+100%-

Chapter 128 – Kariharan Frostplains (7)

Chapter 128 – Kariharan Frostplains (7)

ฟรานซ์ตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าชายคนนี้จะสามารถตรวจสอบสถานะคนอื่นได้ แต่ว่าสถานนะของเขามันเป็นรูปแบบที่ประหลาดมาก

สเตตัสของสุดยอดนักล่ามันมีขนาดที่มหาศาล อิลลิชมองไปที่สเตตัสเหล่านี้และพูดกับเขา

“ผู้ถูกเลือก..มันไม่ได้ให้แค่ 10% ของสเตตัส ความแข็งแกร่งและความคล่องแคล่วมันเพิ่ม 30…40% เดี๋ยวก่อนนะ…พลังเวทย์และพลังจิตใจมันเพิ่มมากกว่า 100 เท่าของปกติซะอีก แล้วมันเป็นแบบนี้ได้ยังไง…”

ฟรานซ์ได้จ้องไปที่เขา ชายคนนี้ได้แสดงท่าทางที่แตกต่างออกไปจากก่อนหน้านี้มันทำให้ฟรานซ์นั้นสงสัย

‘นี่ใช่คนๆเดียวกันงั้นหรอ?’

อิลลิชได้ปิดหน้าต่างสเตตัสลงไปและถามฟรานซ์

“ฉายานี้…นายได้รับมันมาเมื่อไหร่?”

ฟรานซ์เงียบไปครู่หนึ่ง ในช่วงแรกของการจู่โจมเขาต้องการที่จะแนะให้ชายคนนี้ให้เข้ามาเป็นผู้ถูกเลือก แต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันได้ต่างออกไป ฟรานซ์ได้ตอบกลับ

“ทำไมนายถึงอยากจะรู้หละ?”

“เพระาว่าฉันต้องการมัน บอกฉันมาแค่ว่านายได้รับฉายาที่มหัศจรรย์นี้มาได้เช่นไร?”

แทนที่จะตอบคำถามกลับไป ฟรานซ์ได้ตั้งคำถามแทน

“แทนที่จะทำเช่นนั้น…ทำไมนายถึงไม่ช่วยเพื่อนร่วมทีมในก่อนหน้านี้?”

“ก่อนหน้านี้?”

“ก่อนหน้านี้ในตอนที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บทำไมนายถึงไม่ช่วยพวกเขา?”

อิลลิชได้ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มบาง

“แน่นอน…เพราะว่าพวกเขานั้นหมดประโยชน์แล้ว”

ฟรานซ์ได้เบิกตากว้างขึ้น

“อะไรนะ?”

“ฉันต้องการความแข็งแกร่งของพวกเขาในการจบการจู่โจม แต่ว่ามันจะตีกว่าถ้าพวกเขาตายไปก่อนที่จะเริ่มการแจกรางวัล”

ฟรานซ์ได้ยกดาบขึ้น

“ไอชั่วฆาตกร”

อิลลิชยิ้มกับคำกล่าวหานี้

“นายหมายถึงอะไร? ฆาตกร ฉันนะน่ะ? นายเห็ฯออร่าสีแดงรอบตัวฉันงั้นหรอ?”

ฟรานซ์กำลังโกรธ เขาต้องการที่จะพุ่งเข้าไปและโจมตีอิลลิชในทันที อิลลิชได้พูดกับเขา

“อะไร นายต้องการจะฆ่าฉันหรอ? ถ้านายโจมตีฉันในตอนนี้ นายจะกลายไปเป็นฆาตกรนะ หรือไม่จริง?”

เขาพูดถูก แม้ว่าอิลลิชจะมีพฤติกรรมที่เหมือนกับฆาตกร แต่ว่าเขาก็ยังไม่ได้กลายไปเป็นฆาตกร ดังนั้นฟรานซ์จึงไม่ได้ขยับตัว เคได้เคยเตือนเขาเอาไว้ในอดีต

