+100%-

บทที่ 17 ยายแก่ (รีไรท์)


”ปัญหาของเจ้าอยู่ที่สร้อยคอแหวนสองวงนี้”



หลินเฟิงยิ้มเบาๆและยื่นนิ้วเข้าไปแตะที่สร้อยคอบนหน้าอกของเสี่ยวหยาน

เสี่ยวหยานเปลี่ยนท่าทีไปในทันที หลินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่ได้เห็นท่าทางของเสี่ยวหยานและกล่าวต่อว่า



”แต่สร้อยแหวนสองวงนี้ของเจ้าไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับคำสาป มันไม่ใช่ว่าระดับการบ่มเพาะของเจ้าลดลงและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่มันน่าจะเกิดจากใครบางคนทำให้มันเป็นเช่นนี้มากกว่า”




”ค ใครบางคน?”




เสี่ยวหยานสับสนเล็กน้อย ใบหน้าของเขาดูมืดมนขึ้น



”ผู้อาวุโสท่านบอกว่ามีใครบางคนจงใจทำลายระดับพลังของข้า…มันไม่ใช่พ่อแม่ของข้าอย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้นแล้ว นั่นหมายความว่า การตายของพ่อมีความเกี่ยวพันธ์กับคนที่ทำร้ายข้า?”




หลินเฟิงแอบยกนิ้วให้กับความคิดของเสี่ยวหยานอยู่ในใจ



”ฉลาดมากประติดประต่อเรื่องได้ดี!!”

หลินเฟิงโบกมือของเขาพร้อมกันส่ายหน้าและจ้องมองไปที่เสี่ยวหยาน




”ตอนนี้ข้าไม่สามารถจะยืนยันได้ว่าการตายของพ่อแม่เจ้าจะเกี่ยวกับสร้อยคอนี่หรือไม่ แต่การบ่มเพาะของเจ้าที่ลดลงและไม่สามารถบ่มเพาะเพิ่มระดับขึ้นได้นั้นข้าแน่ใจว่ามันเกิดจากสร้อยคอแหวนทั้งสองวงนี้”




”ในวงแหวนนี้มีวิญญาณอยู่ มันคอยที่จะดูดซับมานาของเจ้าอย่างต่อเนื่อง” หลินเฟิงกล่าวช้าๆ เสียงของเขาดูสงบ แต่มันช่างเต็มไปด้วยแรงกดดันต่อหัวใจของเสี่ยวหยาน 




”นี่คือเหตุผลที่ระดับการบ่มเพาะของเจ้านั้นหายไปและไม่สามารถที่จะบ่มเพาะขึ้นมาใหม่ได้”




”เพราะมานาทั้งหมดที่เจ้าบ่มเพาะมานั้นได้กลายเป็นอาหารบำรุงวิญญาณที่อยู่ในวงแหวนนี้”




เสี่ยวหยานค่อยๆก้มมองสร้อยที่อยู่ตรงอกของตัวเองช้า ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความโกรธ




หลินเฟิงที่กำลังดูเสี่ยวหยานที่เปลี่ยนท่าทีไป ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและแอบหัวเราะอยู่ในใจ



‘นี่เรียกได้ว่า มาก่อนได้ก่อน’

ในเมื่อข้าได้วางบทให้เจ้ากลายเป็นตัวร้ายเรียบร้อยแล้ว ขอดูวิธีที่พวกเจ้าจะสู้กันหน่อยเถอะ




หลินเฟิงพอใจเป็นอย่างมาก บางทีวิญญาณที่อยู่ในสร้อยอาจจะช่วยเสี่ยวหยานให้ทะยานสู่ความสำเร็จ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่มันอาจจะทำให้เสี่ยวหยานตกลงมากลางอากาศ

ตามธรรมดาแล้วพวกเขาอาจจะรอให้เสี่ยวหยานเพิ่มพูนระดับพลังให้พวกเขาก่อนและออกมาช่วยเหลือในภายหลัง 



