+100%-

บทที่ ๖๐ – ความในใจของเขา

บทที่ ๖๐ ความในใจของเขา

ด้วยฐานะว่าที่เจ้าบ่าวโดยนัยของเซิ่งกู เฮ่อชิงหลูอาศัยอยู่ในพรรคไป๋เยว่อย่างสง่าผ่าเผย ในระหว่างนี้ เรื่องต่างๆ อย่างเช่น เตียงนอนไม่ได้ทำจากไม้ซือตันทอง ผ้าห่มไม่ได้ทอจากผ้าไหมหยุนจิ่น รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยประมาณเดียวกันนี้ เขาหาได้แสดงท่าทางไม่พอใจแต่อย่างใด และยังคงไว้ซึ่งอาการนิ่งเงียบโดยตลอด

เห็นเขาเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้ ทำให้ผางวานเบาใจอย่างช่วยไม่ได้ — ถึงแม้ว่าพรรคไป๋เยว่มิได้ขาดแคลนเงินทอง แต่หากคุณชายสูงศักดิ์ผู้นี้เอ่ยปากขอให้นางไปหาของฟุ่มเฟือยหายากเหล่านั้นกลับมา มันคงต้องเปลืองแรงมิใช่น้อยเหมือนกัน

เรื่องเดียวที่นางกลัดกลุ้มคือที่อยู่ของศิษย์พี่ จั่วหวายอันได้ค้นหาทุกหนทุกแห่งราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ทว่าหนานอี๋คล้ายหายตัวไปในอากาศภายในคืนเดียว

ขณะที่นางกำลังแต่งตัวตอนรุ่งเช้า สาวใช้ที่มวยผมให้นางพลันส่งเสียงร้อง “โอ๊ะ”

“เกิดอะไรขึ้น?” ผางวานหันไปมองนาง

สาวใช้กล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย: “เซิ่งกูมีผมขาวได้อย่างไร?”

ผางวานตกตะลึง และรีบหันศีรษะกลับ: “ดึงออกมาให้ข้าดู” นางไม่เชื่อคำพูดของสาวใช้โดยเด็ดขาด — ร่างกายของนางในขณะนี้อายุยังไม่ถึงสิบเจ็ดปี มันจะมีผมขาวได้เช่นไร?

สาวใช้ดึงผมขาวออกมาตามคำสั่ง พลางส่งยิ้มเพื่อให้นางคลายกังวล: “มันขาวแค่ครึ่งเส้นเท่านั้น อาจเพราะหลายวันมานี้ เซิ่งกูโหมงานหนักเพื่อท่านประมุขมากเกินไป”

ผางวานจ้องผมขาวเส้นนั้น ภายในใจรู้สึกไม่มั่นคงอย่างกะทันหัน

จังหวะนี้เอง สาวใช้เข้ามารายงาน นางกล่าวว่าคุณชายเฮ่อมีแขกสองคนมาพบ จึงเชิญผางวานไปที่นั่น

ดังนั้นผางวานจึงปล่อยให้สาวใช้ประดับผมนางด้วยปิ่นไข่มุกต้นยวี่หลาน และสวมชุดคลุมยาวผ้าฝ้าย ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก

ขณะนี้คือช่วงที่หนาวที่สุดในฤดูหนาว เป็นเวลาที่ต้นเหมยบนภูเขาพากันเบ่งบาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันกระจายไปทั่วบริเวณ ช่วยกล่อมจิตใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี

เดินทอดน่องไปยังลานบ้าน ยังไม่ทันจะเข้าไปในห้อง เมื่อนางได้ยินเสียงอันคุ้นเคย

“นายน้อยคิดจะออกเดินทางเมื่อไหร่?” เขาคือจิ่นตี้หลัว

“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอให้อาจั๋วตรวจดูอาการนางก่อน” เสียงของเฮ่อชิงหลูสงบนิ่ง

“หนนี้นายน้อยรีบเร่งจากมา นายหญิงใหญ่เป็นกังวลยิ่งนัก” ได้ยินจิ่นตี้หลัวพูดอีกครา “นายหญิงใหญ่ตำหนิที่นายน้อยเอาไปแค่ขวดยากล่อมจิตเท่านั้น ไม่มีแม้แต่เวลาเก็บเสื้อผ้าและของมีค่าอื่นๆ ดังนั้นจึงสั่งผู้น้อยเป็นพิเศษ ให้นำข้าวของสัมภาระของนายน้อยมาที่นี่”

