+100%-

บทที่ 174 : สงครามครั้งแรก (2)

 

 

บทที่ 174 : สงครามครั้งแรก (2)

โดย : ปลาวาฬ

 

 

ถึงแม้โส่วเจี่ยนั้นจะได้เป็นผู้ครอบครองตำหนักขาว  แต่ก็ไม่มีสิ่งจำเป็นใดเลยที่เขาจะต้องดูแลมัน  เรื่องต่างๆภายในและภายนอกล้วนอยู่ในการดูแลของแลนรูโอ  เพราะฉะนั้น  เมื่อโส่วเจี่ยได้วางแผนเสร็จสิ้นเขาก็ต้องการพาไอมี่และไอร่าออกเดินทางตามแผนการที่วางไว้ในทันที.

การเดินทางไกลครั้งนี้  มันไม่ใช่ครั้งแรกของโส่วเจี่ย  ซึ่งมันจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างอย่างมาก  หากเดินทางกับเด็กสาวทั้งสองคนที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา  ซึ่งมันจะต้องนำพาปัญหามากมายมาสู่การเดินทางในครั้งนี้อย่างแน่นอน.

การเดินทางครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งที่สองของโส่วเจี่ย  ซึ่งครั้งแรกนั้นก็คือการเดินทางจากบ้านเกิดมายังเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับมารดาของตน  ซึ่งการเดินทางในครั้งนั้นมันก็ไม่ได้เกิดปัญหาใดขึ้นระหว่างทาง  การเดินทางในครั้งนั้นเขาไม่ได้ออกจากรถม้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว  เขาทำเพียงหลับอยู่ภายในตั้งแต่บ้านเกิดจนการเดินทางถึงเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้.

แต่ในตอนนี้เขาไม่ได้ต้องการที่จะใช้รถมhาในการเดินทางอีกแล้ว  ทั้งไอมี่และไอร่ารวมไปถึงตนเองยังต้องการใช้การเดินทางในครั้งนี้เพื่อฝึกฝน  ซึ่งการเข้าสู่การเป็นนักเวทอย่างเต็มตัวนั้นมันยังไม่เพียงพอสำหรับทั้งสาม  การเป็นนักเวทอย่างเต็มตัวเพียงทำให้สามารถรับประกันได้ว่าจะออกเดินทางไปยังสถานที่อื่นนอกจากเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ได้  แต่ถึงอย่างไรทุกสถานที่ล้วนแต่มีอันตรายหลบซ่อนอยู่  การที่จะก้าวผ่านอันตรายเหล่านั้นไปได้  พวกเขาทั้งสามจะต้องฝึกฝนให้เก่งยิ่งขึ้นไปกว่านี้.

ในช่วงสองถึงสามวันแรก  หลังจากที่ทั้งสามได้เดินทางออกจากเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ มันก็ไม่ได้มีปัญหาใดเกิดขึ้น  แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการเดินทางของพวกเขาก็ได้ดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างและถึงแม้ในตอนนี้จะยังไม่เกิดปัญหา  แต่โส่วเจี่ยก็พบว่าพวกเขานั้นได้ถูกติดตามโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม!

ในช่วงแรกที่ทั้งสามคนได้เดินทางออกจากเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์  พวกเขาก็เป็นเพียงกลุ่มเด็กสามคนเท่านั้นซึ่งไม่น่าจะมีเงินทองหรือทรัพย์สมบัติใดติดตัวมา  แต่เมื่อผู้ที่หลบซ่อนอยู่ได้ติดตามกลุ่มของโส่วเจี่ยมาจนถึงช่วงเวลาของการรับประทานอาหารของเด็กทั้งสาม   มันกลับทำให้พวกเขานั้นต้องตกใจกับมื้ออาหารที่เลิศหรูและฟุ่มเฟือยที่อยู่ตรงหน้า  ผู้ที่สามารถลิ้มรสชาติอาหารอันโอชะเหล่านี้ได้  จะต้องเป็นผู้ที่ร่ำรวยมั่งคั่งอย่างแน่นอน.

มื้ออาหารที่ไม่สมควรนี้  มันก็ไม่สามารถไปตำหนิโส่วเจี่ยได้  เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาของโส่วเจี่ยนั้นเขาได้ใช้ชิวิตอย่างฟุ่มเฟือยดั่งราชา  ลิ้นของเขาได้ซึมซับรสชาติอันล้ำลึกไปแล้ว  การที่จะกลับมากินอาหารทั่วไปๆมันจึงเป็นปัญหากับโส่วเจี่ยในตอนนี้  และด้วยเหตุนี้มันจึงทำให้ทั้งสามไม่สามารถปกปิดความร่ำรวยของตนได้อีกต่อไป  จนทำให้ในสายตาของผู้ที่กำลังจับตาดูอยู่  กลุ่มของโส่วเจี่ยก็เป็นเสมือนดั่งลูกแกะที่อวบอิ่มน่ากินเท่านั้น.

