+100%-

Chapter 135 – Black Market Eleventh Shopping (3)

Chapter 135 – Black Market Eleventh Shopping (3)

“รู้อะไร?”

เมื่อซังจินได้ถามกลับไปพร้อมกับเอียงหัว ฟรานซ์ก็ได้ตอบกลับมา

“อ่อ…หลังจากการจู่โจมคูลดาวล์ทั้งหมดจะได้รับการฟื้นคืนมา แม้ว่าจะเป็นคูลดาวล์ที่ใช้เวลา 1 วันก็ตาม ฉันคิดว่านั่นมันจะมีการเปลื่ยนแปลงด้านเวลาวันที่ในช่วงเวลาระหว่างก่อนและหลังการจู่โจม”

“โอ้…จริงหรอ? ฉันก็ฉันก็มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เหมือนกัน”

ระยะเวลาของการจู่โจมจะไม่ตรงกับเวลาที่เมื่อนักล่าถูกวาปไปและเวลาที่กลับมา และเมื่อใดก็ตามที่เขากลับมาเขาจะสังเกตุเห็นได้ว่าเคนและราร์ตัวใหญ่กว่าแต่ก่อนมาก

‘หลายวัน…ไม่สิ เป็นเดือนงั้นหรอ?’

เขาเคยสงสัยในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ว่ามันจะปรากฏความจริงออกมาเมื่อเวลาผ่านไปเอง

“หืมม…ถ้างั้นฉันก็ควรที่จะสามารถรวบรวมทุกคนมาได้ในวันนี้เหมือนกันสินะ”

“ใช่แล้ว ฉันก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้”

“นั่นมันดีมาก ฉันมีเรื่องที่จะต้องพูดมากมายเลย ถ้าอย่างนั้นฉันคิดว่าฉันจะเรียกหาทุกๆคนก่อนมือเย็น? พวกเราทุกคนจะได้มากินอาการด้วยกันได้”

การพบในตอนเช้ามันก็ดี แต่มันจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าทุกคนสามารถที่จะเจอกันได้อีกในตอนมื้อค่ำ แถมซังจินยังต้องการที่จะแนะนำเบลเทรนให้ทุกๆคนรู้จักอีกด้วย

“นั่นฟังดูดีนะ”

ฟรานซ์ได้ตอบกลับมาอย่างร่าเริง

“ถ้างั้นฉันจะเรียกนายอีกซักพักนะ”

จากนั้นฟรานซ์ก็โค้งให้ซังจิน

“ครับท่าน”

เมื่อเสร็จสิ้นการสนทนา ซังจินก็ได้มุ่งหน้าไปที่โรงตีเหล็กของคาร์กอสก่อนที่จะกลับโรงแรม มันเป็นเพราะว่าเขาต้องการที่จะถามเกี่ยวกับ ‘ดาวฤดูหนาว’ ที่ลึกลับ

‘ดาวฤดูหนาว..’

เขาไม่มีร่องรอยที่บ่งบอกเลยว่ามันคืออะไร ซังจินได้เข้าไปในโรงตีเหล็กพร้อมกับถือดาวฤดูหนาวไว้ในมือ โชคตีที่คาร์กอสได้เห็นมันในทันที

“หืมม นั่นมันอัญมณีนี่…ดาวที่ส่องอยู่เพียงลำพังในตอนค่ำคืน อัญมณีที่เป็นสัญลักษณ์ของความโดดเดี่ยว”

“สัญลักษณ์ของความความโดดเดี่ยว…มันหมายความว่าอะไร?”

เมื่อซังจินได้ถามออกไป คาร์กอสก็ได้ชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วและตอบกลับ

“ฟังให้ดีนะ มันมีอยู่สองวิธีที่จะใช้อัญมณีนี้”

ซังจินได้หยักหน้า

“โอเค”

“อย่างแรกก็ง่ายๆ ไปหาเมอริเดี่ยนและขายมัน”

“…อืมมม…”

“จากนั้นนายก็จะได้รับเหรียญหลายพันเหรียญเพราะว่าอัญมณีมันมีราคาที่แพง”

หลายพันเหรียญสำหรับชิ้นส่วนวัสดุมันไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับซังจินเลย เขาได้ถามต่อไปอย่างไม่ลังเล

“แล้วอีกวิธีล่ะ?”

