+100%-

WGA บทที่ 1 อัจฉริยะที่ถูกลืม

เทพเจ้าสงคราม บทที่ 1 อัจฉริยะที่ถูกลืม 

แปลโดย  iPAT 

 

ในทวีป เถียนหวู่ ผู้คนต่างฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่จะก้าวไปสู่การเป็นเทพเจ้าในเชิงยุทธผู้อยู่บนจุดสูงสุด หลายคนจึงเริ่มฝึกการต่อสู้ตั้งแต่เยาว์วัย 

 

แต่เนื่องจากการแทรกแซงของสวรรค์ มิใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติที่จะฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ได้ แม้ว่าเขาจะพยายาม แต่ถ้า ฉีไห่ (ทะเลลมปราณ) เหือดแห้งไป คนผู้นั้นจะมิสามารถก้าวไปยังจุดสูงสุดนั้นได้ 

 

“ทะเลลมปราณ” เกิดขึ้นเองตั้งแต่ทารกผู้หนึ่งได้ถือกำเกิดขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่มิสามารถบ่มเพาะขึ้นมาได้ โดยทั่วไปทะเลลมปราณจะเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงอายุ 12 – 15 ปี ในคนปกติ ทุกๆ 100 คน อาจจะมีหนึ่งคนที่มิสามารถสร้างทะเลลมปราณในร่างกายของพวกเขาได้ 

 

เพราะเหตุนี้เอง หลายตระกูลจึงออกค้นหาเด็กที่มีพรสวรรค์ และนำมาฝึกฝนบ่มเพาะศักยภาพของเด็กเหล่านั้นเพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญให้แก่ตระกูล ในตระกูลต่างๆพวกเขาจะเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “สายเลือดใหม่” 

 

ตระกูลหนึ่งในเมือง หยุนจง 

 

ในช่วงเวลานี้ มีการรวมตัวกันของผู้เยาว์ในตระกูลที่สนามฝึกซ้อม พวกเขาคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ของตระกูลที่มีอนาคตสดใส ในขณะนี้ผู้คนกำลังให้ความสนใจกับผู้เยาว์สองคนที่กำลังอยู่บนสนามฝึกซ้อม มีคนหนึ่งล้มลงกับพื้น แขนของเขาหัก และกำลังพยายามที่จะใช้มืออีกข้างเช็ดเลือดจากมุมปาก 

 

“ฉิงเจีย…ลุกขึ้น .. ! หรือว่าเจ้ายอมแพ้แล้ว” เด็กชายที่สวมชุดสีขาวสะอาด พูดจาเยาะเย้ยต่ออีกคนที่กำลังบาดเจ็บ 

 

“แพ้หรือ . . . เจ้าจะรู้ได้อย่างไร?” หลังจากได้ยินคำพูดของเด็กที่สวมชุดสีขาว ฉิงเจีย พยายามยกศรีษะขึ้นช้าๆ เขาพยายามเช็ดเลือดที่มุมปาก และแสดงใบหน้าที่เข้มแข็งพร้อมทั้งปฏิเสธที่จะยอมรับว่าตัวเขาเองพ่ายแพ้ 

 

“โอ้ . . . ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าตระหนักถึงความห่างชั้นระหว่างข้ากับเจ้า” เขาพูดขณะที่ได้ยินว่าฉิงเจียมิยอมรับความพ่ายแพ้ หลังจากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อยๆจางหายไปในทันทีที่เขาเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆด้วยความมั่นใจ ไปยังฉิงเจีย เขากำหมัดแน่น รวบรวมพลังปราณไปที่หมัดของเขา 

 

“ฮึ่ม…ก็ลองดู” เมื่อฉิงเจียเห็นเด็กหนุ่มชุดขาวเดินเข้าไปหา เขาตะโกนเสียงดัง พร้อมกับลุกขึ้นและพุ่งเข้าโจมตีเด็กหนุ่มชุดขาวด้วยความเร็วราวกับพายุโหมกระหน่ำ 

 

ฉิงเจียพยายามโจมตีไปที่เด็กหนุ่มชุดขาว เกิดรอยยิ้มเยาะปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่มทันที เขามิแม้แต่จะหลบมัน ตรงกันข้ามเขากลับปล่อยหมัดออกไปข้างหน้า ก่อนที่หมัดจะเข้าปะทะกัน พลังปราณของเด็กหนุ่มชุดขาวก็กระแทกเข้ากับร่างกายของฉิงเจียทันที 

 

“ผั๊วะ !” 