หลังจากที่ทั้งสามได้กินอาหารเสร็จ โส่วเจี่ย ไอมี่และไอร่าต่างก็มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก  ซึ่งหลังจากที่ได้เดินทางผ่านไปมีกี่กิโลเมตร  โส่วเจี่ยก็พบว่ามีเงาของกลุ่มขนาดกลางกำลังใกล้เข้ามาทางด้านหลังของกลุ่มตน  แม่ว่าโส่วเจี่ยจะรู้อยู่แล้วแต่ตัวเขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นกับการถูกติดตามในครั้งนี้!

ในสถานการณ์ที่เลวร้าย  โส่วเจี่ยนั้นรู้สึกตื่นเต้นกับมัน  ซึ่งการที่เขาได้ตัดสินใจเดินทางออกมานอกเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์  เขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้และมันก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  ซึ่งสนามรบนี้ก็ถือเป็นสนามแรกที่เขานั้นเฝ้ารอมาเนิ่นนาน.

แม้ว่าโส่วเจี่ยจะเคยพ่ายแพ้ให้แก่นักรบธาตุอัคคีที่สถาบันแสงศักดิ์สิทธิ์มาก่อน  แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  โส่วเจี่ยไม่ได้เป็นเฉกเช่นเดียวกับเมื่อก่อนแล้วและหากต้องสู้กับนักรบธาตุอัคคีผู้นั้นอีกรอบ  โส่วเจี่ยมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสังหารนักรบธาตุอัคคีผู้นั้นลงได้ในเสี้ยววินาที!

เมื่อโส่วเจี่ยมีพลังมากมายขนาดนี้แล้วมีเหตุใดที่เขายังไม่กลับไปแก้แค้น? ซึ่งความจริงแล้ว  จิตใจของโส่วเจี่ยนั้นก็ได้คิดเรื่องการแก้แค้นอยู่เป็นบางครั้ง  ถึงแม้นักรบผู้นั้นจะต่ำต้อยเพียงใดแต่กลับกล้ามาสร้างความอับอายให้แก่ตน  มีหรือที่เขาจะปล่อยไป? แต่การแก้แค้นนั้นมันก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่ตัวเขาจะต้องเป็นผู้ลงมือ!

โส่วเจี่ยนั้นเชื่อว่านักรบผู้นั้นจะต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้ายของสวรรค์ที่กล้าสร้างความอับอายให้แก่ผู้อื่น  แต่ถ้าหากตัวเขาได้พบเจอกับนักรบผู้นั้นก่อนที่สวรรค์จะได้ลงทัณฑ์  เขาจะชำระแค้นพร้อมดอกเบี้ยให้อย่างสามสม.

“ฟุบ  ฟุบ!” ร่างสิบกว่าร่างได้กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ด้านข้าง  ร่างทั้งสิบได้หยุดอยู่ด้านหน้ากลุ่มของโส่วเจี่ยบดบังเส้นทางของพวกเขาไม่ให้ไปต่อ.

เมื่อเห็นร่างทั้งสิบที่ยืนขวางหน้ากลุ่มของตน  ไอมี่และร่าต่างหยิบคทาของตนเองออกมาก่อนจะจ้องไปที่ร่างทั้งสิบด้วยความระมัดระวัง  กลุ่มของโส่วเจี่ยทั้งสามต่างคิดเป็นสิ่งเดียวกัน  การเดินทางครั้งนี้มันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดแล้ว!

โส่วเจี่ยนั้นไม่ได้หยิบคทาออกมาแต่อย่างใด  เขาทแค่เพียงยิ้มเย้ยหยั่นออกมาก่อนจะกล่าวขึ้น “ทำไมพวกเจาถึงมาขวางเส้นทางการเดินทางของพวกข้า? หรือพวกเจ้า….เป็นโจรที่คอยดักปล้นผู้อื่น?”

“ฮึ….” ด้วยคำถามที่โส่วเจี่ยได้ถามออกมา  ชายเครายาวก็ได้หัวเราะขึ้นก่อนจะก้าวออกมาด้านหน้าเล็กน้อย  ด้วยใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเครา  ความสูงที่ไม่มากนัก  ผ้าคลุ่มสีน้ำเงินทึบ  รวมไปถึงเนื้อตัวที่มอมแมมและกริซสีดำที่ถูกเหน็บไว้ที่เอว  แค่เพียงรูปลักษณ์ของชายผู้นี้ก็สามารถบ่งบอกได้ทันทีว่าทั้งหมดนั้นไม่ได้มาดี.