“มันเป็นการสร้างไอเทม”

“จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนายสร้างมัน?”

“ฉันได้บอกนายไปแล้วว่านี่คืออัญมณีที่เป็นสัญลักษณ์ของความโดดเดี่ยว”

“นั่นมันหมายความว่า…”

เมื่อซังจินกำลังจะพูดจบ คาร์กอสก็ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญที่สุดออกมา

“มันจะกลายเป็นไอเทมที่ช่วยให้นายสามารถจะเข้าสู่การจู่โจมได้เพียงลำพัง”

ซังจินตกใจมากเมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาได้ร้องออกมาอย่างประหลาดใจ

“อะไรนะ!?”

คาร์กอสได้ชูดาวฤดูหนาวขึ้นและพูดออกมา

“ถ้านายใช้มันก่อนที่การจู่โจมจะเริ่มขึ้น นายจะสามารถเข้าไปในการจู่โจมได้เพียงลำพังโดยปราศจากทีม แน่นอนว่านั่นมันหมายถึงว่านายจะได้รับทุกๆอย่างแบบ 100% แต่ว่านายจะต้องมีความมั่นใจในการเอาชนะการจู่โจมด้วยตัวคนเดียวด้วย”

ซังจินมีความมั่นใจในเรื่องนี้มากยิ่งกว่าใครๆ เขาแม้แต่เตรียมพร้อมที่จะเคลียการจู่โจมแบบ 10 คนด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย ด้วยไอเทมนี้เขาสามารถที่จะจัดการกับพวกมอนสเตอร์ได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร

“ถ้างั้นนายจะเลือกอะไร? นายจะไปหาเมอริเดี่ยนและ….”

ก่อนที่คาร์กอสจะได้พูดจบ ซังจินก็ได้ตอบกลับไป

“อย่างที่สอง ช่วยสร้างมันที”

คาร์กอสได้ยิ้มขึ้น

“โอเค ฉันรู้ว่านายจะเลือกวิธีนี้ ถ้างั้นไปก่อนและกลับมาอีกครั้งในตอนพรุ่งนี้เช้า ค่าสร้างไอเทมคือ 1000 เหรียญ”

มันไม่ได้มีราคาแพงเลยแม้แต่น้อย

“เข้าใจแล้ว ถ้างั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้”

ซังจินได้ก้มหัวลงกล่าวลาและกลับไปที่โรงแรม

****

เมื่ออยู่ที่โต๊ะ ซังจินก็ดึงคทาแห่งขุนศึกออกมา เขาได้ชูมันขึ้นไปบนอากาศและประกาศออกมา

“รวมพล”

ใบหน้าของผู้ถูกเลือกได้เริ่มปรากฏขึ้นมาบนลูกบาศก์ โดยคนแรกก็คือฟรานซ์

“ฟรานซ์ มันถึงเวลาแล้ว”

เขาจะต้องรอคอยซังจินอยู่แล้ว

“เข้าใจละ ฉันพร้อมแล้ว”

ต่อมาก็คือเซริน

“ว่าไงเซรินมาเถอะมา มากินอาหารเย็นด้วยกัน”

“ด้วยกันกับทุกคนหรือสองคน?”

“ทุกคนสิ”

“อา…โอเค โอปป้า”

จากนั้นก็นาดา

“นาดา ฉันมีแผนว่าจจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำด้วยกันกับทุกคนที่นี่ ดังนั้นมาด้วยนะ ฉันต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับการจู่โจมอีกด้วย”

“โอเค”

พวกเขาทั้งสามคนได้มาถึงโรงแรมของซังจินเป็นกลุ่มแรก จากนั้นซังจินก็ถามกับเซรินคนแรก

“แล้วเธอหาชิ้นส่วนลับเจอมั๊ย?”

