+100%-

ตอนที่ 37 เหล่ายอดฝีมือรวมตัว !

 

 

ดูเหมือนว่าเฟิ่งชิงเกอจะรู้สึกได้ถึงบางสิ่งจึงหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองนางอย่างพิจารณา ในใจของนางตื่นตระหนกทันทีและพูดอย่างลนลาน

“พี่ใหญ่มู่หรง ข้า…. ข้าแค่ร้อนใจไปหน่อย……”

 

มู่หรงอี่ซยวนยิ้มตอบอย่างงดงามและพูดกับเฟิ่งชิงเกออย่างนุ่มนวล

 

“เพียงแค่การที่มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โบราณจุติลงมายังแคว้นตะวันรุ่งของเรานั้นก็เกินกว่าที่ทุกคนจะคาดได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นลำพังแค่การที่พวกเราได้เป็นสักขีพยานเห็นลำแสงสวรรค์กระทบลงสู่พื้นนั้นก็ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่ง! เรื่องการได้ครองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องของโชคชะตา เจ้าอย่าได้ยึดติดไปเลย”

 

“อืม… พี่ใหญ่มู่หรงพูดถูก ชิงเกอกังวลกับมันมากเกินไป” นางกลับมาใจเย็นและนุ่มนวลดังเดิม  นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความยกย่องชื่นชมขณะมองไปที่มู่หรงอี่ซยวน

 

“ใครกันที่ได้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไป! ?”

 

สุ้มเสียงอันทรงพลังดังกระหึ่มในอากาศ เสียงนั้นผสานไปด้วยพลังปราณทำให้สามารถได้ยินไปอย่างกว้างไกล

 

เมื่อสัมผัสได้ถึงความเหนือกว่าอย่างชัดเจนของพลังจิตวิญญาณที่ต่างชั้นกันกับพลังปราณ ผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณหลุมขนาดใหญ่ต่างตกตะลึงขณะที่เงยหน้าขึ้นมอง และพบชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่บนกระบี่บิน ลอยตัวอยู่กลางอากาศ มือประสานไว้ข้างหลังขณะที่มองลงมาจากที่สูง รัศมีกดดันอันน่าพรั่นพรึงแผ่ออกมาปกคลุมผู้คนเบื้องล่าง

 

ความกดดันอันหนักอึ้งดุจขุนเขากดลงใส่พวกเขาอย่างหนาแน่นจนแทบไม่อาจหายใจได้ ขาของพวกเขาสั่นสะท้านจากแรงกดดันและทรุดลงไปคุกเข่า

 

บางคนที่มีพลังฝึกปรือต่ำได้รับบาดเจ็บภายในจากแรงกดดันจนล้มลงและมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก

แรงกดดันอันหนักหน่วงและน่าสะพรึงกลัวทำให้หน้าผากของเฟิ่งชิงเกอมีเหงื่อเย็นๆผุดขึ้นมา หน้าของนางซีดและขาอ่อนแรงจนแทบจะล้มลง มู่หรงอี่ซยวนที่ยืนข้างๆคอยประคองนางไว้ในอ้อมแขนของเขาและใช้พลังปราณของตัวเองปกป้องชีพจรหัวใจไว้เพื่อไม่ให้เลือดของนางพุ่งพล่านจนได้รับบาดเจ็บภายใน

 

“ผู้อาวุโส โปรดถอนแรงกดดันออกและอนุญาตให้ผู้เยาว์ที่ต้อยต่ำผู้นี้ได้บอกเล่ารายละเอียดให้ท่านฟังได้หรือไม่?”