โส่วเจี่ยจ้องมองไปยังชายเครายาวที่สวมผ้าคลุมสีน้ำเงินทึบ  ซึ่งชายเครายาวก็ได้กล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง “จงนำสิ่งมีค่าของพวกเจ้าทั้งหมดออกมา  ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่ได้สิ่งใดกลับไปแม้แต่ชีวิตของพวกเจ้า!”

ในขณะที่ชายเครายาวได้กล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง  โส่วเจี่ยก็ไม่สามารถกักเก็บความสนุกนี้ไว้ได้อีกต่อไป  เขาได้ส่ายหัวและตอกกลับไป “อย่าได้กล่าวในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกมา  ข้าไม่เพียงแต่จะไม่ทำตาม  แต่กลับกัน  พวกเจ้าจะต้องมอบของมีค่าทั้งหมดให้แก่ข้า  ไม่เช่นนั้น…!”

โส่วเจี่ยไม่ได้กล่าวจนจบ  แต่เขาก็ล้วงมือเข้าไปยังแหวนมิติของตนก่อนจะนำตราสัญลักษณ์ที่เปร่งประกายเจิดจ้าออกมา  ซึ่งในขณะนั้นทั้งไอมี่และไอร่าต่างมองไปที่ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวด้วยความอิจฉา.

ตราสัญลักษณ์ที่โส่วเจี่ยได้นำออกมานั้นมันได้เปล่างประกายสีทองและเขียวมรกตออกมา  ตราดังกล่าวมีรูปร่างเป็นดาวห้าแฉกซึ่งได้มีสัญลักษณ์ของเทวฑูตหกปีกอยู่ด้านใน  สิ่งนี้คือตราสัญลักษณ์ของสมาคมใหม่ซึ่งถือเป็นสมาคมที่สี่นอกจาก สมาคมผู้คุ้มกันเทวฑูตสีชาด  สมาคมเทวฑูตนักฆ่า สมาคมโล่อัคคีจรัสแสงและสมาคมที่เพิ่งก็ตั้งใหม่นั้นมีชื่อว่าสมาคมนักสำรวจเทวฑูตมรกต!

โส่วเจี่ยได้สั่งทำตราสัญลักษณ์นี้ขึ้นด้วยความละเอียดอ่อน   เขานั้นให้ความใส่ใจกับมันมากเพราะสมาคมนี้จะเป็นสูญกลางของสมาคมอื่นทั้งสาม  แม้แต่ไอมี่และไอร่าในตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งในสมาคมนี้ได้  ผู้ที่จะสามารถเข้าสู่สมาคมนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถและต้องเป็นบุคคลที่ตัวของโส่วเจี่ยเองเท่านั้นที่ให้ความยอมรับถึงจะสามารถเข้าเป็นหนึ่งในหน่วยนี้ได้   ซึ่งสมาคมนนี้จะเป็นสมาคมที่ได้ออกไปเผชิญโลกกว้างในการค้นหาสมบัติตามที่ต่างๆในสถานที่ที่ยากจะไปถึง  หรือแม้แต่สถานที่อันตรายที่ไม่มีผู้ใดต้องการที่จะเข้าไปสำรวจ!

ไอมี่ได้จ้องไปยังชายเครายาวก่อนจะพูดออกมาด้วยความดูถูก “จงทำตามที่เด็กหนุ่มผู้นี้ได้กล่าว  นำสมบัติมีค่าทั้งหมดออกมาและจงรีบหนีไปซะ  มิเช่นนั้น  จะไม่มีผู้ใดที่จะสามารถช่วยชีวิตพวกเจ้าได้และหากเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าก็ไม่สามารถที่จะมากล่าวโทษพวกข้าว่าไร้เมตตาต่อพวกเจ้า!”

“อึกก!” โจรทั้งกลุ่มรู้สึดตกใจกับคำกล่าวของเด็กกลุ่มนี้อย่างยิ่ง  พวกเขาทั้งสองแทบจะไม่เคยพบเจอคำยอกย้อนเช่นนี้มาก่อนและสิ่งนี้มันกลับออกมาจากปากของเด็กที่อายุเพียงไม่กี่ปีอีกด้วย!

หลังจากไอมี่ได้กล่าวกับโจรทั้งสองจบ  ไอมี่และไอร่าก็เริ่มรวบรวมพลังเวทของตน  พลังเวทจำนวนมหาศาลค่อยๆรายล้อมรอบตัวของไอมี่และไอร่า  ซึ่งบรรยากาศโดยรอบของบริเวณนั้นเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็นที่มองไม่เห็น.