“เจอแล้ว เมื่อพวกเราเริ่มหามัน มันก็อยู่ตรงกับตำแหน่งที่โอปป้าพูดเลย”

“งั้นสินะ”

จากนั้นซังจินก็ได้ตัดสินใจถามนาดาเช่นกัน

“เธอดูไม่เป็นไรนะ ฉันเดาว่ามันเป็นไปด้วยดีใช่มั๊ยในการต่อสู้กับบอสลับน่ะ”

“ใช่แล้ว ฉันทำได้อย่างที่นายพูดและมันค่อนข้างจะง่าย ซอมบี้ของฉันจำนวนมากได้ถูกล้มไป แต่ว่าที่นั่นมันก็มีศพอยู่เป็นจำนวนมาก

“ฉันก็คิดแบบนั้น เธอดูจะมั่นใจมากขึ้นนะนาดา”

ในที่สุดเบลเทรนก็ได้ปรากฏขึ้นบนลูกบาศก์

“อา สุดยอดนักล่าเค เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

“ฉันได้เรียกรวมทุกๆคนน่ะ ช่วยตอบรับคำขออัญเชิญด้วย”

“อา โอเค”

เบลเทรนเป็นคนสุดท้ายที่ซังจินกำลังคอยอยู่ มันเป็นเรื่องยากสำหรับนักเรียนที่ย้ายมาใหม่ในระหว่างกลางเทอมจะปรับตัว อย่างแรกที่ซังจินจะต้องจัดการทำก็คือการแนะนำเบลเทรนกับทุกๆคน

“นี่คือเบลเทรน เขาเป็นคนอเมริกาและก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

เบลเทรนผู้ที่สูงกว่าทุกๆคนโดยประมาณครึ่งหัวได้คำนับเล็กน้อยและแนะนำตัว

“ชื่อของฉันคือกาเร็ต เบลเทรน ยินดีที่ได้รู้จักนะทุกๆคน”

เซริน นาดาและฟรานซ์ได้กล่าวต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น

“สวัสดีจ้า”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

“ยินดีต้อนรับนะ”

ซังจินได้กอดอกและพูดออกมา

“พวกเราได้พบกันในบทที่ 1 และก็ด้วยอะไรบางอย่างก็ทำให้เราได้มาเจอกันอีกครั้ง”

ดวงตาของเซรินได้เบิกกว้างอย่างประหลาดใจ

“โอ้ จริงหรอ?”

นาดาได้หยักหน้ายอมรับในสิ่งนี้

“เป็นชะตากรรมที่น่าสนใจ”

ซังจินได้ปรบมือขึ้นครั้งหนึ่ง

“ถ้างั้นเรามาจบการแนะนำตัวที่เชื่องช้านี้และมาเริ่่มต้นอาหารเย็นและแบ่งปันเรื่องราวกันดีกว่านะ ดารูปินขอออเดอร์หน่อยนะ”

ดารูปินได้เข้ามาและโค้งคำนับ

“ผมจะต้องเตรียมอะไรให้กับพวกท่าน ท่านนักล่าที่รัก”

“อย่าสั่งแบบของคนเดียวนะและเรามาเริ่มงานเลี้ยงใหม่กัน อย่างนี้เป็นไง?”

“ฟังดูเข้าท่านี่”

“แล้วอาหารของประเทศอะไรล่ะที่เราควรจะเลือก? จีน? อินตาเลี่ยน? ฝรั่งเศส? หรือเกาหลีดีล่ะ?”

****

ผู้ถูกเลือกได้เลือกที่จะกินอาหารฝรั่งเศสกันในขณะเดียวกันพวกเขาก็แลกเปลื่ยนความคิดเห็นเล็กๆกัน

“เมื่อในตอนที่ฉันถูกอัญเชิญฉันกำลังขับรถลาดตะเวนไปรอบๆอยู่เลย มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริงๆนะ”

“ฉันน่ะกำลังวิ่งอยู่ที่แม่น้ำฮานอยู่แล้วแต่ทันใดนั้นวิสัยทัศของฉันก็ได้เปลื่ยนไปและฉันก็ได้พบว่าตัวเองอยู่ที่อื่น”

“ฉันกำลังเรียนอยู่ที่มหาลัย และเมื่อฉันกระพิบตาศาตราจารย์ก็ได้เปลื่ยนไปกลายเป็นหุ่นและลูกบาศก์ของโอเปอเรเตอร์”

พวกเขาได้พูดคุยเกี่ยวกับในตอนแรกที่ถูกเรียกมาที่แห่งนี้

“อี้ แต่ว่าเคาน์เดมิทรีไม่ได้แย่เท่าไหร่นะ ไม่ใช่ว่าพวกฮาปี้มันแย่กว่าอีกหรอ?”