แต่ตอนนี้หลินเฟิงได้ลงมือกระทำการก่อน เขาไม่ให้โอกาสพวกวิญญาณได้แก้ไขอะไรทั้งสิ้นและวางบทให้เสี่ยวหยานเกลียดชังพวกวิญญาณทันที





ในขณะเดียวกันหลินเฟิงก็ยังแอบเฝ้าระวัง เพราะเขามีโอกาสที่จะได้พบกับวิญญาณที่อยู่ในสร้อย




หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สภาพอากาศในฤดูร้อนเป็นเหมือนกับอารมณ์ของเด็กตรงหน้า มันเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีสัญญาณบอกกล่าว จากที่เคยสดใสและมีแดดสว่างจ้า 




ตอนนี้มันปรากฏให้เห็นเมฆดำที่กำลังก่อตัวขึ้นและมีประกายสายฟ้าไหลเวียนไปทั่วก้อนเมฆ

หลินเฟิงสูดหายใจเบาๆ




‘มันเป็นเรื่องที่ดีที่สภาพอากาศเป็นเช่นนี้ มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอัญเชิญสายฟ้าเก้าสวรรค์ ตอนนี้ไพ่บนมือของข้าได้เตรียมพร้อมที่จะได้เจอกับปัญหาแล้ว’




ที่วิญญาณพวกนี้ดูดพลังมานาของเสี่ยวหยานไป เป็นไปได้ว่าพวกเขายังคงอ่อนแอเนื่องจากสาเหตุต่างๆที่ไม่อาจคาดคำนึงได้ ในอดีตพวกเขาอาจจะเคยแข็งแกร่งน่าเกรงขามมาก่อนแต่ตอนนี้พวกเขายังคงอ่อนแออย่างแน่นอน

เสียงกลองศึกดังขึ้นแล้วเรามาดูว่าใครจะแน่กว่ากัน





เสี่ยวหยานกัดฟันแน่นพร้อมกับเลื่อนมือของเขาไปคว้าสร้อยที่หน้าอก ทันใดนั้นก็มีเสียงนุ่มลึกดังขึ้นที่ข้างหูของหลินเฟิง





”หากข้าไม่ได้รับการเสียสละจากเจ้า ข้าคงไม่อาจจะรู้ได้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ข้าจะตื่น”

เสี่ยวหยานยืนจ้องสร้อยในมือของเขาด้วยความว่างเปล่า หมอกสีขาวค่อยๆโผล่ออกมาจากสร้อยคอแหวน มันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างปราณีตเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่มีรายละเอียดชัดเจนและมีชีวิตชีวา





หลินเฟิงจ้องมองไปยังหมอกควันเบื้องหน้า ถูกต้องแล้วเสียงที่เขาได้ยินนั้นเป็นเสียงของวิญญาณมนุษย์เบื้องหน้านั่นเอง และเสียงที่เขาได้ยินยังเป็นเสียงของหญิงสาวอีกด้วย

หลินเฟิงคิดในใจอยู่เล็กน้อย และมองไปยังแสงวิญญาณอย่างเพ่งพินิจ เธอคือวิญญาณหญิงสาวอย่างไม่ต้องสงสัย






เธอเป็นหญิงสาวที่งดงามมากเธอสวมชุดยาวสีเขียวอ่อนที่กำลังลู่ไปตามลม ความงามของเธอสุดจะพรรณนาเป็นความงามที่สง่าและสงบในเวลาเดียวกัน




ดวงตาสีเขียวมรกตของเธอได้ทอดมองไปยังหลินเฟิงและกลับมาที่เสี่ยวหยานอย่างรวดเร็ว

ความงามของเธอเปรียบดั่งเทพธิดาแห่งแม่น้ำหลัว เป็นงานวรรณกรรมที่เขาเคยได้อ่านเมื่ออยู่โลกเก่า ร่างกายของเธอลอยขึ้นช้าๆเหมือนดั่งหงส์งามและสง่างามดั่งมังกรที่บินล่องอย่างมีชีวิตชีวา 




