+100%-

ตอนที่ 53 ยอมรับการประลอง

เมื่ออายุสิบหกปีด้วยระดับการฝึกตนในระดับที่ 4ของขั้นไหลเวียนโลหิต ทั่วทั้งประเทศฉูพรสวรรค์ดังกล่าวได้รับการพิจารณาว่าเป็นจุดสูงสุดของอัจฉริยะ ไม่เพียงเท่านั้น จิตดาราของมู่หลงเฟิงก็ไม่ได้อ่อนแอจิตดาราดวงแรกของเขากลั่นมาจากสวรรค์ชั้นที่2ในขณะที่จิตดาราดวงที่สองกลั่นมาจากสวรรค์ชั้นที่3 ไม่เพียงเท่านั้นเช่นเดียวกับฉินเหวินเทียน เขาก็เป็นผู้ฝึกตนดวงดาราที่บริสุทธิ์ เขาเริ่มต้นการฝึกตนหลังจากที่เขาได้กลั่นจิตดาราของเขาโดยใช้ช่วงเวลาเพียงหนึ่งปีครึ่งเพื่อให้ร่างกายของเขาสมบูรณ์แบบและก้าวเข้าสู่อาณาจักรการไหลเวียนโลหิต

 

 

 

พรสวรรค์เช่นนี้ถือว่าหาได้ยากมาก ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเหมือนดั่งฉินเหวินเทียน  ผู้ใช้ปราณดาราที่ดูดซับจากหมู่ดาวที่มาจากสวรรค์ชั้นที่5 นอกเหนือจากการใช้วิชาพันค้อนผันแปรที่โหดสุดๆในการเพิ่มความแข็งแกร่งและปรับแต่งร่างกายของเขา  แน่นอนว่าผลมันจะดีกว่าการฝึกตนแบบปกติถึง10เท้าเมื่อเทียบกัน

 

 

 

เจตนาที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของมู่หลงเฟิงนั้นเห็นได้ชัดยิ่ง บางทีในอนาคต ฉินเหวินเทียนจะมีความแข็งแกร่งที่พอจะสู้กับเขาได้ แต่ตอนนี้ เขาไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าหายใจอยู่ในระดับชั้นเดียวกับเขา ผู้ที่ทำเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากคนโง่ในสายตาของมู่หลงเฟิง

 

 

 

ฉินเหวินเทียนไม่ได้มองมู่หลงเฟิง แน่นอนไม่ใช่เพราะความกลัวหรือขี้ขลาด  ในความเป็นจริงเขาไม่เข้าใจว่ามู่หลงเฟิงมาจากไหนและไม่มีความสนใจที่จะเข้าใจเรื่องนี้ด้วย ไม่ว่าพรสวรรค์อันใหญ่โตของมู่หลงเฟิงจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันจะไปทำไรเขา?

 

 

 

แต่ปัจจุบันมู่หลงเฟิงเป็นตัวแทนของสมาคมอัศวิน ตั้งแต่นี้เป็นต้นมาสถานการณ์ก็แตกต่างออกไปในขณะนี้ มันมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำกับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้เจ้าอ้วนถูกบังคับให้ต้องผ่านประสบการณ์ตายทั้งเป็น ดังนั้นฉินเหวินเทียนจึงมองไปที่เจ้าอ้วน

 

 

 

“ข้าตัดสินใจได้ไหม?”ฟ่านเล่อถาม

 

 

 

“ข้าจะอยู่ข้างเจ้าไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจอะไรก็ตาม”ฉินเหวินเทียนยิ้มแฉ่ง

 

 

 

“แน่นอนว่าต้องไปจัดการพวกมัน!”ฟ่านเล่อยิ้มขณะที่มองไปที่หลัวฮว่าน”ศิษย์พี่ เนื่องจากพวกเขาต้องการเล่นให้เราเล่นด้วย เช่นนั้นก็เล่นกับเขา! สำหรับเวลา เราจะได้เริ่มในอีก1เดือนต่อจากนี้”

 

 

 

“เจ้าแน่ใจ?”หลัวฮว่านเหลือบมองไปทั้งฟ่านเล่อและฉินเหวินเทียน ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาเป็นเรื่องที่ยากจะจัดการอย่างแท้จริง

 

 

 

