+100%-

บทที่ 18 อันดับหนึ่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (รีไรท์)

เมื่อหลินเฟิงได้รู้ว่าเบื้องหลังของหญิงสาวชุดคลุมสีเขียวคือ 


วิหารแห่งความว่างเปล่า

หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน


ในโลกปฐมสวรรค์นี้แม้แต่เด็กและสตรีก็รู้ว่าสามนิกายที่ทรงอำนาจที่สุดคือ



แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋า วิหารเต๋าแห่งความว่างเปล่า, 




แดนศักดิ์สิทธิ์ของนักบำเพ็ญตน อารามยอดฟ้า และ แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งดาบ นิกายดาบชู

(*นักบำเพ็ญตน คล้ายๆกับวัดเส้าหลิน)

ถึงแม้อารามยอดฟ้า และ นิกายดาบชู จะเป็นสิ่งที่พวกมันไม่อาจกล่าวถึงได้





แต่ภายในใจพวกมันก็ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างระหว่างสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ และไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิหารแห่งความว่างเปล่าคือผู้นำของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ทั้งสาม



ซึ่งเป็นนิกายที่ได้รับความนับถืออันดับหนึ่งในโลกปฐมสวรรค์



มีความแตกต่างระหว่างดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์อีกสองแห่งที่มีศิษย์และสาวกเป็นจำนวนมากอยู่ทั่วทุกแห่งในทวีป 



แต่วิหารแห่งความว่างเปล่านั้นมีศิษย์และสาวกจำนวนน้อยมาก ซึ่งเนื่องมาจากเกณฑ์การรับแม้แต่สาวกนั้นยังสูงลิ่วและสำหรับศิษย์ของพวกเขา 



ทุกคนเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับที่สามารถสั่นคลอนโลกปฐมสวรรค์ได้ทั้งใบ



ทักษะและวิชาของวิหารว่างเปล่านั้นมีชื่อเสียงไปทั่วโลกปฐมสวรรค์ โดยคัมภีร์สูงสุดของพวกเขาคือ “เจตจำนงเต๋าแห่งความว่างเปล่า” ที่ถูกขนานนามว่าเป็น




ทักษะเต๋าที่ใกล้เคียงกับสวรรค์มากที่สุด ตราบใดที่ได้รับความรู้กระจ่างแจ้งในระดับหนึ่งก็มั่นใจได้ว่า คนผู้นั้นจะสามารถก้าวไปถึงอาณาจักรวิญญาณแรกก่อตั้งได้




นอกจากนี้ “สัญลักษณ์กรงสวรรค์” ซึ่งเป็นวิชาประจำสำนักของวิหารแห่งความว่างเปล่ายังเป็นวิชาที่แพร่หลายในโลกแห่งการฝึกตน แม้แต่เสี่ยวหยานก็ยังมี



วิชารากฐานลมปราณเป็น ตราครอบสวรรค์ หลังจากที่คลายจากความสับสน ด้วยความตกตะลึงหลินเฟิงจึงถามออกไปว่า




“ท่านพูดว่า สัญลักษณ์กรงสวรรค์? ท่าน.. ท่านเป็นศิษย์ของวิหารแห่งความเปล่า?”

หญิงสาวในชุดคลุมเขียวก้มหัวลงเล็กน้อย




“ข้ามีนามว่า หยางหมิงหยู่ ดั่งที่เจ้ากล่าว สำนักของข้าคือวิหารแห่งความว่างเปล่า”

เสี่ยวหยานแสดงสีหน้าแสดงถึงความสับสนและซึมเศร้าเล็กน้อย “วิหารแห่งความว่างเปล่า..”




