิรหลันเทียนกล่าวด้วยเสียงที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่เบื้องหลังเสียงที่ดูปกตินั้นแฝงไว้ด้วยความไร้ซึ่งมนุษย์ธรรม ทุกคนมักจะเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองมาก่อน แม้แต่ในกลุ่มนี้ นักบวชผู้อ่อนโยนที่พูดจาคล้ายมีความเมตตากรุณาและเต็มไปด้วยศีลธรรมอยู่ตลอดเวลาก็ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาดังนั้นเขาจึงไม่แยแสใดๆ

ไม่นานหลังจากนั้น นักเวทหลากสีหลายระดับ ก็รวมตัวกันจนเกือบเต็มถนนแคบๆ นี้ นอกจากนั้นยังมีนักรบ,กองโจร ขโมย และพลธนู สันนิษฐานได้ว่าพวกเขาทั้งหมดคือกำลังสำรองที่เข้ามาช่วย เมืองเล็ก ๆ ของ ฮวงหม่างที่เต็มไปด้วยนักผจญภัยจากสมาคมหรือเมืองต่างๆ นับหมื่นแห่งทั่วทวีปนี้ ขณะนี้เกิดการปะทะกันระหว่างสมาคมนักเวทแห่งอาณาจักรใหญ่สองอาณาจักรจะมีใครอีกกี่คนกันนะที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้?

อย่างที่หลันเทียนกล่าว ฝูงชนทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหยุดเมื่อครู่ พวกเขาเริ่มเคลื่อนไปทางด้านนอกของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ส่วนนักเวทบางคนก็เหาะทะยานไป ภาพเหล่านี้ดูน่าตื่นเต้นตระการตามาก

“พวกเราไปสังเกตการณ์ความวุ่นวายกันดีไหม” หลงอีเสนอแนะ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจอการสู้รบขนาดใหญ่เช่นนี้

“ไม่…เราไม่ควรไป นักเวทจำนวนมากกำลังจะต่อสู้กัน และพลังทำลายล้างของพวกเขาน่ากลัวยิ่งนัก หากเราไปที่นั่นก็อาจเกิดการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจได้ ตอนนี้เราควรไปหาโรงเตี๊ยม และพักผ่อนให้สบายก่อนดีกว่า เพื่อที่เราจะได้เพิ่มพลังจิตวิญญาณของเราไว้สำหรับที่ราบฮวงหม่าง ในวันพรุ่งนี้ “ฮาเหลคัดค้านข้อเสนอแนะของ หลงอี

ฮาเหลเป็นหัวหน้าทีมผจญภัยครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อเขาปฏิเสธ ก็เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครคัดค้าน หลังจากนั้นพวกเขาก็พบโรงเตี๊ยมและเช่าห้องสี่ห้องโดยแยกพักห้องละ 2 คน ลู่เชียนย่าและเหลิ่งโหยวโหยวพักอยู่ห้องเดียวกัน นักเวทสองคนอยู่อีกหนึ่งห้อง ชือเหย็นกับฮาเหลพักอยู่ในห้องเดียวกัน และคนที่เหลือคือหลงอีกับวัวเถื่อนอยู่ห้องสุดท้าย ทั้งฮาเหลและคนอื่นๆ ไม่ต้องการอยู่ห้องเดียวกันกับวัวเถื่อน แม้พวกเขาไม่ได้แสดงออก แต่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์อสูร

เมื่อเข้าภายในห้อง หลงอีปิดประตูแล้วพูดกับวัวเถื่อน ด้วยเสียงต่ำ “เจ้าถึก..มานี่สิ”

วัวเถื่อนชื่นชมหลงอีมาก และยังถือว่าหลงอีเป็นพี่ชายร่วมสาบานของเขา ด้านหนึ่งเป็นเพราะเผ่ามนุษย์อสูรบูชาความแข็งแกร่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้นมีเพียงหลงอี และภูติน้อยเท่านั้นที่พูดคุยกับเขาเป็นประจำ อีกทั้งหลงอียังโอบไหล่เขาด้วยความเป็นมิตร แม้ว่าเขาจะทำเหมือนไม่ยี่หระต่อสิ่งใด แต่เขาก็รู้ชัดว่าคนอื่นๆ มองเขาอย่างดูถูกไม่มากก็น้อย ยกเว้นหลงอีถึงแม้จะชอบหยอกล้อเขา แต่เขาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นเจืออยู่ในนั้นด้วย

วัวเถื่อนได้ยินคำพูดของหลงอี เขาก้มหัวลง เพราะขณะที่ยืนวัวเถื่อนจะมีความสูงมากกว่า 8 ฉือ (ประมาณ 2 เมตรกว่า) ดังนั้นท่าทางที่เขาก้มศีรษะลงจนถึงหัวของหลงอีจึงดูตลกมาก

หลงอีกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของวัวเถื่อน จากนั้นนัยน์ตาของวัวเถื่อนก็สว่างขึ้น เขาพยักหัวซ้ำ ๆ