“เวลานั้นข้าจะเสียเวลามาใส่ใจของนอกกายได้อย่างไร?” น้ำเสียงของเฮ่อชิงหลูหงุดหงิดเล็กน้อย “ยามออกเดินทางไปข้างนอก พิถีพิถันน้อยหน่อย ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร”

สุดท้ายเขากล่าวเพิ่ม: “เจ้าบอกนายหญิงใหญ่ถึงเหตุผลแท้จริงที่ข้าจากมาหรือเปล่า?”

“ข้ามิได้บอกสิ่งใด” จิ่นตี้หลัวตอบด้วยความระมัดระวังยิ่ง “ผู้น้อยกล่าวเพียงว่าอาการป่วยของแม่นางผางวานกำเริบ นายน้อยจึงเร่งรีบจากไปด้วยเหตุนี้”

“อืม” เฮ่อชิงหลูคล้ายถอนหายใจด้วยความโล่งอก “จำไว้ว่าเรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวข้อง ก็พูดให้น้อยเข้าไว้ ทั้งนี้ตอนขอยาจะได้ไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน”

จิ่นตี้หลัวหยุดชะงักครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากถามอย่างลังเลด้วยจิตใจว้าวุ่น: “นายน้อย ไม่ทราบว่าจิ่วฮวาฉิว …” (จิ่วฮวาฉิว คือ ชื่อม้าที่มีชื่อเสียงโด่งดัง)

“มันตายแล้ว ข้าฝังมันไว้ที่ตีนเขาเมฆา เจ้าไปตั้งศิลาจารึกให้มันแทนข้า” เฮ่อชิงหลูกล่าวเสียงแผ่วเบา

จิ่นตี้หลัวถอนใจยาว คล้ายเสียใจและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ครู่หนึ่งพูดถึงอาการป่วย ครู่ต่อมาก็พูดเรื่องขอยา ผางวานฟังแล้วให้สงสัยยิ่งนัก พลางคิดในใจ: “ทำไมสองคนนี้มักพูดในสิ่งที่นางไม่เข้าใจ” จากนั้นจึงผลักประตูห้อง และเดินเข้าไปด้านใน

“คุณชาย” ชุดของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมยามนางเดินไปหาเฮ่อชิงหลู ขณะเดียวกันก็ผงกศีรษะให้จิ่นตี้หลัวเป็นการทักทาย

เฮ่อชิงหลูตกใจ จากนั้นวางถ้วยชาที่เขากำลังเล่นอยู่ในมือ ลุกขึ้นยืนเพื่อดึงตัวนางเข้าสู่อ้อมแขน “เจ้ามาแล้วหรือ? กินยากล่อมจิตแล้วหรือยัง?”

ประโยคสุดท้ายเขาพูดซ้ำๆ คอยกรอกหูกำชับนางอยู่ทุกวัน

ผางวานเหลือบไปเห็นถ้วยหยกขาวขอบทองใบนั้นที่เขาเพิ่งวางลง และอดไม่ได้ที่จะเบ้ปากอย่างแค้นใจ – ดีจริง สัมภาระเพิ่งถูกส่งกลับมา เขาก็เริ่มอวดรวยทันที แล้วเมื่อกี้ยังมีหน้าพูดอีกว่า ‘พิถีพิถันน้อยหน่อย ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร’

“เจ้ากินแล้วหรือยัง? ฮืม?” เห็นนางไม่ตอบคำถาม เฮ่อชิงหลูหยิกจมูกนาง

ผางวานตีมือเขา และตะโกนเสียงลั่น: “กินแล้ว กินแล้ว กินวันละสามเวลา ครั้งละสองเม็ด ต้องพูดอีกกี่ครั้งเจ้าถึงจะวางใจ?!”