 

มู่หรงอี่ซยวนเงยหน้าขึ้นมองชายชราที่ลอยอยู่กลางอากาศ และสังเกตว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งกำลังพุ่งมาจากรอบทิศทาง บางส่วนนั้นขี่กระบี่บินมา บ้างก็ขี่สัตว์วิเศษบินมา และบ้างก็ยืนอยู่บนของวิเศษที่ใช้ในการเหาะเหิน

 

“ว่าไงนะ !? สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไม่อยู่แล้วรึ !?” ชายชราที่มาจากอีกฝั่งร้องตะโกนขณะที่กวาดตามองไปทั่วพื้นที่เบื้องล่าง คิ้วของเขาขมวดขึ้นและมองไปยังชายวัยกลางคนที่ปล่อยแรงกดดันออกมา แล้วกล่าวว่า “ถอนพลังของเจ้าซะ และฟังว่าเจ้าเด็กข้างล่างนั่นจะพูดอะไร เอาล่ะ ใครกันที่ได้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไป!? พูดมาซะ!”

 

อาจเป็นเพราะคำพูดของชายชรา หรืออาจเพราะมู่หรงอี่ซยวนที่อยู่เบื้องล่างมิได้ทำตัวหยิ่งผยองหรือประจบประแจงให้น่าหงุดหงิด ชายวัยกลางคนยอมถอนพลังกดดันออกและกล่าวว่า “บอกทุกอย่างที่เจ้ารู้ให้พวกข้าฟังซะ!”

 

เมื่อพลังกดดันหายไป ผู้คนเบื้องล่างก็รู้สึกประหนึ่งได้ยกหินก้อนใหญ่ออกจากอกและสามารถกลับมาหายใจได้อย่างปกติอีกครั้ง ทำให้ในที่สุดพวกเขาก็ผ่อนคลายลงได้

 

เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่มีพลังสูงส่งเช่นนี้ เหล่าคนเบื้องล่างไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะไม่เคารพพวกเขา

 

มู่หรงอี่ซยวนกุมมือของตัวเองเข้าด้วยกันและทำการโค้งตัวคารวะเหล่ายอดฝีมือที่เหนือศีรษะก่อนที่จะกล่าวว่า “ผู้อาวุโสที่เคารพ เมื่อผู้เยาว์ที่ต้อยต่ำผู้นี้มาถึง สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็มิได้อยู่ที่นี่แล้ว และข้าเองก็มิทราบว่าผู้ใดที่ได้มันไป ทุกคำที่ผู้เยาว์กล่าวมานี้เป็นความจริง หากยังมีข้อกังขาประการใด ท่านผู้อาวุโสสามารถไถ่ถามสุภาพบุรุษทางนั้นได้ กลุ่มของพวกเขานั้นมาถึงก่อนข้าทั้งสอง”

 

ดวงตาของชายชรามองไปที่คนอีกกลุ่มที่ยังคงตื่นตระหนกจากแรงกดดันของชายวัยกลางคนเมื่อครู่ แน่นอนว่าพวกเขานั้นหวาดกลัวยิ่งและไม่กล้าที่จะปิดบังสิ่งใด “ชะ… ใช่แล้ว เมื่อพวกข้ามาถึงที่นี่ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อยู่แล้ว หากว่าพวกข้าจะมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว พวกข้าก็ไม่มีทางที่จะกล้าปิดบังเหล่าผู้สูงส่งและผู้อาวุโสที่น่าเคารพยิ่งในที่แห่งนี้อยู่แล้ว”

 

[ผู้ฝึกวิถีเซียน! คนเหล่านี้เป็นผู้ฝึกวิถีเซียนอย่างแท้จริง! ต่อให้พวกเขามีอีกร้อยชีวิตก็ไม่มีทางกล้าที่จะโกหกเหล่าผู้ฝึกวิถีเซียนอย่างแน่นอน!]

 

ขณะนั้น สายตาของชายวัยกลางคนที่บนเวหาก็จับจ้องไปที่มู่หรงอี่ซยวน ด้วยรู้สึกได้ว่าการกระทำและมารยาทของชายหนุ่มนั้นไม่ธรรมดา แล้วจึงกล่าวถาม “เจ้าเป็นใคร?”

 

 

 

 

Facebook Comment