+100%-

บทที่ 41 การตัดสินใจ 

เทพเจ้าสงคราม บทที่ 41 การตัดสินใจ 

แปลโดย iPAT 

 

(แก้ไข: วิชาระเบิดผลาญวิญญาณ ขอเปลี่ยนเป็น วิชากลืนกินวิญญาณ เพื่อความไม่สับสนในภายภาคหน้าครับ) 

 

“ผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ” ฉิงเจียพูดด้วยความเคารพ เขารู้ว่าการมาของผู้อาวุโสหลักลำดับสองในครั้งนี้ ต้องมิใช่เรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน 

 

“เด็กน้อย เจ้ารู้สถานะของเสี่ยวฮันในตำหนักกลางหรือไม่?” ผู้อาวุโสหลักลำดับสองลูบเคราของตนในขณะที่กล่าวออกมาอย่างช้าๆ 

 

ฉิงเจียส่ายศีรษะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขามิรู้ 

 

“เสี่ยวฮันเป็นหนึ่งในศิษย์หลักหนึ่งร้อยคนในตำหนักกลางที่อ่อนเยาว์ที่สุดและมีพรสวรรค์สูงที่สุด”  

 

“แต่หากกล่าวถึงความแข็งแกร่งในขณะนี้ เสี่ยวฮันกลับอยู่รั้งท้ายศิษย์หลักทุกคน” ผู้อาวุโสหลักลำดับสองกล่าว 

 

เมื่อฉิงเจียได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ เขาจึงได้เข้าใจความแข็งแกร่งที่แท้จริงของศิษย์หลักที่อยู่ในตำหนักกลาง 

 

“ในตำหนักกลาง เสี่ยวฮันเป็นดวงใจของศิษย์บุรุษทุกคน ดังนั้นในขณะนี้เจ้าจึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากที่นั้น” ผู้อาวุโสหลักลำดับสองจ้องมองฉิงเจียอย่างมีความหมาย 

 

ฉิงเจียแอบบ่นอยู่ภายในใจเล็กน้อย เสน่ห์ของเสี่ยวฮันสามารถดึงดูดชายหนุ่มทุกคนให้หลงใหลได้อย่างแท้จริง แต่เพราะสิ่งนี้อีกเช่นกันที่จะนำภัยพิบัติมาสู่เขาอย่างมิหยุดยั้ง อย่างไรก็ตามฉิงเจียก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกหายนะโดยมิเกรงกลัวกับสิ่งใดแม้แต่น้อย 

 

และมิว่าจะเป็นผู้ใดที่ต้องการขัดขวางพวกเขา แม้จะเป็นพระราชาของจักรวรรดิ เขาก็จะกำจัดไปให้พ้นทางของเขาเสีย 

 

“ข้าคิดว่าเจ้าคงยังมิเข้าใจว่าเหตุใดจึงยังมิมีศิษย์หลักผู้ใดมาก่อปัญหาให้กับเจ้าใช่หรือไม่?” ผู้อาวุโสหลักลำดับสองเอ่ยถาม 

 

เมื่อได้ยินคำถามของชายชรา ฉิงเจียจึงพยักหน้าอย่างเคร่งเครียด 

 

เห็นการแสดงออกของฉิงเจียแล้ว ชายชรายิ้มบางก่อนที่จะพูดต่อ “จริงๆแล้วหากพวกเขาต้องการจะมา กระทั่งเสี่ยวฮันก็มิสามารถห้ามได้ แต่ที่พวกเขายังมิมาในเวลานี้เป็นเพราะพวกเขามิต้องการลดตัวลงมากำจัดศิษย์สายในเช่นเจ้า แต่พวกเขาจะรอให้ถึงวันที่เจ้าก้าวเข้าไปในตำหนักกลางด้วยตัวของเจ้าเอง” 

 

“แล้วหากศิษย์มิสามารถเข้าไปยังตำหนักกลางจะเป็นเช่นไร?” ฉิงเจียเข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดชีวิตของเขาจึงได้สะดวกสบายนัก 

 