‘ฟรานซ์นายใจร้อนมากเกินไป ลดอารมณ์ของนายลงบ้างนะ นายยังจำในตอนที่นายโจมตีฉันได้ไหม มันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันจงใจเปิดโอกาสให้นายโจมตีและสวนกลับไป นายจะติดสถานะของฆาตกรและฉันก็จะสามารถจัดการนายได้โดยที่ไม่ได้รับโทษ นายรู้ใช่ไหม? เม่อนายจะโจมตีใครบางคนนายต้องระมัดระวงัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนๆนั้นไม่ได้อยู่ในสถานนะฆาตกร นายจะต้องพิจารณาให้ดีในบางทีนายอาจจะเป็นฝ่ายผิดซะเอง’

เมื่อเห็นว่าฟรานซ์ไม่ได้ขยับตัว อิลลิชก็ขยับคอของเขาก่อนที่จะพูดออกมา

“ฉันนะไม่ได้ผิดอะไรเลย การตายของพวกเขาไม่ได้อยู่ในมือของฉัน พวกเขาตายไปเพราะอ่อนแอเอง”

ฟรานซ์ได้พิจารณาคำพูดนี้ครู๋หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป

“นายเป็นคนสั่งให้พวกเขาโจมตีในขณะที่เจ้าตัวนั้นกำลังตั้งกำแพงโล่”

“ใช่ ฉันทำมัน มันเยี่ยมมากเลยใช่ปะ? อย่างที่นายได้เห็น ถ้าพวกเขาได้ตายด้วยตัวเอง นายก็จะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นฆาตกร”

ฟรานซ์ได้ขมวดคิ้ว

“นายกำลังพูดเรื่องอะไร?”

“เมื่อตอนที่ฉันได้เข้าใจรูปแบบของบอสลับ ฉันก็ให้คำสั่งที่น่าเชื่อถือ และพวกเขาก็ฟังฉัน พงกเขาได้รับคำสั่งและเข้าไปในอันตราย…นั่นมันก็คือหลักฐานของความโง่เขลาของพวกเขา พวกผู้ที่ไม่สามารถจะคิดได้ด้วยตนเองมันสมควรแล้วที่จะตาย พวกนี้มันไม่มีอะไรนอกเหลือไปจากปรสิตที่แย่งแต้มผลงานไปจากฉัน”

ฟรานซ์ได้คิดในใจของเขา ที่นี่และตอนนี้เพื่อที่จะกลายไปเป็นฆาตกรและต่อสู้กับชายคนนี้

ไอ้ชั่วนี้มันแกล้งทำตัวเป็นผู้นำและหลอกคนอื่นๆไปตาย แต่ว่าฟรานซ์ก็ยังคงไม่เข้าไปหามัน มันเป็นเพราะว่าในขณะเดียวกันไอ้ชั่วนี้มันก็แข็งแกร่งมาก

‘ชายคนนี้มันอันตราย ฉันจะเป็นฝ่ายสูยเสียแทนถ้าหากว่าฉันพุ่งเข้าไปโดยไร้ซึ่งแผน’

อิลลิชนั้นรู้ดีว่าฟรานซ์แข็งแกร่งแค่ไหน แต่ว่าฟรานซ์นั้นแทบจะไม่มีข้อมูลของอิลลิชเลย ในขณะที่ฟรานซ์กำลังคิดสิ่งเหล่านี้ อิลลิชก็พูดต่ออกมา

“แต่ว่าก็ดูเหมือนนายจะมีสมองนี่นา ฉันบอกให้นายโจมตีโล่ แต่นายไม่ฟังคำสั่งฉัน…อืมม นั่นแหละมันเป็นเหตุผลที่นายยังมีชีวิต”

‘ฉัน…ควรจะเรียกเคไหมในตอนนี้?’

แต่เคได้พูดไว้ว่าไม่ต้องโทรหาเขาถ้าหากว่าไม่ตกอยู่ในอันตรายถึงตาย โดยเฉพาะเมื่อยังเหลือเวลามากกว่า 20 นาทีก่อนที่จะจบการจู่โจม

‘ฉันมีสิ่งที่จะต้องทำ สิ่งที่สำคัญมากๆ ถ้าหากว่านายไม่สามารถจะหาบอสลับหรือชิ้นส่วนลับได้ก่อนที่การจู่โจมจะจบ 20 นาที…แล้วก็เรียกฉัน ฉันควรจะว่างในช่วงเวลานั้น อาจจะนะ’

