+100%-

ตอนที่ 54 คนที่คุ้นเคย

(*เปลี่ยนชื่อเล็กน้อยนะครั้บ ซีน่า เปลี่ยนเป็น ชีน่า)

 

เพียงชั่วพริบตาสามวันก่อนได้ผ่านไป….วันนี้ป็นวันที่มีการประมูล แม้ว่าศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์จะวางตลาดในการประมูล ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันก็ยังขาดพื้นที่จริงๆในการดำเนินการประมูล มันเป็นเพียงยุทธวิธีของพวกเขาในการผลักดันราคาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในระหว่างการประมูลพวกเขาจะหาซื้ออาวุธที่หายากและมีค่ายิ่งกว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่จะวางขาย

 

 

 

ในขณะนี้ ฝูงชนมากมายเข้ามาจนล้นชั้นที่สองของศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ โชคดีที่ห้องโถงหลักของศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์มีขนาดกว้างขวางมากดังนั้นแม้ว่าจะมีผู้คนมามากขึ้นห้องโถงใหญ่ที่กว้างขวางก็ยังคงสามารถบรรจุได้

 

 

 

มีนักผจญภัยและพวกเสี่ยงตายมากมายในป่าทมิฬวันนี้  แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับข่าวลือเรื่อง’ดาบต้นกำเนิด’พวกเขาก็ยังมาซื้อสินค้าที่ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ บางทีอาจจะมีอาวุธที่เหมาะสมกับพวกเขามากขึ้น

 

**(ดาบต้นกำเนิด ใช้อย่างนี้ไปก่อนนะครับ หากเปลี่ยนแปลงอะไรเดียวจะแจ้งอีกที)

 

 

 

และแน่นอนการต่อสู้เพื่อหาดาบต้นกำเนิดถูกดำเนินการโดยช่างตีเหล็กจำนวนมาก

 

 

 

เกรทเฉิง มาถึงศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในวันนี้ นางนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ เกี่ยวกับ ดาบต้นกำเนิดนี้ นางต้องได้มันมาแม้จะต้องจ่ายเท่าใดก็ตาม นางต้องการอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ยอดเยี่ยมและบังเอิญว่านางได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับ ดาบต้นกำเนิด ซึ่งทำให้หัวใจนางนั้นสั่นไหว  นอกจากนี้หากนางได้ดาบมาสำหรับให้อาจารย์ของนางมูหลินเพื่อตรวจสอบ เขาจะมีโอกาสที่จะสามารถวิเคราะห์และหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ต้นกำเนิดตราประทับศักดิ์สิทธิ์’

 

 

 

เกรทเฉิงมีศิษย์สหายมาด้วย พวกเขาทั้งหมดเป็นศิษย์ของสำนักหลวง นอกจากที่เกรทเฉิงเป็นศิษย์ของมูหลินนางยังเป็นสมาชิกของสำนักหลวงด้วย

 

 

 

ในวันนี้ฟ่านเล่อก็มาด้วยเช่นกัน ฉินเหวินเทียนไม่ได้กลับไปที่สำนักดังนั้นฟ่านเล่อรู้ว่าฉินเหวินเทียนต้องอยู่ในศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ หลังจากได้ซักถามและเขาก็พบว่าศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์จะประมูล ดาบต้นกำเนิดในวันนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะมาหาฉินเหวินเทียนไม่เพียงเท่านั้นชีน่าก็มาด้วยเช่นกัน

 

 

 

ฟ่านซือและฉินเหวินเทียนทั้งสองอยู่ในฝูงชนเช่นกัน พวกเขาตั้งตารอดูราคาที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสองนี้ขั้นกลางนี้ว่ามันจะทำได้เท่าไหร่

 

 

 

ในขณะนี้ฉินเหวินเทียนได้ยินเสียงฟ่านเล่อและขณะที่ฉินเหวินเทียนหันไปเขาก็เห็นชีน่า  ซึ่งทำให้เขาหุบยิ้ม”ฟ่านเล่อ ดีที่เจ้ามาที่นี้”

 

 

 

“ที่ข้ามาที่นี้เพียงเพราะข้าอยากรู้”ชีน่าตอบค่อนข้างกระด้าง

 

 

 

“ชีน่าเป็นคนขี้อายมาก จะดีกว่าหากเจ้าไม่พูดเรื่องไร้สาระ”ฟ่านเล่อหัวเราะ “อย่างไรก็ตามนางค่อนข้างสนใจดาบต้นกำเนิด”

 

 

 

“โอ้…”ฉินเหวินเทียนมองไปที่ชีน่าแล้วได้ยินเพียงนางกล่าวว่า”จิตดาราดวงที่สองของข้าเป็นประเภทดาบ ข้ารู้ว่าข้าไม่มีศักยภาพพอจะซื้อดาบต้นกำเนิดได้ดังนั้นข้ามาที่นี้เพื่อที่จะหาอาวุธอื่นๆที่เหมาะสมกับข้า”