เมื่อเห็นเด็กสาวทั้งสองกำลังรวบรวมพลังเวท  โจรเครายาวก็รีบตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน  “เร็ว! พวกมันเป็นนักเวท! ต้องรีบโจมตีก่อนที่ไอเด็กสารเลวพวกนี้จะร่ายเวทจนจบ!”

ด้วยความรวดเร็วในการตอบสนองต่อคำของพวกพ้อง  โจรในชุดคุมอีกคนก็ได้ดึงดาบที่คาดอยู่ข้างเอวของตนออกมาและเริ่มพุ่งเข้าใส่เด็กทั้งสามคน   เมื่อโส่วเจี่ยเห็นสถานการณ์เช่นนั้นเขาก็ได้ยกฝ่ามือของตนขึ้นเพื่อหยุดเวทมนตร์ของไอมี่และไอร่า.

โจรในชุดคลุมนั้นรวดเร็วมาก  เขาได้เดินทางเข้าประชิดตัวเด็กทั้งสามด้วยความรวดเร็ว  แต่ในขณะที่โจรกำลังพุ่งใกล้เข้ามา  โส่วเจี่ยก็หัวเราะออกมาด้วยความเหยียดหยามก่อนจะกระแทกฝ่าเท้าของตนกับพื้นเพื่อเปิดใช้งานพันธสัญญาเพชรมังกร!

นอกจากการกระทืบเท้าของโส่วเจี่ยก็ไม่ได้มีสัญญาณใดๆแสดงออกมาถึงการใช้เวทมนตร์อีก   พายุน้ำแข็งได้เริ่มก่อตัวขึ้น  เกล็ดน้ำแข็งที่หมุนวนอยู่นั้นมันไม่ใช่เกล็ดน้ำแข็งธรรมดา  แต่มันคือเพชร!  ซึ่งลมหมุนดังกล่าวนั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่โส่วเจี่ย.

เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีอันบ้าคลั่งนี้โจรทั้งสิบไม่สามารถหลบเลี่ยงมันได้เลยแม้แต่น้อย…ความรุนแรงของเพชรมังกรนั้นรุนแรงยิ่ง  และเมื่อรวมเข้ากับความรวดเร็วที่ใกล้เคียงกับสายฟ้า  โจรทั้งสองจึงไม่อาจทำสิ่งใดได้นอกจากโดนเพชรมังกรเข้าไปเต็มๆ

“อ๊ากกก..อ๊ากกก.!” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดได้ดังขึ้นไม่หยุดหย่อน   ร่างของเหล่าโจรทั้งหมดกว่า 10 ร่างตากถูกส่งขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศพร้อมกับโดนเพชรมังกรของโส่วเจี่ยจำนวนนับไม่ถ้วนทิ่มแทงและเชือดเฉือนเนื้อหนังอย่างเจ็บปวด  ซึ่งบาดแผลที่โดนเพชรมังกรเฉือนนั้นได้แปรสภาพเป็นน้ำแข็งและแผ่ขยายไปตามจุดต่างๆอย่างรวดเร็วจนทั้งร่างของโจรเหล่านั้นกลายเป็นน้ำแข็งและค่อยๆตกกระทบพื้นจนแตกออกเป็นเศษน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วน!

เมื่อเห็นการโจมตีครั้งนี้ของโส่วเจี่ย  ไอมี่และไอร่าต่างรีบเบนสายตาหนีในทันที  พวกเธอนั้นต้องเห็นเศษซkกศพที่ถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งกำลังสะท้อนกับแสงแดดราวกับอัญมณีล้ำค่า  ด้วยภาพที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังส่องประกายยามแสงแดดกระทบมันช่างดูน่าสยดสยองแต่กลับแฝงไปด้วยความงดงาม  วิธีการเช่นนี้มันยังเป็นวิธีการของมนุษย์อยู่อีกหรือ? การกระทำเช่นนี้มันเป็นวิธีการที่ชวนขนลุกของเหล่านักเวทด้านมืด!

การที่โส่วเจี่ยต้องกระทำเช่นนี้  ตัวเขานั้นก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยอยุ่ภายใน  นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาต้องใช้วิธีการเช่นนี้  ครั้งแรกนั้นคือยามที่เดินทางไปยังวังหลวงพร้อมกับองค์จักรพรรดินีเพื่อทวงบัลลังก์ของเธอกลับคืนมาจากพระสนมไท่หัว  ซึ่งการกระทำในครั้งนั้นทำให้ทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์ต่างประจักษ์ถึงพลังอันมหาศาลของตัวเขา  ซึ่งมันเป็นการคว้าชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ!

 

 

 

TL.มาแล้วครับ ตอนนี้ของมะวานน้า (มะวานแอดหลับเพลิน *-* ต้องขอโทษด้วยครับ)

ติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook : Oni.Matcha

Facebook Comment