ความงดงามของเธอสดใสกว่าดอกเบญจมาศตอนมันผลิบาน ดั่งดวงจันทร์ที่ทอแสงในคืนอันหนาวเหน็บที่มีหิมะโปรยปรายและมีสายลมคอยหมุนส่งเสริม




‘นี่คือความรู้สึกเมื่อ เคาฉี ได้เห็นเทพธิดาที่คอยปกปักอยู่ในแม่น้ำหลัว’หลินเฟิงคิดในใจตามบทกวี แต่ในขณะนั้นเสียงของระบบก็ได้แจ้งเตือนถึงความอันตรายระดับสูงสุดอยู่ในใจของหลินเฟิง




ความงามของมู่หรงเสี่ยวหยานยังคงขาดความสงบ เชี่ยนเอ๋อก็ยังคงเด็กเกินไป ในชีวิตของเขาความงามที่พอจะเทียบเคียงวิญญาณสาวดวงตาสีเขียวมรกตนี้ได้คงมีเพียง 





ปีศาจที่ออกมาจากต้นท้อ หรงเย่ คนเดียวเท่านั้น




หรงเย่และเธอนั้นคล้ายดอกไม้ในฤดูกาลต่างๆช่างเป็นการจับคู่ที่ดียิ่งนัก



แต่เช่นเดียวกับหรงเย่ แม้เธอจะมีความงามมากมายขนาดไหนหลินเฟิงก็ไม่อาจจะหลงไหลไปกับมันได้ หัวใจของเขารู้สึกเย็นเฉียบ หญิงสาวมรกตคนนี้มีระดับความอันตรายเทียบเท่ากับหรงเย่เลยทีเดียว





เมื่อเสี่ยวหยานได้เห็นหญิงสาวมรกตถึงกับตกตะลึงในความงดงามของเธอมากกว่าที่จะมองเธอเป็นศัตรู



”เสียสละ?”เสียงของเสี่ยวหยานเย็นเฉียบเหมือนคนตาย 




”ระดับการบ่มเพาะของข้าที่หายไปเป็นเพราะเจ้าจริงๆหรือ”




หญิงสาวมรกตถอนหายใจเบาๆพร้อมกล่าวว่า



”หมิงหยู ข้าไม่มีทางเลือก โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”



”ให้ข้ายกโทษให้…งั้นเหรอ?!!!”



เสี่ยวหยานดึงสร้อยที่อยู่บนคอของเขาออกและมองไปทางหญิงสาวทันที

สร้อยแหวนหยุดอยู่กลางอากาศหลังจากมันสั่นเล็กก็ปรากฏแสงประกายขึ้นเล็กน้อย

หญิงสาวมรกตถอนหายใจเบาๆ




”หมิงหยู ข้าเข้าใจว่าเจ้าโกรธ แต่มันคือความจริงที่เจ้าสวมมันและยังรอดพ้นจากโชคร้ายมาได้ถึง 3 ปี”



ขณะที่เธอพูดก็ปรายตาจ้องมองไปยังหลินเฟิง



”นักปราชญ์คนนี้ช่างมีดวงตาที่แหลมคมยิ่งนัก ความพยายามของเสี่ยวหยานที่ตั้งใจบ่มเพาะมาสามปีถูกข้าดูดซับไว้ทั้งหมด ข้าต้องขอโทษด้วย”




”แต่โชคร้ายเมื่อสามปีที่แล้วของเสี่ยวหยานที่ระดับการบ่มเพาะเขาหายไปจนเหลือเพียงแค่สาวกฉี ขั้น 1 นั้น ข้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”




ใบหน้าของเสี่ยวหยานเย็นเฉียบดั่งแช่อยู่ในน้ำที่หนาวเหน็บ เขามองไปที่หญิงสาวมรกตสลับกับหลินเฟิงและไปหยุดลงที่สร้อยคอวงแหวน