 

หลังจากที่โดนโจมตีด้วยหมัดพลังปราณ ฉิงเจียกระอักเลือดออกมา ร่างของเขาลอยโค้งขึ้นไปในอากาศและตกลงบนสนามฝึกซ้อมอย่างรุนแรง 

 

“ นี้เป็น…ความแข็งแกร่งของพลังปราณหรือ?” ฉิงเจียนอนคว่ำกับพื้น แล้วครางออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา 

 

“ในที่สุดเจ้าก็รู้ถึงความแตกต่าง…เจ้าขยะ” เด็กหนุ่มชุดขาว พูดด้วยใบหน้าเย้ยหยัน 

 

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่มชุดขาว ฉิงเจียกำหมัดทั้งสองข้างแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาได้ตะโกนกรีดร้องขึ้นภายในใจของเขาอย่างหนักหน่วง 

 

“เจ้าและข้า หากเทียบกันแล้วยังห่างชั้นกันนัก” ในนาทีอันเงียบงัน ฉิงเจียกู่ร้องด้วยความโกรธแค้น เขาใช้เท้าทั้งสองพุ่งออกไปและกวาดเท้าเข้าโจมตีเด็กหนุ่มชุดขาวอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง แต่ครานี้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้าอย่างมาก 

 

“เหิมเกริม” เด็กหนุ่มชุดขาว ยกหมัดขวาของเขาเพื่อเตรียมเล่นงานฉิงเจีย เขารวบรวมพลังปราณอย่างรวดเร็ว 

 

“ฉิงเจีย!!……..พอแล้ว!!” ขณะที่พวกเขากำลังจะต่อสู้กันอีกครั้ง ก็มีเสียงดังมาจากด้านข้างทำให้ฉิงเจียและเด็กหนุ่มในชุดขาวต่างหยุดมือและมองไปยังชายคนที่ส่งเสียงผู้นั้น เขาคือชายรูปร่างสูงสองเมตร ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามแม้ว่าเขาจะสวมชุดปกปิดไว้ มันก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน เขาคือผู้ฝึกสอนกลุ่ม “สายเลือดใหม่” และยังเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ระดับสูงคนหนึ่งของตระกูล 

 

“ท่านอาจารย์…” ฉิงเจียมองไปยังอาจารย์ผู้ฝึกสอนผู้นั้น ในตอนนี้เขารู้สึกมิอาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ 

 

“ฉิงเจีย…ข้ารู้ว่าเจ้ามิอยากจะยอมรับ แต่นี้เป็นกฎของตระกูล วันนี้ข้าให้เจ้าทดสอบกับฉิงฟงเป็นกรณีพิเศษ ข้าคิดว่าเจ้ายังมิรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเจ้ากับฉิงฟงใช่หรือไม่?” อาจารย์ผู้ฝึกสอนมองไปที่ฉิงเจียในชุดสีดำ ใบหน้าของฉิงเจียหม่นหมองลง เขานิ่งเงียบและมิสามารถกล่าวอันใดได้ 

 

“ช่องว่างระหว่าง นักรบ กับ ผู้ฝึกยุทธ์ นั้นมิอาจแก้ไข เพราะผู้ฝึกยุทธ์นั้นสามารถควบคุมพลังปราณได้ ดังนั้น การโจมตีของนักรบจะมิมีผลต่อผู้ฝึกยุทธ์” 

 

“แม้ว่าเจ้าจะมิสามารถเป็นผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลได้ แต่ตระกูลก็จะมิทอดทิ้งเจ้า เจ้าสามารถตอบแทนตระกูลด้วยการทำงานรับใช้ส่วนต่างๆ ในกิจการของตระกูลแทนการฝึกฝนในช่วงระยะเวลาหลายปีนี้” อาจารย์ผู้ฝึกสอนมองไปรอบๆก่อนจะกล่าวออกมาอย่างจริงจังกับเหล่าผู้เยาว์ ฉิงเจียได้แต่นิ่งเงียบอยู่เป็นเวลานาน 