“ฉันเห็นด้วยกับเคาน์เดมิทรี”

“ฉันก็ด้วย”

พวกเขาได้แชร์ประสบการความรู้สึกของพวกเขาในการจู่โจมก่อนหน้านี้

“แล้วเคก็ปรากฏตัวออกมาแค่เท่านี้และก็เปรี้ยง! เขาได้โยนดาบเข้ามาและขวานที่ชายคนนั้นถือ…”

“โอ้”

พวกเขาได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับในตอนที่พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากซังจิน อารมณ์ของกลุ่มในตอนนี้เป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก

ในอดีตนั้นไม่ว่ามันอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาได้พบกันช้าไปหรือไม่ก็อยู่ภายใต้ความกดดันหรือความกลัว พวกสมาชิก 10 คนสุดท้ายพูดคุยกันก็แค่เรื่องของการจู่โจมถัดไปเท่านั้น แต่ว่ากลุ่มของเขาในตอนนี้ได้ทำความรู้จักกันอย่างรวดเร็ว บางทีนี้อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติของพวกเขา

พวกเขามักจะไว้ใจซังจิน แต่ว่านั่นก็เป็นสิ่งที่ดี เริ่มจากการคุยกันแบบนี้มันจะเป็นการเพิ่มความสนิทสนมกันของพวกเขาและช่วยเพิ่มการร่วมมือกัน ซังจินก็ยังรู้สึกสนุกสนานไปกับการสนทนาและหัวเราะไปตามมุกของคนในกลุ่มและพูดคุยไปด้วยเช่นกัน

“โอเค ถ้างั้น”

ทุกคนได้หยุบพูดเมื่อซังจินโพร่งขึ้นมา

“ให้มันจบที่นี่และอืมม ฉันอะไรที่ต้องการจะประกาศอย่างเป็นทางการบางอย่างน่ะ”

“มันคืออะไร?”

“อย่างแรก ถ้าพวกนายรู้แม้แต่น้อยว่ามันเป็นอันตรายกับชีวิตของพวกนายก็จงละเว้นทุกอย่างและเรียกฉัน ไม่ต้องรู้สึกอับอายไม่ว่าจะเป็นฆาตกรหรือมอนสเตอร์ก็เพียงแค่เรียกฉัน ถ้าสถานการณ์มันดูน่ากลัว ฉันจะทิ้งทุกๆอย่างและไปหาในทันที พวกนายทุกคนเป็นคนที่สำคัญสำหรับฉัน ฉันไม่สามารถจะปล่อยให้ใครสักคนตายไปได้”

ฟรานซ์ได้ก้มหัวลงในขณะที่ซังจินพูด คนอื่นๆก็หยักหน้ารับ เขาจะต้องรู้สึกสะท้อนใจถึงการกระทำของเขาในวันนี้

“อย่างที่สอง เตรียมพร้อมสำหรับบทที่ 14 สำหรับ 12 13 …พวกนี้จะเป็นเพียงการจู่โจมในแบบ 5 คนปกติดังนั้นมันจะไม่ยากนัก แต่ว่าในบทที่ 14 นั่นต่างออกไป มันจะเป็นการจู่โจมแบบ 10 คน และก็จะมีบอสที่ทรงพลังปรากฏตัวออกมา มันอาจจะยากสำหรับทุกๆคนที่นี่แม้ว่าจะมีโบนัสสเตตัสก็ตาม แม้ว่ามันจะมีจำนวนคนถึงสิบคนแต่ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของเพื่อนร่วมทีมที่พบด้วย ดังนั้นจงพยายามให้หนักเพื่อที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้ก่อนที่จะถึงตอนนั้น”

เบลเทรนได้ยกมือขึ้น

“เคนายรู้ได้ยังไงว่าในบทที่ 14 จะเป็นการจู่โจมแบบ 10 คน?”