ตอนนี้มันยังมีเวลา 40 นาทีก่อนที่การจู่โจมจะจบลง เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันจะถูกต้องนักถ้าจะเรียกเขาในขณะที่อิลลิชยังไม่ได้ตกอยู่ในสถานะฆาตกรและไปบอกเขาว่า

‘ได้โปรดฆ่าชายคนนี้’

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากว่าเขายังอยู่ในระหว่างทำสิ่งที่สำคัญ มันจะดีที่สุดถ้าหากว่าฟรานซ์แก้ปปัญหาด้วยตนเอง ถ้าเขาไม่ต้องการที่จะสร้างความอับอายให้กับฉายาของเขาในฐานะผู้ถูกเลือกเขาจะต้องสร้้างคุณค่าให้กับตนเอง

ฟรานซ์รียประเมินพลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เขาได้หลอกให้เพื่อนร่วทีมของเขาตายด้วยตัวเอง ในอีกนัยหนึ่ง เขาจะต้องมั่นใจว่าเขาจะสามารถจบการจู่โจมนี้ได้ด้วยการสูญเสียสมาชิกทีมไปสองหรือสามคน

แต่ว่าเขาได้ทิ้งฟรานซ์ไว้เพียงลำพัง เขาสามารถที่จะทรยศฟรานซ์ได้ในระหว่างตอนที่ต่อสู้กับบอสลัส แต่ว่าเขาเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งนั้นมันก็หมายความว่าเขาไม่มีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับบอสลับเพียงลำพัง

‘นั่นหมายความว่า….เขาก็เกือบจะอยู่ในระดับเดียวกันกับฉัน…’

แต่แล้วเขาก็พูดออกมา

“มันจะดีที่สุดถ้านายตายไปพร้อมๆกับบอสลับ มันน่าเสียดายจริงๆ ฉันไม่ต้องการที่จะฆ่านายด้วยตนเอง”

ฟรานซ์ได้จ้องมองเขา

“อะไร?”

“ฉันไม่ชอบที่จะทำให้มือของฉันสกปรก ฆ่าใครบางคน…เอาหละ มันไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่ว่ามันจะสูยเสียรางวัลไป 10% เพราะฉันกลายไปเป็นฆาตกรมันเป็นของเสีย”

เขาได้มองดูฟรานซ์ตลอดเวลา

“นายพูดเช่นนี้หลังจากที่เห็นสเตตัสของฉันแล้ว?”

“ใช่แล้ว พวกเราทั้งคู่เห็นมัน โบนัสของนายสูงมาก…แต่ว่ามันก็ยังไม่เพียงพอ นายไม่สามารถจะเอาชนะฉันได้”

ฟรานซ์ได้เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้

“โอเค เราจะได้เห็นมันกัน”

อิลลิชได้ยกโล่ของเค้าขึ้น

“ฉันชอบการจู่โจมพวกนี้ ห้านักล่าที่โดดเดียว ถ้าหากว่าทุกๆคนตายไป ก็ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าฉันคือฆาตกร”

“แก…”

“ใช่แล้ว นักล่าทุกๆคนที่เคยเจอกับฉันตายไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีข่าวลือและฉันก็สามารถจะทำเช่นได้ในแต่ละบท ในฐานะที่ไม่มีใครรู้ว่าฉันก็คือฆาตกร”

ฟรานซ์ไม่ได้ต้องการที่จะได้ยินคำพูดเช่นนี้ในอีกต่อไป เขาได้เงื้อดาบขึ้นสูง

“ย๊ากกกก”

และพุ่งเข้าไปใส่อิลลิช

****

ซํงจินได้เดินกลับไปที่บันไดน้ำแข็งเพื่อมองไปที่ฆาตกรที่เขาพึ่งจะฆ่า

‘นี่มันหมายความวาส….มีเพียงแค่ฆาตกรเท่านั้นที่สามารถจะกลายไปเป็นคนแข็งแกร่ง…’

ซังจินสามารถไปจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติเพื่อที่จะหาเหรียญดำได้ แต่ถ้าหากว่าเขาไม่สามารถจะใช้เส้นทางเหล่านี้ได้ วิธีเดียวที่จะสามารถทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆได้ก็คือการกระทำแบบฆษตกร

แม้ว่ามันจะมีการลงโทษก็ตาม แต่ถ้าหากว่ามีคนหรือสองคนตายไป ส่วนผลงานของเขาก็จะเพิ่มขึ้นไปหลายเท่า