ทว่าเฮ่อชิงหลูคล้ายไม่กล้าเสี่ยงเชื่อนาง เขาปลดถุงผ้าไหมข้างเอวนางและเปิดออก นับจำนวนยาที่เหลืออยู่ด้วยตนเอง ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก

เห็นเขาเป็นห่วงเรื่องยาถึงเพียงนี้ ผางวานหัวเราะพรืดอย่างห้ามไม่อยู่: “ข้าโกหก ความจริงแล้วข้าไม่ได้กินสักเม็ด ทั้งหมดนั่นข้าเอาไปเลี้ยงพี่นกขมิ้นที่อยู่ในกรง”

เดิมทีคำพูดเหล่านี้แค่ล้อเล่นเท่านั้น มิคาดคิดว่าจิ่นตี้หลัวจะสูดลมหายใจอย่างเฉียบพลัน สีหน้าของเฮ่อชิงหลูแปรเปลี่ยนเป็นดำมืดราวกับถูกสาดด้วยน้ำหมึก

“อาจั๋ว! อาจั๋ว!” เขาจับมือผางวานแน่น และตะโกนลั่น กระทั่งเส้นเลือดบนมือเขายังผุดขึ้นมา

ประตูด้านในห้องเปิดออกด้วยเสียง “เอี๊ยด” อาจั๋วที่เหงื่อเต็มใบหน้าวิ่งโซซัดโซเซออกมา ในมือยังถือโสมคนอ้วนท้วนที่มีขนาดใหญ่เท่าหัวไชเท้า

“โสมอันนั้นใกล้จะกลายร่างเป็นจิตวิญญาณแล้วใช่ไหม?” ผางวานมีท่าทางตกใจ

ไม่มีผู้ใดตอบคำถามนาง อาจั๋วจับข้อมือนางและเริ่มตรวจชีพจร ในขณะที่จิ่นตี้หลัวกับเฮ่อชิงหลูจ้องสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงของอาจั๋วราวกับกำลังจะเขมือบนาง

จนกระทั่งอาจั๋วปล่อยมือนาง และพยักหน้าให้เฮ่อชิงหลู ตอนนั้นเองที่พวกเขาสองคนเผยท่าทางราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะ

“หากพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะเย็บปากเจ้าให้สนิท!” เฮ่อชิงหลูจ้องผางวานเขม็ง นัยน์ตาแดงก่ำ แสดงให้เห็นว่ากำลังโมโหจัด

ผางวานบ่นอุบอิบในใจ “ต้องตื่นตระหนกใหญ่โตถึงเพียงนี้เลยเหรอ?” ทว่าปากของนางยังคงกล่าวอย่างเชื่อฟัง: “ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”

อาจั๋วโค้งคำนับ และขอตัวกลับเข้าไปยังห้องด้านในโดยเร็ว ผางวานพิงขอบประตูดูอย่างสงสัย เห็นเพียงยาสมุนไพรประเภทต่างๆ มากมาย เตาอันเล็กที่ถูกตั้งไว้บนพื้นกำลังปล่อยควันขาว นางอดไม่ได้ที่จะตกใจ: “เจ้ากำลังเปิดร้านขายยากันที่นี่หรือ?”

เสียงอึมครึมของเฮ่อชิงหลูดังจากเบื้องหลัง: “หากเจ้าไม่ยอมจากไปพร้อมข้า เกรงว่าทั้งภูเขาเมฆาคงต้องกลายเป็นโรงหมอ”

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ผางวานได้แต่หันกลับไปยิ้มให้เขาอย่างขออภัย: “ตอนนี้สถานการณ์ของพรรคยังไม่มั่นคง มันไม่ใช่เวลาจะจากไปได้จริงๆ ให้ข้าอยู่ต่ออีกหน่อย มันคงไม่เสียเวลามากนัก”

หลายวันมานี้เฮ่อชิงหลูพูดกับนางอยู่บ่อยๆ เรื่องอยากให้นางไปพบบิดามารดาเขา รวมถึงเรื่องดำเนินการแต่งงาน

สำหรับการหมั้นหมายกับคุณชายเฮ่อ จากก้นบึ้งของหัวใจ นางไม่มีข้อโต้แย้งแม้แต่น้อย เพียงแต่ว่านางหาได้พร้อมใจอย่างสมบูรณ์

การแต่งงานกับนายน้อยแห่งตำหนักเอกาผู้นี้ นั่นหมายความว่านางต้องตัดขาดจากพรรคไป๋เยว่ ทว่าลึกๆ ในใจ นางยังไม่สามารถปล่อยวางจากหนานอี๋และประมุขพรรค แน่นอนที่สุด นางยิ่งไม่ยินยอมให้กู้ซีจูมีอำนาจเหนือโลกหล้าตามที่เขาปรารถนา