ฟ่านเล่อยักไหล่และหัวเราะ”บุรุษอ้วนเช่นข้าไม่ได้มีหินอุกกาบาตหยวนมากมาย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงจะต้องใช้เพียงวิธีนี้เท่านั้นในการเพิ่มระดับเหรียญหยกของข้า”

 

 

 

ศิษย์ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 3 อันดับแรกได้รับสิทธิพิเศษในการเพิ่มระดับเหรียญหยกขึ้นสู่ระดับ3

 

 

 

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมไม่เพิ่มไประดับ4ในครั้งเดียวเลยล่ะ? ลองเพิ่มหินอุกกาบาตหยวนระดับ2อีก200ก้อนเป็นเดิมพันสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้ หากเจ้าชนะ ไม่ใช่ว่าเจ้าจะเพิ่มระดับเหรียญหยกไปถึงระดับ4?” ตอบอย่างเย็นชาหลังจากได้ยินคำพูดของฟ่านเล่อ คำพูดของเขาทำให้ผู้ชมรอบ ๆรู้สึกหนาว หินอุกกาบาตหยวนระดับ2ตั้ง200ก้อน สำหรับศิษย์ หินจำนวนมากเช่นนี้นั้นช่างน่ากลัว

 

 

 

หินอุกกาบาตหยวนระดับสอง200ก้อนก็เพียงพอที่จะเพิ่มระดับเหรียญหยกเป็นระดับที่4

 

 

 

ไม่เพียงแต่เหล่าศิษย์ แม้แต่สมาคมอัศวินก็ถือว่าหินอุกกาบาตหยวนเช่นนี้นั้นก็มากมายเช่นกัน อย่างไรก็ตามพวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะชนะแน่นอน นี่เป็นการต่อสู้ที่จะความกังวลใดๆ ผลที่ได้ก็ค่อนข้างชัดเจนกับพวกเขา

 

 

 

ดวงตาหลัวฮว่านหดแคบ จำนวนมากเช่นนี้จะทำให้สมาคมเมฆาเขียวต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันมากมาย

 

 

 

“เรากลุ่มเมฆาเขียว..ยังคงสามารถเดิมพันได้”ผู้เยาว์ข้างๆหลัวฮว่านหัวเราะ

 

 

 

หลัวฮว่านพยักหน้าขณะที่นางหันไปมองอ้อชนและกล่าว”ข้าต้องการทำให้ชัดเจนก่อน มีจุดสองจุดที่ข้าต้องการระบุ ประการแรกฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมเมาฆาเขียวของเรา สมาคมเมฆาเขียวของเราแทรกแซงเพียงเพราะเราไม่สามารถอดทนความร่ารังเกียจของสมาคมอัศวินได้  สมาคมศิษย์อาวุโสข่มขู่ศิษย์ใหม่ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก ประการที่สองสำหรับการเดิมพันครั้งนี้สมาคมเมฆาเขียวยอมรับ หากว่าพวกเขาชนะเงินทั้งหมดที่ได้จะส่งไปยังฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อ แต่ถ้าหากพวกเขาแพ้มันจะเป็นเรื่องที่สมาคมเมฆาเขียวรับผิดชอบเอง”

 

 

 

“ประการที่สามสมาคมเมฆาเขียวนั้นแตกต่างจากสมาคมอัศวินเราจะไม่ใช้ความมั่งคั่งในการหาคนใหม่ สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกับเราเพื่อผลประโยชน์  เราจะไม่มีทางยอมรับพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์พิเศษก็ตาม”ผู้เยาว์ที่อยู่ข้างหลัวฮว่านกล่าวเสริมพร้อมกับมุมริบฝีปากของเขายกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มเบาๆ

 

 

 

นี่คือจุดยืนของสมาคมเมฆาเขียวซึ้งเป็นวิธีที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองเมื่อเทียบกับสมาคมอัศวินแล้วพวกเขาต่างกันมาก

 

 

 

ในโลกนี้สิ่งที่เป็นแกนหลักของมันคือโลกที่เต็มไปด้วยคนใจดำซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความจริงและผลประโยชน์ปกครองทุกสิ่ง ทำไมพวกเขายังคงต้องนำบรรยากาศนี้เข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา สมาคมเมฆาเขียวตั้งแต่เริ่มแรกนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