“หากเป็นกรณีที่มิสามารถเข้าไปได้ เช่นนั้นแล้วเจ้ายังจะสามารถอยู่ร่วมกันกับเสี่ยวฮันได้อีกหรือ ยังมิต้องกล่าวว่าปู่ของเสี่ยวฮันจะมิมีทางยินยอมให้พวกเจ้าได้มีความสัมพันธ์ใดๆต่อกันทั้งสิ้น” ชายชราพูดช้าๆ 

 

“ดังนั้นข้าจึงต้องการเตือนเจ้า ก่อนที่เจ้าจะเข้าไปยังตำหนักกลาง เจ้าควรบ่มเพาะความแข็งแกร่งให้เพียงพอ หากยังมิถึงขั้นจอมยุทธราชันสวรรค์ก็ยังมิควรเข้าไป เพราะเด็กหนุ่มหลายคนในนั้นจะมิทำให้เจ้ารู้สึกดีอย่างแน่นอน”  

 

“นอกจากนั้นสถานะของศิษย์หลักยังพิเศษเป็นอย่างมาก บางสิ่ง แม้แต่ตัวข้าเองก็มิอาจทำอันใดได้ หากเจ้าเข้าไปที่นั้นแล้ว เสี่ยวฮันจะมิสามารถช่วยเหลือเจ้าได้อีก ทุกอย่างต้องพึ่งความแข็งแกร่งของตัวเจ้าเองทั้งสิ้น” ผู้อาวุโสหลักลำดับสองกล่าว 

 

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่กล่าวเตือน ศิษย์ทราบแล้วว่าควรทำอย่างไร” ฉิงเจียตอบกลับอย่างสุภาพ หลังจากได้ยินชายชรากล่าว ฉิงเจียจึงได้เข้าใจพลังอำนาจของศิษย์หลักมากขึ้น นอกจากนั้นพวกเขายังหมายปองในตัวของเสี่ยวฮัน ดังนั้นฉิงเจียจึงเหมือนกับกวางตัวน้อยที่เหล่าสัตว์ร้ายต่างจ้องมองเพื่อรอโอกาสตะครุบด้วยกรงเล็บอันแหลมคมของพวกมัน 

 

ฉิงเจียรู้สึกซาบซึ้งในคำเตือนของผู้อาวุโสหลักลำดับสองผู้นี้เป็นอย่างมาก เพราะจริงๆแล้วฉิงเจียตั้งใจว่าหากเขากลายเป็นจอมยุทธเมื่อใด เขาจะเข้าไปยังตำหนักกลางทันที แต่ในขณะนี้เขาพึ่งได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเหล่าศิษย์หลักและปัญหาที่กำลังรอคอยเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึงต้องทบทวนการตัดสินใจของเขาอีกครั้งหนึ่ง 

 

ชายชรามองฉิงเจียด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าก่อนที่ชายชราจะสะบัดมือเล็กน้อย แผ่นยันต์สีฟ้าลอยขึ้นมาในทันที 

 

“นี่คือยันต์สายฟ้าสวรรค์ มันมีพลังอำนาจในการโจมตีที่รุนแรงมาก หากวันใดเจ้าต้องเผชิญหน้ากับศิษย์หลักอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ก็จงใช้ยันต์สายฟ้าสวรรค์นี้รับมือพวกเขา” เมื่อผู้อาวุโสหลักลำดับสองยื่นมือออกไป ยันต์สายฟ้าสวรรค์ก็ค่อยๆลอยเข้าไปหาฉิงเจียอย่างช้าๆ 

 

“ขอบพระคุณผู้อาวุโสหลักลำดับสองเป็นอย่างสูง” ฉิงเจียได้รับของขวัญมากมายในวันนี้ เขารู้สึกซาบซึ้งอย่างแท้จริง  

 

“มิจำเป็นต้องสุภาพมากนัก เมื่อเสี่ยวฮันพึงพอใจในตัวเจ้า ดังนั้นก็มิจำเป็นต้องเรียกผู้อาวุโสหลักลำดับสองอีกต่อไป เรียกข้าว่าผู้เฒ่าซุย” ชายชรากล่าว 

 