“หนึ่งเดือน” เฮ่อชิงหลูจ้องนิ่งไปยังใบหน้าแย้มยิ้มของนางที่พยายามประจบเขา “ข้าจะรอเจ้าอีกหนึ่งเดือน นี่คือขีดจำกัดสูงสุด”

****

ณ เมืองหลวง คฤหาสน์สายหมอก

“… ข่าวได้รับการยืนยันไม่ผิดพลาดแน่นอน นับตั้งแต่จั่วหนานอี๋จากไปก็มิได้กลับมาอีก จั่วหวายอันยุ่งอยู่กับการค้นหาที่อยู่ของเขา เวลานี้พรรคไป๋เยว่มีทูตขวาฉือเจวี๋ยหมิงเป็นคนดูแล มันคือธนูที่สุดแรงบินแล้ว”

สตรีชุดเขียวคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ผู้นำ นางก้มศีรษะพลางรายงานเรื่องนี้

“อ้อ? ข้ามักสงสัยอยู่บ่อยๆ ทำไมจั่วหวายอันถึงได้ร้อนใจอยากให้หนานอี๋แต่งงานกับลูกสาวของตน และทำไมเขาจึงทุ่มเทหาตัวหนานอี๋ถึงเพียงนี้?”

กู้ซีจูนั่งสูงอยู่ในห้องโถงใหญ่ ใบหน้าของเขาเลือนรางท่ามกลางแสงเทียนริบหรี่

“ระงับปีศาจหยินในกายหนานอี๋จำเป็นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน? ทำไมจั่วหวายอันเหมือนกำลังจัดงานศพให้ตัวเอง?”

สตรีชุดเขียวเงยหน้า: “วิชาชำระล้างไขกระดูกของพรรคไป๋เยว่ไม่เคยสอนให้คนนอก แต่เมื่อได้เห็นท่าทางของจั่วหวายอันที่ไม่ยอมลงมือกับท่านผู้นำในโถงพิธีแต่งงานวันนั้น ทั้งยังยอมอดทนอดกลั้น ชัดเจนว่าฝีมือของเขาต้องไม่สูงส่งเท่าในอดีตแล้วแน่นอน”

กู้ซีจูยิ้ม

“หรงเอ๋อร์ บอกข้า เซิ่งกูพรรคไป๋เยว่มีสิ่งใดผิดปกติ เหตุใดนางจึงไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งประมุขพรรค และทำไมจั่วหวายอันถึงได้ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อตามหาหนานอี๋?” เขายกถ้วยชาที่อยู่ข้างกาย

สตรีในชุดเขียวตัวแข็งค้าง

“หรงเอ๋อร์ ไม่ว่าเจ้าจะใจอ่อนแค่ไหน แต่เจ้าควรตระหนักไว้ว่าผู้ใดคือนายที่แท้จริงของเจ้า” กู้ซีจูเป่าน้ำชา กลิ่นหอมของมันกระจายไปทั่ว

เสมือนหนึ่งถูกคุกคามอย่างหนัก สตรีชุดเขียวหมอบสยบอยู่แทบเท้าเขา ทั้งร่างสั่นเทาไปหมด

“เล่ากันว่าเซิ่งกูสูญเสียกำลังภายในทั้งหมดหลังจากหวนกลับมายังพรรค ระหว่างการสู้รบกันในวันที่สิบแปดค่ำเดือนสิบสอง นางยอมให้ผู้อาวุโสชิวถ่ายทอดพลังสามสิบปีเข้าสู่ร่าง เพื่อที่นางจะได้สามารถออกไปต่อสู้ แต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตสิบปีของนาง” นางกล่าวต่อด้วยใบหน้าซีดเผือด “เวลานั้นผู้น้อยยังไม่ได้รับยากล่อมจิตที่ท่านผู้นำส่งไปให้ จึงหลับลึกมาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถแจ้งท่านผู้นำได้ทันเวลา”

กู้ซีจูหยุดดื่มชา คิ้วของเขาขมวดมุ่น

ชีวิตสิบปี?