 

 

 

ในขณะที่นางพูดชีน่าก็เหลือบไปมองยังกำแพงดาบในศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ตรงนั้น มีดาบศักดิ์สิทธิ์แขวนอยู่เปล่งประกายแสงเรืองรอง แน่นอนว่า มันไม่สามารถที่จะตัดสินจากลักษณะภายนอกได้ว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั้นดีหรือเป็เพียงแค่เศษขยะ…..มันสามารถใส่พลังหยวนลงไปในอาวุธเพื่อที่จะตัดสินคุณภาพด้วยตนเอง

 

 

 

“ดาบดี”ในขณะนี้มีเสียงลอยออกมาจากฝูงชนทำให้หลาย ๆ คนหันไปหาเจ้าของเสียง เสียงนั้นเป็นของบุรุษหนุ่มซึ่งกำลังถือถึงไวน์ขนนาดใหญ่ไว้ในมือ การปรากฏตัวของเขาทำให้เกิดรอยยิ้มโดยไม่ตั้งมากมายในฝูงชน

 

 

 

“ปรมจารย์หมัดเมา ท่านรู้ได้อย่างไรว่าดาบนั้นดีหรือไม่โดยที่ไม่ต้องแตะต้องมัน”มีบางคนหัวเราะ

 

 

 

“สัญชาตญาณ”*ปรมจารย์ดาบเมาวางถังเหล้าลงในขณะที่ส่ายหัว”เจ้าคงไม่เข้าใจ”

 

(*มันน่าจะมีสองชื่อครับ)

 

 

 

“ฮ่าฮ่า” เมื่อมองไปที่พฤติกรรมของปรมจารย์ดาบเมาหลายคนหัวเราะ ฉินเหวินเทียนก็หัวเราะเช่นกัน สหายผู้นี้ผิดปกติและน่าสนใจจริงๆ

 

 

 

“เขาคือปรมจารย์ดาบเมา”แววตาของชีน่าส่องประกายณะที่มองไปที่ปรมจารย์หมัดเมา

 

 

 

“เจ้ารู้จักเขา?”ฉินเหวินเทียนถาม

 

 

 

“ในหมู่อัจฉริยะของนครหลวง เขาอยู่ในอันดับที่สาม มันคงเป็นเรื่องแปลกถ้าข้าไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อน”ชีน่ากล่าว ทำให้ฉินเหวินเทียนตกใจมาก เจ้าขี้เมานี้เป็นอันดับสามในบรรดาอัจฉริยะ!

 

 

 

“อัจฉริยะของนครหลวงหมายถึงผู้เยาว์ที่เก่งที่สุดในนครหลวงที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สถานะของพวกเขานั้นพิเศษ”ชีน่ารู้สึกอัจศจรรย์ใจ ปรมจารย์ดาบเมาอยู่ในอันดับ ทำไมรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นคนที่น่าอัธยาศัยดีและชอบสบาย?

 

 

 

ในขณะนี้ฉินเหวินเทียน หันศีรษะไปอีกทางและดวงตาของเขาก็หดแคบลง

 

 

 

“ฟานซือนั้นเจ้า”เกรทเฉิงไม่เคยคาดคิดที่จะเข้ามาเจอฉินเหวินเทียนและฟานซือในศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้หลังจากเกิดเหตุขึ้นที่นครประสานนภา ตระกูลเย่ได้มอบทรัพยากรจำนวนมากให้กับสมาคมสายธารดารา ทรัพยากรเหล่านี้ได้กระตุ้นมูหลินให้นางไปปิดด่านฝึกตนภายในสมาคมสายธารดารา ภายในระยะเวลาที่ปิดด่าน เกรทเฉิงได้ทะลวงขั้นไปสู่ช่างตีเหล็กระดับสองอย่างเรียบง่าย ทำให้สถานะของนางในสมาคมสายธารดาราเพิ่มมากขึ้น

 

 

 

นางได้กลับมาที่สำนักหลวงเมื่อไม่กี่วันและเหล่าคนที่อยู่ข้างนางหลังจากรู้ว่าตอนนี้นางเป็นช่างตีเหล็กระดับสองแล้วก็เริ่มลองใช้วิธีต่างๆเพื่อเข้าใกล้และปรับปรุงความสัมพันธ์กับนาง

 

 

 

ช่างตีเหล็กระดับสอง จะไม่ต้องกังวลกับเรื่องความสัมพันธ์และความร่ำรวย ไม่เพียงเท่านั้น เป็นช่างตีเหล็กระดับสองในช่วงเยาว์วัยเช่นนี้จะมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด หากนางกลายเป็นช่างตีเหล็กระดับสาม นางจะกลายเป็นคนที่แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นหยวนฝู่ก็ต้องสุภาพด้วย