หลินเฟิงกัดริมฝีปากเล็กน้อย และนึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับเสี่ยวหยานในเมืองหวู่โจว

ว่าในอดีตในตอนที่เขายังมีพรสวรรค์อยู่ เสี่ยวหยานเคยได้รับการติดต่อจากวิหารแห่งความว่างเปล่า



ที่จะมาเชื้อเชิญเขาไปเป็นศิษย์ เมื่อดูจากการแสดงออกของเสี่ยวหยานในตอนนี้ ก็สามารถบอกได้ว่าข่าวลือนั้นเป็นเรื่องจริง



ถึงแม้หลินเฟิงจะไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเสี่ยวหยาน แต่เขาก็ยังเข้าใจความรู้สึก

ของเสี่ยวหยาน วิหารแห่งความว่างเปล่าเป็นที่รู้กันดีว่าคือแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งในโลกปฐมสวรรค์ 



การได้เป็นศิษย์ของวิหารแห่งความว่างเปล่า ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางการฝึกตนของเสี่ยวหยานนั้นจะไร้ที่สิ้นสุด แม้แต่ทั้งตระกูลของเขาก็จะได้รับชื่อเกียรติยศและชื่อเสียง




แต่หลังจากที่เสี่ยวหยานเปลี่ยนจากอัจฉริยะกลายเป็นเศษขยะ วิหารแห่งความว่างเปล่าก็หมดความสนใจในตัวเขาและยกเลิกการติดต่อกับตระกูลเสี่ยว 




ทำให้วิหารแห่งความว่างเปล่ากลายเป็นปมในใจของเขา ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเสียใจจากคำพูดก่อนตายของพ่อแม่




ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ “แม้กระทั่งในตอนที่กำลังจะตาย ข้าก็ไม่สามารถเห็นลูกชายของข้ากลายเป็นศิษย์ของวิหารแห่งความว่างเปล่าได้….” และคำว่าร้ายนินทาที่ตามมาหลังจากนั้น





ภายใต้สถานกาณ์เช่นนี้ ถ้ามีโอกาสที่จะเข้าวิหารแห่งความว่างเปล่าอยู่เบื้องหน้า เสี่ยวหยานจะตัดสินใจอย่างไร หลินเฟิงรู้สึกกลัวเล็กน้อยที่จะคาดเดาการตัดสินใจของเสี่ยวหยาน




‘แล้วจะทำไมถ้ามันคือวิหารแห่งความว่างเปล่า? แล้วจะทำไมถ้ามันคือแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง?’




หลินเฟิงกำจัดเมฆหมอกในใจของเขาออกไป ‘ถ้าข้าสามารถทำให้เสี่ยวหยานมาเป็นศิษย์ได้ ข้าก็จะมีโอกาสที่จะได้เชี่ยนเอ๋อมาเป็นศิษย์ด้วยเช่นกัน การพลาดการซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเช่นนี้นั้นถึงแม้จะต้องล่วงเกินสวรรค์ข้าก็จะทำ!’



หลินเฟิงจับตามองไปที่หยางหมิงยู่อย่างใกล้ชิดเขาพบว่าน้ำเสียงของนางนั้นสำรวมและ

สงบนิ่ง แววตาของเธอที่มองไปยังเสี่ยวหยานนั้นแสดงถึงความสำนึกผิดแต่ไม่มากจนเกินไป

การแสดงออกของนางนั้นไม่ได้หลอกลวง นั่นแปลว่า นางนั้นรู้สึกผิดแก่เสี่ยวหยานและ




อาจจะชักชวนให้เขาเข้าร่วมกับวิหารแห่งความว่างเปล่าเป็นการชดเชย แต่นางไม่ได้คาดหวังในพรสวรรค์ของเสี่ยวยานและไม่ได้ตั้งใจที่พาเขาเข้าไปในฐานะศิษย์ของนาง




มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าใดนัก นางมาจากวิหารแห่งความว่างเปล่า ตั้งแต่ที่นางเติบโตมากับกองภูเขาแห่งทรัพยากรการฝึกตน ด้วยพื้นฐานการฝึกตนของเสี่ยวหยานแม้จะเป็นในช่วงที่เขายังเป็นอัจฉริยะ ก็อาจจะไม่สามารถเทียบกับนางในสมัยที่มีอายุเท่ากันได้ เนื่องจากเป็นเช่นนี้หลินเฟิงจึงมีโอกาส หัวใจของหลินเฟิงเต้นรัวและทันใดนั้นความคิดก็พุ่งเข้ามาในหัวของเขา  ใบหน้าหลินเฟิงแสดงออกถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นราวกับแสงแดด




หลินเฟิงมองที่ข้างๆตัวเขา

“เทาเที่ย? เป็นเวลานานมากแล้วที่ข้าได้เห็นมันครั้งสุดท้าย..”




หลินเฟิงมองไปที่วงแหวนที่สองในฝ่ามือของเสี่ยวหยาน ริมฝีปากของเขายกขึ้นแสดงให้เห็นรอยยิ้มแสดงออกถึงความสนใจ ใบหน้าของเสี่ยวหยานเต็มไปด้วยความสับสน หยางหมิงยู่มองมาที่หลินเฟิง ดวงตาทั้งสองของเธอเป็นประกายยากที่จะเข้าใจความหมายที่แฝงไว้ภายใน




“มันผู้นี้เคยเห็น สายเลือดบริสุทธิ์ของเทาเที่ยที่ยังมีชีวิตอยู่มาก่อน?”



หมิงหยู่จ้องไปที่หลินเฟิง ริมฝีปากสีแดงสดของเธอเปิดอย่างเแผ่วเบา




“สหายเต๋า ท่านมีนามว่าอะไร”

หลินเฟิงยิ้มบาง “ข้าเป็นเพียงแค่ผู้ต่ำต้อยลงมาจากภูเขา ไม่สมควรจะเอ่ยนาม

แซ่ของข้าคือหลิน ท่านสามารถเรียกข้าว่า สหายเต๋าหลิน” หลังจากที่พูดจบโดยที่ไม่รอคำตอบจากหยางหมิงยู่หลินเฟิงก็พูดต่อ




“ข้าได้ยินว่า เมื่อ 10 ปีก่อนสหายเต๋าหยางได้รับบาดเจ็บและทำการพักฟื้นอยู่ภายในวงแหวนนี้ใช่หรือไม่?”




ตอนนี้หลินเฟิงได้เปลี่ยนหัวข้อของการสนทนานี้ไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่มีทางที่จะปล่อยให้หยางหมิงยู่ได้มีโอกาสที่จะเชิญเสี่ยวหยานเข้าวิหารแห่งความว่างเปล่า โดยถ้านางได้พูดต่อเกี่ยวกับการชดเชยและเชิญให้เสี่ยวหยานเข้าวิหารแห่งความว่างเปล่า เสี่ยวหยานก็จะคุกเข่าและหมอบศีรษะลงตอบรับด้วยความยินดีในทันที

หลินเฟิงจะไม่สามารถแทรกแซงเรื่องนี้ได้อีกต่อไป




หยางหมิงยู่จ้องมาที่หลินเฟิงมากขึ้น การจ้องครั้งนี้ราวกับจ้องมาที่จิตใจของเขา

นางไม่แน่ใจว่าหลินเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหลินเฟิงกำลังพยายามเปลี่ยนหัวข้อของการสนทนา หลินเฟิงนั้นแสดงออกตามปกติแต่ทว่าที่ฝ่ามือของเขาเริ่มมีเหงื่อไหลออกมา




สตรีนางนี้ฉลาดเกินไป ราวกับว่านางสามารถอ่านใจของผู้คนได้ นางนั้นสงบนิ่งราวกับสายน้ำไร้ความก้าวร้าวใดๆ แต่นางสามารถกดดันหลินเฟิงได้ราวกับภูเขาทั้งลูก ค่อนข้างโชคดีที่หยางหมิงยู่ไม่ได้สอบถามอะไรต่อเพียงแค่พยักหน้าอย่างสงบ