 

 

 

“โง่เขลา”อ้อชนและคนอื่นๆในสมาคมอัศวินในสมาคมเมฆา จากมุมมองของพวกเขามันจะมีวิธีการที่จะร่วมมือโดยไม่มีผลประโยชน์? ความไว้วางใจทั้งหมดถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

 

 

 

“หนึ่งเดือนต่อจากนี้….ความคิดของมันเติมเต็มข้าด้วยความคาดหวัง”อ้อชนรวบรวมคนของสมาคมอัศวินและจากไป มู่หลงเฟิงจ้องมองอย่างลึกซึ้งไปที่ฉินเหวินเทียนและฟ่านเล่อขณะที่ลักษณะแปลกๆแสดงขึ้นบนใบหน้าของเขา

 

 

 

“สิ่งใดที่ทำให้เจ้าทั้งสองมีความมั่นใจ? หากกฏของการไม่อนุญาตให้ศิษย์ในสำนักเดียวกันสังหารกันในระหว่างการต่อสู้มีการเปลี่ยนแปลง มันจะดีที่สุด”รู้สึกแปลก ๆ หลังจากที่กล่าวเสณ็จเขาก็จากไปพร้อมกับมู่หลงเฟิง

 

 

 

“ศิษย์พี่ ท่านเป็นผู้นำของสมาคมเมฆาเขียว?”ฉินเหวินเทียนเหลือบมองที่หลัวฮว่านพร้อมความประหลาดใจในสายตาของเขา

 

 

 

ถึงกระนั้น หลัวฮว่านก็ส่ายหัวและหัวเราะออกมา”ข้าเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องของสมาคมเมฆาเขียวเช่นเดียวกับอ้อฝนที่รับผิดชอบเรื่องของสมาคมอัศวิน ผู้นำของสมาคมคือผู้อาวุโสในขั้นหยวนฝู่ที่ยังคงอยู่ในสำนัก ทำไมรึ? หรือว่าเจ้าจะเข้าร่วม?”

 

 

 

“ไม่มีอันใด…ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม นับแต่วันนี้เป็นต้นไปความปรารถนาแรกของข้าในสำนักจักรพรรดิดาราคือการทำให้สมาคมอัศวินหายไปจากสำนักาของเราโดยไร้ร่องรอย”แสงไฟเย็นๆประกายในดวงตาของฉินเหวินเทียน เขาจะตระหนักถึงเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน

 

 

 

“อืม ไม่สำคัญว่าเจ้าจะเลือกเข้าร่วมสมาคมเมฆาเขียวหรือไม่ พวกเจ้าจะต้องใช้ประโยชน์ได้ดีหนึ่งเดือนนี้ให้ดีที่สุด”หลัวฮว่านยิ้มเบา ๆ ในเวลาเพียงหนึ่งเดือนพวกเขาต้องเอาชนะศิษยที่อยู่ในอันดับต้นๆสองคน ความกดดันนั้นมันมีมากมายนัก

 

 

 

“มันถึงเวลาที่ข้าต้องพยายามหนักๆแล้ว!”ฟ่านเล่อโอดโอยก่อนที่จะกล่าว”ศิษย์พี่ ลูกพี่ ข้าจะกลับไปฝึกฝนก่อน”

 

 

 

เมื่อฟ่านเล่อจากไปฉินเหวินเทียนกรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาพล่านขึ้น ก่อนหน้านี้เขาสามารถบอกได้ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเจ้าอ้วนมาก แม้ว่าจะไม่ใช่เพื่อตัวเขา  แต่เขาก็จะพยายามทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นภายในหนึ่งเดือนนี้

 

 

 

หนึ่งเดือน ระยะเวลาควรเพียงพอสำหรับเขาที่จะก้าวเข้าสู่ระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิต สำหรับการเพิ่มความสามารถในการของเขาเขาจะต้องพึ่งพาวิธีปรับแจ่งจิตวิญญาณรวมทั้งวิชาประทับพันมือด้วยเช่นกัน ทั้งสองวิธีนี้ต้องใช้หินอุกกาบาตหยวนจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยสนับสนุนการฝึกของเขา

 

 

 

“ดูเหมือนว่าข้าต้องเดินทางไปที่ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์”ฉินเหวินเทียนบ่นอยู่ในก่อนที่จะมองไปที่หลัวฮว่าน”ศิษย์พี่ ข้าสามารถออกจากสำนักได้ตลอดเวลาที่ฉันต้องการ?”