เมื่อการจู่โจมแรกเริ่มขึ้น มันไม่ค่อยมีใครตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่ว่าเมื่อการจู่โจมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆคนจำนวนมากก็เริ่มนึกออก

และเมื่อพวกเขาทำมัน การกลายไปเป็นฆาตกรมันได้กลายไปเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างน่าเหลือเชื่อ หากว่าค่าผลงานที่มีไว้สำหรับห้าคนกลายไปเป็นของคนๆเดียวค่าสเตตัสและจำนวนเงินที่ได้รับมันก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ดังที่อิกกอร์เคบพูดเอาไว้ในทะเลทรายคูตาล ระบบรางวัลนี่มันสนับสนุนการเป็นฆาตกร

‘นี่มันก็คือเหตุผลที่มีจำนวนของฆาตกรไม่สิ้นสุด…อืมม อย่างน้อยฉันก็สามารถจะได้รับเหรียญอีกเล็กน้อยจากวิธีนี้…’

‘ตอนนี้ฉันคิดถึงมัน…นั่นมันหมายความว่ามันอาจจะเป็นไปได้ที่คนอื่นๆที่นอกเหลือเอ็ดก็ได้ไปถึงจุดๆนั้นโดยการเป็นฆาตกร’

มันเป็นความจริง สิบคนสุดท้ายในชีวิตก่อนหน้านี้ทุกคนได้มีความแข็งแกร่งและทักษะที่สูงมากๆ พวกเขาเคยที่จะเป็นนักกีฬาทีมชาติ ทหารหรือมีพรสวรรค์ที่มหัสจรรย์บางอย่างที่มีพลังเวทย์จนมากกว่าปกติ คนที่มีพรสวรรค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้ด้วยเครื่องสวมใส่และอาวุธที่ใช้สนับสนุนในสไตล์การต่อสู้ของพวกเขา ซึ่งมันได้รับการสนับสนุนโดยสเตตัสสอีกด้วย ในแง่นี้มันเรียบง่ายมาก

‘พวกเขามีคะแนนที่มากเพราะทักษะของพวกเขาที่สูง’

มันอาจจะเป็นไปได้ แต่ว่ามันก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันคนใดคนหนึ่งในกลุ่มสิบคนสุดท้ายอาจจะเป็นฆาตกรแล้วมาได้จนถึงจุดๆนั้น ซังจินได้วางมือลงบนคางในขณะที่้จมลงไปในความคิด

เขานั้นใกล้ชิดกับนักล่าสี่คน เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจว่าพวกเขาทั้งสี่คนเป็นอย่างดี อิลเดอแบรนท์ พ่อของลูกทั้งสามคน เขาคงจะไม่เคยทำมัน เขาเป็ฯคนที่ดี ซังจินไม่สามารถจะจินตนาการได้เลยว่าเขาจะเลือกเส้นทางดังกล่าวได้ยังไง

มุสตาฟานั้นเป็นชาวมุสลิมที่นับถือศรัทธาในพระเจ้า เขานั้นมักจะสวดมนตร์ก่อนการต่อสู้และเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปช่วยเหลือคนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อที่จะรักษาพวกเขา เขาเป็นคนที่อบอุ่น เขาไม่มีทางที่จะเป็นฆาตกร

ส่วนาดา เขานั้นได้พบกับเธอนานที่สุดและมีโอกาสมากมายในการสังเกตุเธอ แต่ว่าเธอก็ไม่ใช่คนที่จะเป็นฆาตกร เธอไม่มีท่าทีหรือแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นเลยย เธอส่วนใหญ่จะเป็นเป้าหมายของพวกฆาตกรมากกว่าซะอีก ดังนั้นเธอจึงมีแต้มที่มากกว่าคนอื่น

เอ็ดเวิร์ดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความผิด เขาเป็นคนที่ทำให้ทีมพังทลายลงไปในก่อนหน้านี้อย่างไม่มีข้อกังขา เขานั้นเป็ฯคนที่มีรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่ว่าหน้าตาแบบนั้นก็อาจจะมิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเครื่องมือที่ใช้หลอกคนอื่นในการกลายไปเป็นฆาตกร