“ใช่แล้วเมื่อ 10 ปีก่อน”

ด้วยการป้องกันของระบบแม้แต่นางก็ไม่สามารถมองเห็นพื้นฐานการฝึกตนของหลินเฟิงได้ ทว่าในโลกนี้มีผู้คนอยู่ในจำนวนเพียงแค่หยิบมือ ที่นางไม่สามารถมองเห็นพื้นฐานการฝึกตนได้เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นการพบกันครั้งแรก ทัศนคติของนางที่มีต่อหลินเฟิงจึงแสดงออกถึงความเคารพในระดับหนึ่ง





หลินเฟิงพยักหน้า “เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้พบปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจตนนั้นน่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกบังคับให้สิงสถิตอยู่ในต้นท้อโบราณ”




เสี่ยวหยานมองไปที่หลินเฟิงอย่างแปลกๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหลินเฟิงถึงพูดถึงเรื่องที่ดูไม่ได้เกี่ยวข้องกันนี้




การแสดงออกของหยางหมิงยู่ไม่ได้เปลี่ยนไป นางแค่มองหลินเฟิงอย่างเงียบเชียบและรอเขาพูดต่อไป




หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่นาง ดวงตาของทั้งสองคนแสดงถึงความสงบนิ่งและความห่างเหิน หลินเฟิงพูดอย่างเย็นชา 



“ตามที่ชาวบ้านพบเห็น ปีศาจปรากฏขึ้นเมื่อสิบปีก่อน โอ้ ใช่ และมันคือปีศาจหญิงสาว”

ในที่สุดก็มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในการ



แสดงออกของหยางหมิงยู่ นางหรี่ตาลงและดวงตาของนางสั่นไปมาเล็กน้อย 



“ท่านรู้ถึงที่มาของปีศาจหญิงสาวนี้หรือไม่?”



หลินเฟิงส่ายหัวและมองไปที่นาง 



“ข้ารู้เพียงแค่นางมีนามว่า หรงเย่”




ใบหน้าของหยางหมิงยู่เผยรอยยิ้มเล็กน้อยและมองไปยังที่ห่างไกลแต่ไม่ได้เพ่งมองสิ่งใด

หลังจากนั้นไม่นานนางก็ถอนหายใจยาว 



“ข้าไม่ได้ตายและนั่นก็ทำให้นางไม่ได้ตายเช่นกัน..”




หยางหมิงยู่หันหน้าไปทางหลินเฟิงและกล่าวอย่างจริงจัง



“ขอบคุณสหายเต๋าสำหรับข่าวคราวนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้หรงเย่อยู่ที่ไหน?”



ในใจของหลินเฟิงตอบว่าเขาไม่รู้แต่ในเมื่อปีศาจสาวตนนี้น่าจะมาสร้างปัญหาให้เขา หลังจากที่มันฟื้นฟูพลังกลับมา




หลินเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย “สำหรับเรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ”



ในขณะที่เขาพูด หลินเฟิงได้สังเกตหยางหมิงยู่อย่างใกล้ชิดแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในการแสดงออกของนาง หลังจากที่นางได้ยินว่าหรงเย่ยังมีชีวิตอยู่ ดวงตาอันสดใสหยางหมิงยู่




ก็พลันหมองลงเผยให้เห็นถึงความวิตกกังวลเล็กน้อย



หลินเฟิงถอนใจยาวออกมาเขารู้สึกโล่งอกที่ลงพนันถูกข้าง หยางหมิงยู่และหรงเย่นั้นมีความสัมพันธ์กันราวกับน้ำกับไฟ การต่อสู้ของทั้งสองนั้นเป็นการต่อสู้ที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นต้องแตกดับไป




ไม่ว่าจะเป็นความงาม พรสวรรค์ และ ทักษะเต๋าของทั้งสองนั้นล้วนอยู่ในระดับเดียวกัน

ทั้งสองนั้นชื่นชมและเข้าใจซึ่งกันและกันแต่พวกนางก็ยังอยู่ในช่วงแห่งความเป็นและความตาย