สีหน้าของหลินเฟิงยังคงเฉยเมยราวกับทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมของเขา คนอื่นๆไม่สามารถบอกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่




แต่จริงๆแล้วตอนนี้หลินเฟิงรู้สึกถึงวิกฤตขนาดใหญ่ที่กำลังใกล้เข้ามา




หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ เพียงเธอพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้เธอเป็นผู้ชักนำความสนใจทั้งหมดของเสี่ยวหยาน

หญิงสาวมรกตมองไปที่หลินเฟิงและเสี่ยวหยานและกล่าวออกมาอย่างสงบ




”จิตวิญญาณของสัตว์บรรพกาล เทาเที่ย อาศัยอยู่ในแหวนวงนี้”




(เทาเที่ย เป็นสัตว์โบราณของจีน มีปากกว้าง หน้าตาดุร้าย )




”เทาเที่ย?” 

เสียวหยานรู้สึกตกตะลึงขึ้นมาทันที ในตำนาน เทาเที่ย เป็นสัตว์โบราณที่เป็นพวกกับ ฮันดัน เฉียนฉี่ เทาหวู 




เทาเที่ยเป็นสัตว์ที่มีความโลภเป็นอย่างมาก จุดสูงสุดของมันต้องการที่จะกลืนกินสวรรค์และพื้นดินทำลายทุกชีวิต




แม้จะเป็นผู้บ่มเพาะเมื่อได้พบกับ เทาเที่ย พวกเขามักจะถูกกลืนกินหายเข้าไปในปากอันใหญ่โตของมันในทันที เป็นเรื่องยากที่จะจัดการกับความโลภและความโหดร้ายของมัน

หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปที่สร้อยในมือของเสี่ยวหยาน




หญิงสาวดวงตามรกตยังคงกล่าวต่อว่า



”10ปีที่แล้ว เนื่องจากข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าจึงถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในสร้อยนั่นหลังจากนั้นข้าก็หลับมาตลอดจนเมื่อ 3 ปีก่อน ข้าค้นพบว่าเทาเที่ยได้กลืนกินมานาของเจ้าทั้งหมดและยังคงต้องการกลิืนกินพลังชีวิตเจ้าอีกด้วย”





”ข้าเลยใช้ สัญลักษณ์กรงสวรรค์ ผนึกวิญญาณเทาเที่ยเอาไว้ แต่มันก็ใช้พลังวิญญาณของข้ามากเกินไป ข้าจึงหลับลงไปอีกครั้ง




หญิงสาวมรกตแสดงท่าทางสำนึกผิด



”ในขณะที่ข้านอนหลับมานาของเจ้าก็ถูกข้าดูดซึมเข้ามาเพื่อฟื้นฟูพลังที่ข้าใช้ออกไปโดยที่ข้าไม่รู้ตัว ข้าสร้างปัญหาให้แก่เจ้า โปรดยกโทษให้ข้าด้วย




แม้ว่าเสี่ยวหยานจะเต็มไปด้วยความงุนงง แต่ชัดเจนว่าความโกรธของเขาได้บรรเทาลงมาบ้างแล้ว



หลินเฟิงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไป แต่ในใจของเขากำลังร้อนรนขึ้นทุกที



โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเปิดระบบซื้อขายและตรวจสอบ สัญลักษณ์กรงสวรรค์ หลังจากที่เขาอ่านคำอธิบาย ของมันทำให้หัวใจของเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที



สัญลักษณ์กรงสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์ที่มีไว้ปิดผนึกมานาของผู้อื่น จำเป็นต้องใช้มานาของตนเองโดยมานาของเป้าหมายจะมีผลตามไปด้วย






เพิ่มเติม: ทักษะลับเฉพาะของนิกายอันดับหนึ่งในโลกปฐมสวรรค์ ผู้นำของวิหารแห่งความว่างเปล่า





(วัดเต๋าสูญสิ้นเปลี่ยนเป็นวิหารแห่งความว่างเปล่านะครับ)

Facebook Comment