 

 

 

ศาลาอาวะศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจที่ไร้ขีดจำกัดภายในนครหลวง เพราะพวกเขามีช่างตีเหล็กมากมายเป็นพันธมิตรกับพวกเขาอย่างใกล้ชิด  ความมั่งคั่งของศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ถึงขนาดที่น่ากลัวมากแล้ว  ในโลกนี้ความมั่งคั่งหมายถึงทรัพยากรการฝึกตนด้วยทรัพยากรการฝึกตนที่เพียงพอแน่นอนว่าจะต้องมีผู้ที่แข็งแกร่ง

 

 

 

“หืมมม..”ฟานซือแค้นเสียงเย็นชาขณะที่เห็นเกรทเฉิง  สิ่งที่มูหลินทำได้ฝังไว้ในใจเขาตลอดไป สำหรับศิษย์ของมูหลินนั้น นางหยิ่งและอวดดีเกินไป

 

 

 

“สุดท้ายเจ้าทั้งสองก็เกาะกันและกัน?”แสงเย็นๆเป็นประกายอยู่ในแววตาของนางขณะที่เธอพิจารณาทั้งสองคน”ทั้งอสรพิษและหนูต้องอยู่ในหลุมเดียวกันอย่างแน่นอน”

 

 

 

“ลูกพี่ นางคือใคร?”ฟ่านเล่อมองไปที่ฉินเหวินเทียน สายตาที่ไร้ยางอายของฟ่านเล่อกวาดไปทั่วร่างของนางทำให้ฉินเหวินเทียนถอนหายใจเบาๆ ตราบใดที่อีกฝ่ายเป็นสตรี สหายของเขาผู้นี้จะสนใจอย่างแน่นอน แต่แน่นอนว่าเกรทเฉิงก็มีเสน่ห์ของนางเช่นกัน

 

 

 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ความประทับใจของฉินเหวินเทียนที่มีต่อเกรทเฉิงนั้นไม่ดีมากนัก ฉินเหวินเทียนยังจำ รูปลักษณ์ที่หยิ่งยโสในวันที่มูหลินได้บังคับให้เขาตัดสินใจในสมาคมสายธารดารา สำหรับมูหลินและศิษย์ของเขา มีนนับว่าเป็นเกียรติสำหรับฉินเหวินเทียนที่ได้รับเชิญให้เป็นศิษย์ของมูหลิน

 

 

 

“นางเป็นศิษย์ของคนที่น่ารังเกียจจากสมาคมสายธารดารา”ฉินเหวินเทียนตอบ

 

 

 

“อวดดีนัก!”เหรทเฉิงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา”เจ้ากล้าดูหมิ่นอาจารย์ของข้าได้อย่างไร! เจ้าอยากตาย?”

 

 

 

“เจ้านั้นอวดดี เจ้ากลัวที่จะยอมรับสิ่งที่มูหลินทำ?”ฟานซือตอบอย่างเย็นชา”เมื่อตอนที่ข้ายังอยู่ในสมาคมสายธารดารา มูหลินฉกตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับสองของข้าไป มันผิดรึที่บอกว่าเขาเป็นคนน่ารังเกียจ?”

 

 

 

เกรทเฉิงพินิจฟานซือ นางไม่เคยคาดคิดว่าฟานซือที่อ่อนโยนเมื่อปีที่แล้วจะกล้าสบประมาทอาจารย์ที่นับถือของนาง

 

 

 

“เจ้าสุนัขรับใช้ เจ้าลืมไปได้เลยว่าเจ้าจะออกจากที่นี้ไปได้แบบมีชีวิอยู่ เว้นแต่เจ้าจะคุกเข่าและขอโทษ!”เกรทเฉิงจ้องไปที่ฟ่านซือด้วยสายตาที่หยิ่งจองหอง  ในสายตาของนางฟานซือนั้นเป็นเพียงทาส แต่เขาก็กล้าที่จะดูถูกอาจารย์ที่นับถือของนางต่อหน้านาง ถ้านางไม่ทำอะไรและปล่อยให้มีข่าวเรื่องนี้ไปถึงอาจารย์ของนาง ไม่ใช่ว่านางจะโดนอาจารย์ตบหน้า? นั้นมันน่าอับอายมากสำหรับนาง

 

 

 

การแสดงออกบนใบหน้าของฟานซือแปรเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าดูเมื่อเขาได้ยินคำพูดของเกรทเฉิง ตลอดชีวิตของเขาฟานซือได้รักษาความประพฤติที่ดีเสมอมาเมื่อต้องเจอกับคนที่มีระดับสูงกว่า แม้ว่าเขาจะถูกดูถูกหรือโดนหักหน้าก็ตาม เขาก็ยังคงทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้ม  แต่วันนี้คนที่ดูถูกเขาเป็นสตรีอายุน้อยเท่านั้น