 

หลังจากจบคำของอาจารย์ผู้ฝึกสอน ผู้เยาว์หลายคนเดินออกจากสนามฝึกซ้อม และยอมรับชะตากรรมของคนรับใช้ เพราะพวกเขาเป็นคนธรรมดาที่มิมีทะเลลมปราณ พวกเขาจะถูกเรียกว่า “สายเลือดขยะ” พวกเขาจะมิมีส่วนในงานสำคัญต่างๆของตระกูล แต่จะได้รับมอบหมายให้ทำงานใช้แรงงานต่างๆ คนจำพวกผู้ใช้แรงงาน ทาส ถึงแม้ว่าจะมีผลงานที่ดี พวกเขาก็สามารถเป็นได้อย่างมากแค่หัวหน้าคนงานเท่านั้น 

 

มองไปยังผู้คนที่แยกย้ายกันออกไป ฉิงเจียค่อยๆก้าวลงจากเวทีการแข่งขัน และค่อยๆเดินออกมาจากพื้นที่การฝึกอบรม ภายใต้การนำทางของคนรับใช้ 

 

“เฮ้อ…” อาจารย์ผู้ฝึกสอนถอนหายใจทันทีที่เขามองไปยังแผ่นหลังของฉิงเจีย ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเสียใจอย่างแท้จริง 

 

ฉิงเจีย เป็นเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี ที่ผู้ฝึกยุทธ์อาวุโสของตระกูลค้นพบว่ามีพรสวรรค์ที่สุดในกลุ่ม “สายเลือดใหม่” แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของเขามิสามารถรวบรวมพลังปราณได้ แม้ว่าความสามารถในการฝึกฝนของเขาจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่เมื่อเขามิสามารถใช้พลังปราณได้ เขาก็มิอาจหนีจากชะตากรรมที่ต้องถูกตระกูลทอดทิ้ง เขาต้องถูกส่งไปเป็นทาส 

 

ฉิงเจียขึ้นไปบนรถม้า เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นภาพที่คุ้นเคย หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว เขามิอาจยอมรับได้ จากเด็กหนุ่มที่ได้รับเลือกให้เป็นสายเลือดใหม่ของตระกูลฉิงผู้มีความสามารถในการฝึกฝนและแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสายเลือดใหม่ เขาคิดถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในช่วงเวลานั้น 

 

แต่มันก็เป็นที่น่าเสียดาย ในช่วงอายุของการก่อกำเนิดทะเลลมปราณ เขามิสามารถที่จะควบรวมพลังลมปราณได้สำเร็จ 

 

ทุกๆคนมองมาที่เขาเหมือนว่าเขาเป็นคนอ่อนแอ และอายุของเขาก็เกินกว่าที่จะสามารถเพาะสร้างทะเลลมปราณได้อีกต่อไป จากที่เขาได้รับเลือกให้เป็นอัจฉริยะในกลุ่มสายเลือดใหม่ โดยมิคาดคิดเขากลับกลายเป็นสายเลือดขยะของตระกูลในเวลาต่อมา 

 

“ฉิงเจีย…. อาจารย์ของเจ้าให้ความเมตตาเจ้ามากแล้ว เจ้าสามารถเข้ารับตำแหน่งหัวหน้างานในตระกูลได้อย่างง่ายดาย” คนรับใช้เฒ่าบอกต่อฉิงเจียที่กำลังยืนนิ่งเงียบเป็นเวลานานด้วยอาการเศร้าโศก 

 

คนรับใช้ผู้นี้เป็นคนรับใช้ส่วนตัวของฉิงเจีย ทุกคนเรียกเขาว่า จางเหล่า ตัวเขาเองเป็นนักรบขั้นต้น หลังจากที่ฉิงเจียได้รับเลือกเป็น “สายเลือดใหม่” ตั้งแต่นั้นมาจางเหล่าก็ได้มาอยู่ข้างๆคอยรับใช้ ฉิงเจีย สามารถพูดได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ได้เห็นฉิงเจียเติบโตขึ้นมา แต่ขณะนี้เมื่อเห็นฉิงเจียอยู่ในสภาพนี้ จางเหล่ารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก 