หลังจากที่แขวนป้าย “กรุณาอย่ารบกวน” ด้านหน้าประตู หลงอีเปิดหน้าต่าง ชะโงกหน้าและมองลงไปข้างล่าง หน้าต่างไม่ได้หันหน้าไปทางถนนสายหลัก ด้านล่างเป็นเพียงซอยที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เท่านั้น ดังนั้นด้วยกำลังภายในของเขา หลงอีคว้าวัวเถื่อนกระโดดลงไปบนพื้นข้างล่างอย่างเบาๆ สิ่งนี้ทำให้วัวเถื่อนชื่นชมหลงอีหนักขึ้นไปอีก และตอนนี้เขามองไปที่หลงอีด้วยสายตาเทิดทูน

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็วิ่งออกไปนอกเมือง เมื่อพวกเขามาถึงประตู พวกเขาก็พบว่าหลายๆ คนกำลังรีบไปทางด้านนอกเมืองเพื่อเฝ้าดูความตื่นเต้นในครั้งนี้ เวลานั้นสายตาแหลมคมของหลงอีก็เห็นร่างสองร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินอยู่ข้างหน้าพวกเขาอย่างเร่งรีบ

“ภูติน้อย..รอพวกเราด้วย” หลงอีตะโกนเสียงดัง เขาไม่คาดคิดว่า ทั้งสองสาวจะแอบหนีออกมาก่อนเขา

พวกนางสองคนหยุด แล้วหันกลับมารอคนสองคนเดินเข้ามาใกล้ๆ

“หลงอี…ข้ารู้ว่าเจ้าต้องแอบหนีออกมา” ลู่เชียนย่ายิ้มสวยงาม นางรู้สึกภูมิใจในการตัดสินใจของตนเอง

“เจ้าทั้งสองใจดำนัก ไม่ยอมชวนพวกเรามาด้วย” หลงอียิ้มและบีบจมูกเล็กๆ ของ ลู่เชียนย่า

“พี่โหยวโหยว บอกว่า เจ้าจะต้องตามมาทัน ดังนั้นเราจึงออกมาก่อน” ราวกับว่านางคุ้นเคยกับการหยอกล้อของหลงอี ลู่เชียนย่าตอบโดยไม่รำคาญใดๆ

หลงอีมองไปทางเหลิ่งโหยวโหยว แต่นางบ่ายหน้าหนี ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานางพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับหลงอี เพราะอย่างแรก คือเขารู้ว่านางฝึกฝนเวทมืด และสองเขาเป็นคนที่ลึกลับมาก ดังนั้นเหลิ่งโหยวโหยวจึงรู้สึกระแวงในตัวหลงอี

ในเวลานี้…เสียงระเบิดก็ดังขึ้น เสียงนั้นดังมาจากที่ไกลๆ และพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน

“การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว เรารีบไปที่นั่นกันเถอะ” หลงอีกล่าวอย่างตื่นเต้น

มองไปยังที่ไกลๆ นั้น หลงอีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ร่ายคาถาวายุให้กับทุกคน หลังจากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นนำและวิ่งไปข้างหน้า เหลิ่งโหยวโหยวและอีกสามคนรู้สึกว่าร่างกายของพวกเขากลายเป็นแสงสว่าง และความเร็วของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกเขางงงัน และคิดว่ามันคือพลังเวทอะไรกันแน่ แม้ไม่รู้จักแต่ที่รู้ก็คือมันเป็นเคล็ดลับของหลงอี ดังนั้นความลึกลับของหลงอีจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สนามรบอยู่ที่ชายแดนของที่ราบฮวงหม่าง ทั้งสองฝ่ายมีไพร่พลกว่าพันคนเข้าร่วมในการรบ ดังนั้นการสู้รบครั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจมาก นอกเหนือจาก หลงอีและพวกของเขาแล้ว ก็ยังมีคนอื่นอีกหลายคนรอคอยและเฝ้าดูอยู่รอบนอก

“อะไรกันนี่…? ข้าคิดว่ามันน่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่คิดว่าจะจืดชืดเช่นนี้ แล้วแบบนี้จะมีความหมายอะไร…” หลังจากที่ได้เห็นฉากของการต่อสู้ หลงอีกล่าวขึ้นด้วยความผิดหวัง

“ถูกต้องเลย… นักเวทชอบหลบหลังกระดองเหมือนเต่า และลอบกัดจากทางด้านหลังเท่านั้น “วัวเถื่อนพยักหน้าและพูดด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน

แต่วัวเถื่อนก็พบว่าลู่เชียนย่าและเหลิ่งโหยวโหยวได้กวาดตามองเขาอย่างรวดเร็ว เขาจึงระลึกได้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นนักเวทเช่นกัน จากนั้นเขาก็ทำตามวลีตบหัวแล้วลูบหลังทันที โดยกล่าวว่า “ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้าทั้งสองคน ข้าหมายถึงพวกเขา”

ทั้งสองสาวถอนใจใส่อย่างเย็นชา ถูกล่ะลู่เชียนย่าเองก็เป็นนักเวท เรียกให้ถูกว่าเป็นนักเวทธนู เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเผ่าภูติเป็นพลธนู และนักเวทที่มีพรสวรรค์ ภายหลังจากเพิ่มพลังใส่ธนูและลูกศรแล้ว ธนูและลูกศรนั้นก็จะมีขนาดใหญ่มากขึ้น เมื่อเทียบกับพลธนูปกติ นักเวทธนูจะมีพลังมากกว่าหลายเท่า[/font][/size]

 

***จบตอน ปะทะ***

ฝากติดตามผลงานได้ที่เพจนิยายแปลออนไลน์ฟรี

Facebook Comment