ถึงแม้ว่าเขาตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้นางมาแก้แค้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขายินดีจะเห็นนางอายุสั้น

— อะไรจะน่าจืดชืดไปกว่าการที่ศัตรูตายเร็วเกินไป?

ยิ่งไปกว่านั้น ศัตรูคนนี้ยังเป็นผู้ที่เขาเลี้ยงดูขึ้นมาด้วยตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างรวมไปถึงชะตาชีวิตของนาง มันควรต้องเป็นเขาที่ควบคุมเอาไว้ทุกอย่าง หาใช่ใครอื่น

เห็นเขามิได้ตอบเป็นเวลานาน หรงกูกูกล่าวเพิ่มอย่างระมัดระวัง: “เล่ากันว่าวรยุทธ์ของเซิ่งกูสามารถคงไว้แค่เจ็ดวันเท่านั้น หลังจากนี้ทุกอย่างจะกลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมจั่วหวายอันถึงได้รีบร้อน อยากให้นางแต่งงานกับหนานอี๋ถึงเพียงนั้น”

กู้ซีจูส่งเสียง “อืม” เป็นการตอบรับ และถามอย่างแผ่วเบา: “แล้วท่านหวง?”

หรงกูถอนหายใจเฮือกใหญ่: “ถูกจั่วหวายอันลงโทษประหารไปแล้ว ศีรษะของเขาถูกประจานอยู่ที่ประตูด้านนอกบ้านพักบนภูเขา”

กู้ซีจูเลิกคิ้ว และมิได้เอ่ยคำใด

ท่านหวงคือไส้ศึกที่เขาลอบวางไว้ในไป๋เยว่ตั้งนานแล้ว คือเขาที่ค้นพบภูมิหลังของหนานอี๋และผางวาน เดิมทีคิดว่าตัวตนของเขาที่เป็นบ่าวหูหนวกและเป็นใบ้ คงไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คน มิคาดว่าฐานะของเขาซึ่งเป็นไส้ศึกศัตรู จะถูกจั่วหวายอันค้นพบได้เร็วขนาดนี้

อย่างไรก็ดี ในเมื่อเขาเลือกจะเปิดเผยเรื่องในอดีตต่อหน้าธารกำนัล เขาก็ได้เตรียมจะสละไส้ศึกคนสุดท้ายนี้

“จัดพิธีศพให้เขาอย่างสมศักดิ์ศรี” เขาโบกมือ และไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใดอีก

หรงกูรีบถอยกลับ ส่วนกู้ซีจูนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาซึมซับรสชาติน้ำชาอย่างเชื่องช้า บางครั้งบางคราวก็มองไปยังดวงจันทร์สว่างไสวที่นอกหน้าต่าง

สำหรับการต่อสู้กับพรรคไป๋เยว่ในครั้งนี้ เขาเริ่มวางหมากไว้ตั้งแต่สิบสองปีก่อน บัดนี้ ในที่สุดเขาก็ประสบผลสำเร็จตามประสงค์

เขามั่นใจเก้าในสิบส่วน วรยุทธ์ของจั่วหวายอันมิได้ยอดเยี่ยมเท่าแต่ก่อน และผู้สืบสกุลสองคนที่เขาคาดหวังไว้อย่างสูง คนหนึ่งกลายเป็นปรปักษ์ อีกคนหาได้มีฝีมือสูงส่งอีกต่อไป ไม่มีอะไรต้องเกรงกลัว

การทำให้ศัตรูเจ็บปวดจากความสิ้นหวัง มันมีค่ายิ่งกว่าการฆ่าพวกเขาโดยตรงเสียอีก

เขาสูดกลิ่นหอมของชาด้วยความพึงพอใจ

ดวงจันทร์เจิดจ้าปรากฏเป็นใบหน้าน่ารักรูปไข่อย่างเลือนราง พวงแก้มสีชมพู ดวงตาเมล็ดอัลมอนด์ ลักยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ประหนึ่งไม่เคยสัมผัสถึงความทุกข์ระทมในโลกนี้

“ในที่สุดเจ้าก็กลายเป็นอย่างเดียวกันกับข้า” เขาชูถ้วยไปยังใบหน้าอันห่างไกลนั้น “ยินดีด้วย”

********************

Facebook Comment