 

“จางเหล่า ท่านมิต้องกังวล ข้ามิเป็นไร …….” ฉิงเจียกล่าวหลังจากได้ยินเสียงของจางเหล่า เขารู้สึกได้ถึงความกังวลในน้ำเสียงของจางเหล่า เขาเติมโตขึ้นมาท่ามกลางการดูแลของจางเหล่า ตั้งแต่เขายังเด็ก ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะเศร้าเสียใจมาก แต่เขาก็ยังพยายามเค้นรอยยิ้มขึ้นมาในขณะที่คุยกับจางเหล่า 

 

“อืม…” อย่างไรก็ตามจางเหล่ารู้ว่าฉิงเจียต้องใช้ความเข้มแข็งเท่าใดจึงจะฝืนยิ้มออกมาได้ ในหัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหดหู่และความเศร้าโศกที่มิอาจบรรยายได้ รถม้าที่ฉิงเจียนั่งวิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็ออกจากประตูเมืองหยุนจงไปเรียบร้อยแล้ว  

 

ในขณะที่รถม้าวิ่งผ่านประตูเมืองออกไป ชายชราสองคนปรากฏตัวขึ้นมาจากอากาศธาตุที่ว่างเปล่าราวกับภูติผี 

 

“ความสามารถของฉิงเจียสูงมาก มันน่าแปลกที่เขามิสามารถรวบรวมพลังปราณได้” ชายชราในชุดคลุมสีเทากระซิบ ในขณะที่สายตามองไปยังรถม้าของฉิงเจียที่พึ่งผ่านไปตามแนวถนนสายเก่า “ถ้าเขาสามารถรวบรวมพลังปราณได้ ประกอบกับการฝึกฝนอันเข้มงวด เขาจะต้องเป็นคนที่ยอดเยี่ยม” ได้ยินชายชราในชุดคลุมเทากล่าว ชายชราในชุดคลุมขาวจึงได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “มันน่าเสียดาย ที่เขามิสามารถทำได้” ชายชราชุดคลุมเทาส่ายศีรษะช้าๆ แต่ชายชราในชุดคลุมขาวยังคงเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง  

 

“บางทีอาจจะไม่…” ชายชราชุดเทาปฏิเสธคำพูดเหล่านั้น ในขณะนั้นชายชราชุดขาวได้เปิดฝ่ามือขึ้น ปรากฏไข่มุกเม็ดเล็กขึ้นบนฝ่ามือนั้น มันมีลักษณะกลมรี และมีรัศมีแสงหลากสีเปล่งประกายหมุนวนอยู่รอบๆ มันแลดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง 

 

“ท่านจะใช้มันเพื่อช่วยเด็กผู้นี้หรือ? ท่านมิเคยคิดจะรับลูกศิษย์ แต่ท่านกลับต้องการช่วยเด็กผู้นี้?” ชายชราชุดคลุมเทาประหลาดใจ และกล่าวออกมาในขณะที่กำลังจ้องมองไปยัง จิตวิญญาณสัตว์อสูร บนฝ่ามือของชายชราชุดคลุมขาว 

 

“ข้ามิได้จะยอมรับเขาเป็นศิษย์ …… แต่จิตวิญญาณสัตว์อสูรดวงนี้ มันมิมีประโยชน์สำหรับข้า มันควรจะตกอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการมันมากที่สุด …… ” ชายชราในชุดคลุมขาวกล่าวด้วยรอยยิ้มในขณะที่มองไปยังรถม้าคันนั้น 

 

“ท่านยังคงมิเปลี่ยนไปจากเดิม…….” ชายชราชุดคลุมเทากล่าวด้วยรอยยิ้มในขณะที่ส่ายศรีษะของเขาเล็กน้อย ในทันทีที่ทั้งสองเริ่มขยับตัว พวกเขาก็ได้หายตัวไปโดยมิทิ้งร่อยรอยใดๆเอาไว้ ราวกับว่าพวกเขาทั้งสองมิเคยปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนี้มาก่อน 

 

 

 

Facebook Comment