ซังจินได้มองไปที่เขาครู่หนึ่ง เขาเป็นสมาชิกใหม่ ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้ตระหนักถึงกฏที่ไม่ได้พูดออกมา ไม่มีใครมีสิทธิที่จะถามว่า ‘รู้ได้ยังไง’ กับสุดยอดนักล่าเค ซังจินได้กระแอ่มไอและพูดออกมา

“นั่นคือ…”

ตาของเบลเทรนได้โตขึ้น แม้แต่ดวงตาของเซรินก็ยังเปิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่ว่า

“ความลับ”

เบลเทรนได้มองตรวจสอบไปที่คนอื่นๆ แต่ว่าทุกคนได้หลีกเลี่ยงการมองของเขาและในที่สุดเบลเทรนก็เข้าใจถึงสถานการณ์นี้

“อา โอเค”

“อย่างที่ 3 การแลกเปลื่ยนไอเทมระหว่างกันและกัน โอเปอเรเตอร์”

ซังจินได้เรียกลูกบาศก์และหยิบไอเทมที่เขาเตรียมไว้ออกมา เขาได้ถือธนูและโล่ของอิลลิชเอาไว้

“นี้คือไอเทมที่ฉันได้รับในรอบนี้…เซรินเธอต้องการธนูมั๊ย?”

ดวงตาของเซรินได้แสดงออกมาว่าเธอมีมันอยู่แล้ว

“ฉันได้รับมันมาแล้วหนึ่งอันในรอบนี้และกำลังวางแผนที่จะใช้มัน”

“ถ้าอย่างนั้นเธอก็รู้ใช่มั๊ยว่าถ้าเธอนำทั้งสามชิ้นนี้ที่เหมือนกันไปให้กับชั่งตีเหล็กเธอก็สามารถจะยกระดับไอเทมได้”

“แน่นอน ฉันเคยซื้อดาบเล่มนั้นให้กับโอปป้าในอดีต จำได้มั๊ย?”

“อา…ใช่แล้ว”

ซังจินได้เกาหัวของเขา

“เอาละ แบบนั้นแหละ ถ้าพวกนายได้รับไอเทมที่ไม่ต้องการ ให้บอกออกมาและลองแลกเปลื่ยนไอเทมเพื่อที่จะช่วยคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับไอเทมระดับตำนาน ลองแลกเปลื่ยนกันเองก่อนที่จะขายมัน”

“โอเค”

ระบบนี้มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับทุกๆคน มันเป็นระบบที่จะทำให้ทุกๆคนได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

“อย่างที่ 4 ….”

ซังจินได้หยุดพูดเพื่อให้ดารูปินได้ส่งกระดาษให้กับนักล่าแต่ละคน บนกระดาษนั้นจะเขียนเกียวกับรายละเอียดของนักล่าหลายๆคน ลักษณะของนักล่า อาวุธของนักล่าและฉายาที่คาดว่าจะเป็นของพวกเขา


เอ็ดเวิร์ด ผมสีบลอนด์เป็นชาวคอเคเซี่ยนผิวขาว คทา สุดยอดจอมเวทย์
ริว ชิน ผมดำผิวสีแทน หอก เทพหอก


นี่มันเป็นลิสคำอธิบายของสมาชิก 10 คนสุดท้ายที่ยกเว้นเฉพาะนา อิลลิชและตัวเขาเอง ซังจินได้พูดกับคนในกลุ่มของเขา

“ถ้าพวกนายเห็นคนเหล่านี้ให้เรียกฉันในทันทีโดยไม่ต้องรอ เข้าใจนะ?”

 


ตอนนี้กลุ่มลับมีทั้งหมดสามกลุ่มแล้วนะครับ สามารถจะติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่เพจนี้เลย > จิ้มเลย < ตอนล่าสุดในกลุ่มลับทันอิ้งแล้วครับผม

Facebook Comment