เขาไม่รู้เลยจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย แต่เขาอาจจะได้ฆ่าคนอื่นๆมาก่อนหน้านี้อีกก็เป็นได้

‘เอ็ดเวิร์ดเช็ค’

ซังจินได้ลบใบหน้าของเอ็ดเวิร์ดออกไปจากจิตใจ

ส่วนที่เหลือนั้นเขาไม่ค่อยจะรู้จักมากนัก คนแรกคือสุดยอดพลหอกริวชิน ริวชินนั้นเป็นคนที่เชื่อมั่นในฝีมือของตนอย่างมาก

‘ตระกูลศิลปะการต่อสู้ของเขาได้ปกป้องคุ้มคครองคนรุ่นหัลงไปจนตบอดถึงคนรุ่นใหม่…’

เนื่องจากเพราะว่าความภาคภูมิใจนี้ เขานั้นก็มักจะทะเลาะกับนักล่าคนอื่นๆ แต่ก็ยังเป็นเพราะความภาคภูมิใจนี้ที่ทำให้เขาไม่น่าจะมีโอกาสไปเป็นฆาตกร

ต่อมาอรูวโจ อรูวโจนั้นเป็นครูฝึกทหารผู้เชี่ยวชาญที่ชื่นชอบในการสอนคนอื่นๆ เป็นคนที่มีไหวพริบ สนุกสนานๆ เขาดูเหมือนจะห่างไกลจากการเป็นฆาตกร

ต่อมาอัมคูบ้า ชาวแอฟริกันที่เติบโตขึ้นมาห่างจากอารยธรรมดังนั้นถ้าหากว่าเขารู้สึกว่า ‘ฉันจะต้องเป็นฆาตกร’ เขาก็จะทำเช่นนั้นโดยไม่ต้องสงสัยอะไรหรือลังเลเลย

‘อัมคูบ้าเช็ค’

ซันซูเกะเขาเงียบมากจนแทบจะไม่เคยคุยกันเลย เพราะงั้นซังจินจึงไม่สามารถจะตัดสินใจอะไรจากเขาได้เลย

‘ซันซูเกะ…เลื่อนการตัดสินใจ’

สุดท้ายอิลลิช ชายผู้เย็นชา อดีตทหารเก่า เขามีจิตวิญญาณและเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม แต่ว่าเขาก็จะไม่ให้อภัยกับการผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจากแผนของเขา

‘ถ้าเป็นอิลลิช…’

ซังจินเงยหน้าขึ้นมองเพดานในขณะที่เขาจินตนาการอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าอิลลิชสรุปได้ว่าการเป็นฆาตกรมันมีประโยชน์เขาก็จะทำมัน

แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมก็ตาม ยิ่งกว่านั้นซังจินก็คิดว่าเขามีท่าทางว่าเคยทำมัน ซังจินได้ใส่ดาบไว้สามดวงในความคิดของเขา

‘อิลลิช เช็ค เช็ค เช็ค’

จากนั้น

[10 นาทีได้ผ่านไปตั้งแต่ที่มามิตินี้]

โอเปอเรเตอร์ได้แจ้งให้เขาทราบ เขามักจะตั้งการแจ้งเตือนมันเอาไว้เมื่อใช้หินแสวงหาฆาตกร

“หืมม…เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่มีเท่าไหร่”

[42 นาที 21 วินาที]

“โอเค”

การจู่โจมนี้มันจะมีเวลาเพิ่มเล็กน้อยสำหรับการกระโดดข้ามมิติ แต่ว่าเขาก็ยัเวลาที่เหลืออกีมาในการจัดการล่าฆาตกรอีกสองครัง ซังจินได้หยิบเอาหินแสวงหาฆาตกรออกมา มันเป็นการล่าครั้งที่สี่จของเขา จากนั้นซังจินก็พูดออกมา

“แสวงหาความยุติธรรม”

เสาแส่งได้ส่องลงมาจากด้านบนอีกครั้ง ในขณะที่แสงลงมาบนตัวเขา เขาก็คิดขึ้นมา

‘หืมมม…มันอาจจะเป็นไปได้ที่ฉันจะได้ไปพบกันอิลลิช อัมคูบ้าหรือไม่ก็เอ็ดเวิร์ดโดยการใช้ไอเทมนี้’

Facebook Comment