 

 

 

แน่นอนว่าหลัวฮว่านเข้าใจที่ฉินเหวินเทียนถาม ปัจจุบันฉินเหวินเทียนได้โจมตีตระกูลเย่และตระกูลอ้อ แต่เขาจะปลอดภัยในสำนักจักรพรรดิดารา อย่างไรก็ตามเมื่อเขาก้าวออกจากสำนักแล้วเขาจะปลอดภัย?

 

 

 

“จงระวังให้มากๆ”หลัวฮว่านยิ้ม”พยายามอย่าให้คนมีโอกาสลอบสังหารเจ้า ถ้าพวกเขาต้องการจัดการกับเจ้าอย่างเปิดเผย พวกเขาก็จะต้องนับสำนักจักรพรรดิดาราเข้าไปด้วย”

 

 

 

หลัวฮว่านเชื่อว่าช่วงเวลาที่ฉินเหวินเทียนก้าวเข้าสู่สำนักจักรพรรดิดารา ชื่อของเขาก็ได้รับการบันทึกไว้แล้วโดยสำนัก หากใครก็ตามต้องการที่จะทำร้ายเขา พวกเขาก็ต้องยังพิจารณาพลังที่ยืนอยู่เบื้องหลังฉินเหวินเทียน

 

 

 

 

“ครับ”ฉินเหวินเทียนพยักหน้า เขาก็เข้าใจว่าการระมัดระวังจะไม่ทำให้เขาเป็นอันตราย

 

 

 

“พยามยามให้หนัดเข้าศิษย์น้อง ศิษย์พี่ผู้นี้ได้ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเจ้า”หลัวฮว่านลูบหัวฉินเหวินเทียนทำให้ฉินเหวินเทียนยิ้มอย่างขมขื่นออกมา เจ้าอันธพาลน้อยก็โผล่ออกมาและกระโดดขึ้นไปบนไหลของหลัวฮว่านจากนั้นมันก็เริ่มเลียหน้านาง

 

 

 

“ช่างเป็นสุนัขที่บ้ากามยิ่งนัก ฮ่าฮ่า ไปกันเถอะ”ฉินเหวินเทียนยิ้มขณะที่เขาหันหลังและเดินจากไป เจ้าอันธพาลน้องโดดลงมากจากหลัวฮว่านและตามหลังฉินเหวินเทียนไป

 

 

 

หนึ่งคนหนึ่งสุนัขกำลเดินอยู่บนเส้นทางในสำนัก มนุษย์เอียงศีรษะของเขาทำให้ทำให้รังสีดวงอาทิตย์ตกลงมาบนใบหน้าของเขาก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มเบาๆแม้แต่ในเมฆที่มืดที่สุดก็ยังมีแสงอยู่

 

 

 

ดวงตาที่สวยงามของหลัวฮว่านสว่างไสวด้วยความปิติยินดีและเสียงหัวเราะขณะที่นางจ้องมองหลังของฉินเหวินเทียน ศิษย์ทั้งสองของนางทำให้นางมีความคาดหวัง เมื่อไหร่ที่พวกเขาจะสามารถส่องแสงได้ราวกับแสงที่สดใสของดวงอาทิตย์?

 

 

 

สายตานับไม่ถ้วนสังเกตเห็นการเดินทางของฉินเหวินเทียน พวกเขารู้สึกเคว้งๆอยู่ในใจ เขาคนนี้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักจักรพรรดิดาราที่สังหารศิษย์คนอื่นในการแข่งขันจัดอันดับ ในครั้งนี้เขาจะสามารถเอาชนะมู่หลงเฟิงในอีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ได้หรือไม่?

 

……………………………………………………………………..