 

 

 

“จริงๆแล้ว..ศิษย์นั้นจะเอาลักษณะของอาจารย์มาด้วย”ฉินเหวินเทียนอุทานขึ้นขณะที่เขาตรวจสอบเกรทเฉิง”สำหรับสิ่งที่มูหลินทำกับข้าคำว่า” น่ารังเกียจ “ยังไม่มากพอที่จะอธิบายได้”

 

 

 

เกรทเฉิงหันไปมองฉินเหวินเทียน นางสังเกตเห็นเขานั้นเยือกเย็น รอยยิ้มแปลก ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางทันทีและนางไม่ได้พยายามปกปิดการดูถูกของนาง

 

 

 

“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ อะไรทำให้เจ้ามั่นใจที่จะพูดคำเหล่านี้? ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่หนีไปก่อนที่การประมูลครั้งนี้จะสิ้นสุดลง”

 

 

 

หลังจากกล่าวเช่นนี้ เกรทเฉิงก็หันไปมองกำปแพงดาบที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาขณะที่มีแสงเย็นส่องประกายในแววตาของนาง คนทั้งสามคนที่มาพร้อมกับเกรทเฉิงต่างมีสายตาที่ดูถูกในขณะที่มองไปที่ฉินเหวินเทียนและฟานซือ ทั้งสองนั้นไม่รู้ว่าสวรรค์นั้นสูงเท่าใด? ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาละลาบละล้วงช่างตีเหล็กระดับสอง ไม่เพียงแต่นางเป็นอัจฉริยะในการหลอมอาวุธเท่านั้น แต่นางยังเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระกูลกวนที่อยู่ในสำนักหลวง

 

 

 

“ลูกพี่ ระดับการฝึกตนของสตรีนางนั้นค่อนข้างธรรมดานางอยู่เพียงระดับ 3 ของขั้นไหลเวียนโลหิตเท่านั้นและสำหรับสามคนที่อยู่ด้านหลังสองคนอยู่ในระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิต แต่อีกคนนั้นลำบากมากที่จะรับมือ เขาอยู่ในขั้นที่5ของขั้นไหลเวียนโลหิต”ฟ่านเล่อกระซิบ หากพวกเขาต้องต่อสู้จริงๆ มันจะดีกว่าที่เข้าใจความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาก่อนเพื่อให้พวกเขาสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ทั้งหมด

 

 

 

ฉินเหวินเทียนพยักหน้าเบาๆ ขณะที่ฟ่านเล่อยิ้มแฉ่ง”หากเราต้องต่อสู้จริงๆเราทั้งสองจะร่วมมือกันและสังสตรีคนนั้นก่อนที่ทั้งสามคนจะมีโอกาสโต้ตอบได้”

 

 

 

“เจ้าทะลวงขั้น?”แววตาของฉินเหวินเทียนส่องประกายหลังจากได้ยินคำพูดฟ่านเล่อ

 

 

 

ฟ่านเล่อขยิบตาในขณะที่กล่าวอย่างพึงพอใจ”แม้กระทั่งเจ้ายังทะลวงขั้นถึงระดับที่สองของขั้นไหลเวียนโลหิต มันเป็นเรื่องแปลกจริงๆเหรอที่ข้าก็มะลวงได้เช่นเดียวกัน?”

 

 

 

เมื่อไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ ความสามารถในการจัดเก็บพลังดาราอันเกรี้ยวกราดของฉินเหวินเทียนที่เขาดูดซึมได้ถึงขีดจำกัด แต่เขาสามารถเปิดเส้นทางโคจรของเส้นลมปราณดวงดาราได้ ขณะนี้เขาสามารถจัดเก็บพลังดวงดาราได้มากขึ้นและเนื่องจากตอนนี้เขามีเส้นลมปราณครบสองเส้นแล้วทั้งสัมผัสและการโจมตีและความสามารถในการป้องกันของเขาได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

 

 

 

“ทำไมคำพูดของเจ้าดูเหมือนว่าข้าไม่สามารถเทียบกับเจ้าได้”ฉินเหวินเทียนถามด้วยความอยากรู้ผสมอยู่ในเสียง

 

 

 

“ไม่ ไม่ อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่คิดเช่นนั้น”เจ้าอ้วนยิ้มแฉ่งและแววตาของเขาส่องประกายแวววาว” “อีกสิบวัน..ข้าตื่นเต้นมาก! หินอุกกาบาตหยวนทั้งสองร้อยก้อน!! ด้วยหินอุกกาบาตหยวนจำนวนมากเช่นนี้สมาคมอัศวินจะต้องรู้สึกเจ็บปวดแน่จากการแพ้เดิมพัน!”

 

 


 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย

 

Facebook Comment