มีความขัดแย้งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้พัวพันอยู่ระหว่างพวกนาง การแสดงออกถึงความรักและความเกลียดชัง มันคือการแสดงออกของนักรบที่ยอมรับในคู่ต่อสู้ที่สูสี

แต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือหลังจากที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับหรงเย่นั้น 




หยางหมิงยู่ไม่สามารถสงบใจได้ แม้ว่าการแสดงออกภายนอกของนางนั้นจะสงบนิ่ง แต่หลินเฟิงสามารถบอกได้ว่าตอนนี้ภายในจิตใจของนางต้องการที่จะไปหาหรงเย่ในทันที และสู้กับเธออีกสัก 300 รอบ





ด้วยสถานการณ์เช่นนี้นางคงลืมเรื่องการชดเชยให้เสี่ยวหยานไปแล้วใช่ไหม?

อย่างน้อยที่สุดมันก็น่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดสำหรับนางในตอนนี้อีกต่อไป





หลินเฟิงตัดสินใจที่จะใส่ไม้เพิ่มเข้าไปในกองเพลิงและเขาก็กล่าวต่อว่า




“สหายเต๋าหมิงยู่ ท่านได้สูญเสียร่างกายไปเหลือเพียงแค่จิตวิญญาณในวงแหวน มันน่าจะทำให้ท่านไปไหนมาไหนไม่สะดวกใช่หรือไม่”

หยางหมิงยู่กะพริบตาหลังจากที่มองมาที่หลินเฟิงอย่างลึกล้ำนางก็กล่าวอย่างเปิดเผยว่าง




“ข้ามีวิธีที่จะสร้างกายเนื้อของข้ากลับคืนมา แต่ก่อนหน้านั้นข้าต้องใช้เวลาอย่างมากในเตรียมความพร้อม  ในตอนนี้ข้าต้องการอาศัยอยู่ในวงแหวนนี้ต่อไป การที่ข้าออกภายนอกไม่ได้ทำให้วิญญาณของข้าบาดเจ็บเพียงแค่ข้าจะเสียลมปราณไปอย่างเปล่าประโยชน์”




เมื่อมองไปที่หยางหมิงยู่ที่ได้เรียกได้สงบใจกลับมาเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นสัญญาณเตือนของหลินเฟิงที่เขาไม่กล้าจะผ่อนคลายสักเล็กน้อยเวลาที่พูดกับนางเลย




เมื่อเห็นว่าหยางหมิงยู่พูดอย่างเปิดเผยหลินเฟิงก็พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า




“ข้าอาจจะสามารถช่วยท่านได้”

หลังจากที่พูดจบหลินเฟิงก็หยิบหญ้าสงบวิญญาณออกมา หยางหมิงยู่เข้าใจโดยทันที




“หญ้าสงบวิญญาณ? ส่วนผสมหลักของยายึดเหนี่ยววิญญาณ ด้วยยายึดเหนี่ยววิญญาณข้าสามารถแยกจากวงแหวนนี้ได้อย่างแท้จริง และ สามาถคงสภาพวิญญาณของข้าโดยไม่สูญเสียสิ่งใด ไม่ต้องถามถึงการเดินทางนับหมื่นจ้างในหนึ่งวัน” (1 จ้าง = ประมาณ 3 เมตร)




นางมองไปที่หลินเฟิงอย่างลึกซึ้งและไม่พูดอะไรอีกต่อไป แทนที่ด้วยการส่งเสียนผ่าน

ลมปราณไปหาหลินเฟิงโดยไม่ให้เสี่ยวหยานได้ยิน




“สหายเต๋า เหตุผลที่ท่านพยายามอย่างหนักเช่นนี้ เป็นเพราะเสี่ยวหยานใช่หรือไม่?”

Facebook Comment