“ผู้เฒ่าซุย?” หลังจากได้ยินชื่อนี้ ฉิงเจียรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย ผู้เฒ่าซุยเป็นชื่อที่ทำให้เขานึกไปถึงอาจารย์ผู้ลึกลับของเขา ผู้เฒ่าเฟิง พวกเขามีความสัมพันธ์อันใดกันหรือไม่? ฉิงเจียเพียงสงสัยแต่ก็มิได้เอ่ยถามคำใดออกไป  

 

“ดีมาก เด็กน้อย จงขยันหมั่นเพียร หากเจ้ามิสามารถเป็นจอมยุทธราชันสวรรค์ได้ แม้แต่ผู้เฒ่าซุยผู้นี้ก็มิสามารถทำให้พวกเจ้าแต่งงานกันได้” ชายชรายิ้มให้ฉิงเจียก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับราวกับภูตผีในทันที 

 

มองดูพื้นที่ชายชราเคยปรากฏกาย ใบหน้าของฉิงเจียแสดงออกถึงความสุข ผู้เฒ่าซุยผู้นี้มิได้คิดถึงสถานะของตนเองและยังตั้งใจมาเพื่อเตือนเขา เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าซุยห่วงใยเสี่ยวฮันเป็นอย่างมาก 

 

ในสวนด้านหลังบ้านพักของฉิงเจีย ชายหนุ่มและหญิงสาวนั่งอยู่ที่พื้นหญ้าสีเขียวมรกตและกำลังหัวเราะพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน พวกเขาคือฉิงเจียและหลี่เสี่ยวฮัน 

 

“ฉิงเจีย เจ้าบอกว่าต้องการจากไปสักพักเช่นนั้นหรือ” หลี่เสี่ยวฮันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 

 

“ถูกต้อง การฝึกฝนในวังยุทธแห่งนี้เข้มงวดยิ่งนัก ดังนั้นข้าจึงต้องการออกไปผจญภัยอย่างอิสระยังโลกภายนอกสักพัก” ฉิงเจียยิ้ม หลังจากได้พูดคุยกับผู้เฒ่าซุย ฉิงเจียตัดสินใจที่จะออกไปค้นหาทักษะบ่มเพาะที่หายไปจากตระกูลของเขา วิชากลืนกินวิญญาณ 

 

เพราะเป้าหมายของเขาคือจอมยุทธราชันสวรรค์ แต่แม้จะใช้ความพยายามในการฝึกตนอย่างหนักหน่วงร่วมกับพรสวรรค์ของเขา ยังคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่เขาจะสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเวลานั้นมาถึง หลี่เสี่ยวฮันและศิษย์หลักเหล่านั้นจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกเท่าใดเป็นสิ่งที่มิอาจคาดเดา ดังนั้นเขาจึงมิสามารถใช้เส้นทางปกติเช่นนั้นได้  

 

หากเขาต้องการแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจะต้องฝึกวิชากลืนกินวิญญาณ และหลังจากที่ได้ข้อมูลจากไป่หยุนเฟ่ยเรื่องห้องลับใต้ดินที่น่าสะพรึงกลัว ฉิงเจียจึงรู้สึกมีความหวังและต้องการที่จะไปสำรวจสถานที่แห่งนั้น 

 

“เจ้าจะไปนานเท่าใดกัน?” หลี่เสี่ยวฮันเห็นถึงความตั้งใจของฉิงเจียดังนั้นนางจึงมิได้ห้ามแต่กลับเอ่ยคำถามออกไป 

 

“ข้ายังมิแน่ใจแต่อย่างน้อยก็จนกว่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับจอมยุทธให้ได้เสียก่อน” ฉิงเจียยิ้มให้กับหลี่เสี่ยวฮัน 

 

หลังจากได้ยินคำตอบของฉิงเจีย หลี่เสี่ยวฮันนิ่งเงียบไป นางรู้ว่าฉิงเจียต้องการที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนางยังรู้อีกว่าที่เขาต้องทำเช่นนั้น สาเหตุก็เป็นเพราะตัวนางเอง 

 

หลังจากช่วงเวลาอันเงียบงัน หลี่เสี่ยวฮันยื่นมือออกมา บนฝ่ามือของนาง ยันต์สายฟ้าสวรรค์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง “อันตรายที่อยู่ข้างนอกก็มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าภายในวังยุทธแห่งนี้ นี่คือยัตน์สายฟ้าสวรรค์ที่มีพลังทำลายล้างสูงมาก มันสามารถปกป้องเจ้าได้” 