 

 

 

ฉินเหวินเทียนกำลังเดินทางไปที่ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปหาฟานซือผู้ซึ่งมีข่าวดีสองเรื่องที่จะมอบให้เขา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามที่เขาหลอมไว้ก่อนหน้านี้ ถูกระงับโดยเจตนาและจะขายผ่านการประมูลหลังจากระยะเวลาหนึ่ง อาวุธก่อให้เกิดพายุความปั่นป่วนลูกใหญ่

 

 

 

ตราประทับศักดิ์สิทธิ์ที่สลักโดยฉินเหวินเทียน ได้รับการตั้งชื่อว่า ‘ต้นกำเนิด’ตราประทับศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแต่จะสามารถเพิ่มสถานะของอาวุธได้แต่ก็มีประสิทธิภาพ ‘กักเก็บ’พลังดาราก่อนที่จะถูกปล่อยออกมาในครั้งเดียวจนทำให้คู่ต่อสู้ตกใจ  ความสามารถนี้สามารถใช้ในช่วงเวลาที่อันตรายเพื่อช่วยชีวิต นอกจากนี้อาวุธ ช่างตีเหล็กที่อยากรู้อยากเห็นมากมายต้องการสังเกตการณ์ผลกระทบและการศึกษาตราประทับศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่ถูกตึงไปยังศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์และด้วยเหตุนี้การประมูลแต่ละครั้งจึงท่วมท้นไปด้วยฝูงชน

 

 

 

ข่าวดีประการที่สองก็คือตั้งแต่ฟานซือได้ระดับที่สูงขึ้นเขาก็มีโอกาสที่จะได้ชมตราประทับศักดิ์สิทธิ์ระดับสองของศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันฟานซือได้ทะลวงขั้นและก้าวเข้าสู้ช่างตีเหล็กระดับที่สองแล้วเป็นที่เรียบร้อยและเพิ่มสถานะของเขาขึ้น

 

 

 

ถึงฉินเหวินเทียน นี้เป็นข่าวดีอย่างยิ่งตราบใดที่ฟานซือยังคงศึกษาเส้นรูนเข้าใจความลึกซึ้งของต้นกำเนิดตราประทับศักดิ์สิทธิ์และการใช้วัสดุที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นเพื่อหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสองและราคาที่อาวุธสามารถขายได้อย่างแน่นอนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะนั้นแม้ว่าเขาต้องการที่จะเพิ่มระดับเหรียญหยกของเขาไปเป็นระดับ5มันก็เป็นไปได้ จากนั้นเขาก็จะสามารถเข้าถึงวิชาปฐพีระดับต้นๆได้

 

 

 

ฉินเหวินเทียนทำงานร่วมกับฟานซือขณะที่พวกเขาสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่มส่งไปให้ศาลาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ในเวลาเดียวกันเพื่อแลกกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์พวกเขาได้ขอหินอุกกาบาตหยวนก่อนล่วงหน้าเพื่อฉินเหวินเทียนจะได้นำมาใช้ฝึกฝนในขณะที่เขาได้ศึกษาและวิเคราะห์ต้นกำเนิดตราประทับศักดิ์สิทธิ์ในความทรงจำของเขาไปในเวลาเดียวกัน

 

 

 

ครึ่งเดือนต่อมา…..ฉินเหวินเทียนและฟานซือ ในที่สุดก็ได้ใช้ต้นกำเนิดตราประทับศักดิ์ศิทธิ์ฉบับสมบูรณ์ในการสร้างอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับสองส่งพวกมันไปใหหยางเฉิง

 

 

 

หยางเฉินรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เขาเตรียมการประมูลที่จะจัดขึ้นทันทีรวมทั้งจัดการด้านการตลาดและการโฆษณา ข่าวแผ่กระจายไปทั่วนครหลวงและทำให้เกิดคลื่นแห่งความวุ่นวายทันที

 

 

 

สำหรับฉินเหวินเทียน เขาปลีกตัวมาอยู่อย่างสันโดษและปิดด่านฝึกตน เส้นลมปราณรูขุมขนและจุดฝังเข็มในร่างกายของเขาได้ถึงขีดจำกัดในการขยายตัวแล้ว  นั่นหมายความว่าทั้งหมดที่เขาขาดหายไปคือขั้นตอนเพียงขั้นเดียวก่อนที่เขาจะสามารถทะลวงขั้นเข้าสู่ระดับที่ 2 ของขั้นไหลเวียนโลหิตได้

 

 


 

 

 

ติดตามข่าวสารตอนใหม่ๆได้ที่เพจก่อนใคร!! คลิกเลย

 

 

 

Facebook Comment