 

มองเห็นยันต์สายฟ้าสวรรค์ในมือของหลี่เสี่ยวฮัน ภายในหัวใจของฉิงเจียพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างช่วยมิได้  

 

ยันต์สายฟ้าสวรรค์นี้เป็นของขวัญที่ผู้เฒ่าซุยมอบให้แก่หลี่เสี่ยวฮัน แต่หลี่เสี่ยวฮันกลับส่งต่อให้กับฉิงเจียเพื่อให้มันปกป้องเขา เช่นนี้แล้วจะมิให้ฉิงเจียรู้สึกตื้นตันใจได้อย่างไร 

 

“รับยันต์นี้ไป” เห็นฉิงเจียเพียงยิ้ม หลี่เสี่ยวฮันมิพูดมากและส่งยันต์ไปให้ฉิงเจียในทันที 

 

หลี่เสี่ยวฮันมิรู้ว่าผู้เฒ่าซุยมาพบฉิงเจียด้วยตนเอง และนั่นแสดงว่าผู้เฒ่าซุยมิต้องการให้หลี่เสี่ยวฮันรู้ ดังนั้นฉิงเจียจึงมิได้บอกกล่าวสิ่งใดออกไปเช่นกัน 

 

แต่ฉิงเจียเองก็รู้จักอารมณ์ของหลี่เสี่ยวฮันดี เขาจึงยิ้มอย่างขมขื่นเล็กน้อยก่อนจะรับยันต์สายฟ้าสวรรค์มา 

 

หลังจากได้รับยันต์สายฟ้าสวรรค์มาแล้ว ฉิงเจียยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเพื่อแสดงว่าต้องการเก็บหญิงสาวที่น่ารักและงดงามผู้นี้ไว้ในอ้อมกอด 

 

เห็นการแสดงออกของฉิงเจียแล้ว ใบหน้าเล็กๆของหลี่เสี่ยวฮันพลันแดงระเรื่อขึ้นมาในทันที แต่หญิงสาวก็มิได้ต่อต้านใดๆ นางค่อยๆเอนกายเข้าไปในอ้อมกอดของฉิงเจียอย่างช้าๆ 

 

ด้วยสัมผัสอันอ่อนโยน…และ…อ่อนนุ่ม…..ทำให้ฉิงเจียรู้สึกว่าจากนี้ไป เขามิได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เขามิเพียงต้องทำเพื่อตนเองแต่เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องดูแลคนรักของเขาให้จงได้ 

 

วันถัดมา ฉิงเจียบอกลาเหล่าพี่น้องของเขาและออกจากสถานที่ที่ดูแลเขามาเป็นเวลาหนึ่งปีไป 

 

ฉิงเจียในชุดดำเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานยืนอยู่ต่อหน้าหุบเขาเมฆาล่องลอย เหตุผลที่เขามิได้สวมใส่เครื่องแบบของวังยุทธอวี๋เฟิง เพราะเขามิต้องการดึงดูดความสนใจจากผู้ใดและมิต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงห้องลับที่อาจจะมีวิชากลืนกินวิญญาณซุกซ่อนอยู่  

 

หลังจากปรับอารมณ์เรียบร้อยแล้ว ฉิงเจียจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของวังยุทธอวี๋เฟิง อย่างไรก็ตามสถานที่แรกที่เขากำลังมุ่งไปกลับมิใช่ป่าแห่งความตาย หรือห้องลับ แต่เป็นเมืองที่ห่างจากป่าแห่งความตายไปห้าร้อยกิโลเมตร และเมืองแห่งนี้ก็เป็นที่ตั้งของครอบครัวตระกูลไป่  

 

หากกล่าวให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นมันคือตระกูลของไป่หยุนเฟย ฉิงเจียต้องไปพบน้องสาวของไป่หยุนเฟยที่นั่นเพื่อทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ 

 


ติดตามความเคลื่อนไหวที่เร็วกว่าได้ที่ ไทยโนเวล


 

Facebook Comment