0 Views

บทที่ 1 หนุ่มน้อยยาจก

แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมฟ้าให้เป็นสีแดงดั่งสีเลือดที่สาดส่องไปทั่วทุกพื้นที่ บัดนี้ ถึงเวลาของยกจกที่จะออกโรงแล้ว

หวินอิงค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมาจากอาการท้องบีดเป็นละลอกๆ เพราะความหิวโหย ความรู้สึกนี้ฝังอยู่ในความทรงจำของเขามาเนิ่นนาน บรรดาพรรคพวกยาจกต่างก็ตั้งฉายาให้จอมเขมือบ ถึงขนาดว่ากันว่าเขาคือคำสาปที่พระเจ้าทิ้งไว้ให้มวลมนุษยชาติเลยทีเดียวเชียว

ถ้ายังหาของกินมาประทังชีวิตไม่ได้ เห็นทีคงไม่รอดคืนนี้เป็นแน่

แล้วพรุ่งนี้ล่ะ หวินอิงไม่ทันฉุกคิดถึงปัญหาข้อนี้

ฟ้าช่างไม่เข้าข้างยกจกผู้นี้เอาเสียเลย

หวินอิงปีนออกจากถ้ำที่ใช้ซ่อนตัวทุลักทุเลนิดหน่อย ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นดินอันร้อนระอุก็รู้สึกได้ถึงความแห้งแล้งของซากปรักหักพังหลายต่อหลายยุคสมัย รวมถึงซากอุกกาบาตที่ตกลงก่อนหน้านี้มาไม่รู้นานเท่าไรเป็นความจริงที่ว่าอะไรก็ต่อสู้กับกาลเวลาไม่ได้จริงๆ

เทียบดูแล้วตัวเขาเองช่างเล็กนักเมื่อต้องเทียบกับท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ ผมเผ้าสีดำขลับที่ยุ่งเหยิงถูกลมพัดปลิวไปปรกปิดใบหน้า อีกทั้งชุดขาดรุ่งริ่งที่แทบจะดูไม่ออกแล้วว่ายังเป็นเสื้อผ้าของร่างอันผอมโซที่เต็มไปด้วยร่องรองบาดแผลทั้งเล็กทั้งใหญ่ มีเพียงแววตาที่เปล่งประกายสุกใสของเขาเท่านั้นที่ทำให้ดูแตกต่างจากยาจกคนอื่นๆ

หากดูแค่ภายนอก หวินอิงยังดูเป็นเด็กอายุเพียง 14-15 เท่านั้น

หากจะเท้าความถึงวิถีชีวิตของยาจกนั้นก็ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน วันๆ หนึ่งใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมงในการขดตัวนอนอยู่ในถ้ำหลีกหนีความหนาวเหน็บ จะมีก็แต่ช่วงเวลาเช้ามืดหรือใกล้พระอาทิตย์ตกดินที่ออกมาหาอาหารกินจากกองซากปรักหักพัง ชีวิตของพวกเขาดำเนินเช่นนี้ไปวันแล้ววันเล่า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ดูๆ ไปแล้วคงน่าเบื่อสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับยกจกเช่นเขากลับเป็นความสงบสุขที่พวกเขาถวิลหา หาไม่แล้วความสูญเสียและความตายคงจะมาเยือน

หวินอิงใจลอยไปไกลพลางครุ่นคิดถึงชายชราคนหนึ่ง

ชายชราผู้นี้ถือได้ว่ามีประสบการณ์ของยาจกจากดลุ่มอื่นๆ มา อย่างโชกโชน ไม่เพียงมีความรู้ด้านภาษาอักษรของยุคโบราณ หากแต่ยังชอบสะสมอุปกรณ์ ภาพวาด ภาพเขียน เล่าเรื่องราวเก่าๆ เป็นนิจ ซึ่งหวินอิงคงเป็นคนๆ เดียวเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถพูดคุยแลกเปลื่ยนความคิดเห็นด้วยกันได้

หากแต่วันนั้นชายชราก็ไม่ได้ปีนออกมาหาเสบียงอย่างเคย

เขาจากไป แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความโชคดี เพราะอย่างน้อยชายชราผู้นี้ยังมีหวินอิงที่ช่วยฝังศพให้เขา

หวินอิงไม่กล้าคิดเลยว่าถ้าวันหนึ่งเขาต้องจากโลกนี้ไปจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็คงไม่พ้นบรรดายาจกคนอื่นๆ ที่คงจะแยกร่างเขาเป็นชิ้นๆ เอาไปทำเนื้อรมควันแล้วเกี่ยวไว้กับตะขอเหล็กแขวนเนื้อสนิมเกรอะกรัง อีกส่วนคงได้เอาไปแลกน้ำดื่มที่สกปรกน้อยขึ้นมาหน่อยหนึ่ง

ซึ่งนี่ก็คือวิถีของบ้านป่าเมืองเถื่อน กินได้ทุกสิ่ง ทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด

บางครั้งหวินอิงก็รู้สึกอิจฉาคนอื่นๆ หากแต่ชายชราเคยพูดกับเขาเอาไว้ว่า หากความเป็นมนุษยเสี้ยวสุดท้ายยังไม่เหลือไว้ ต่อไปคงสิ้นมวลมนุษย์ไม่หลงเหลือความหวังอะไรไว้อีกแล้ว

เฮ้อ หิวจังเลย

ข้าจะเดินแทบไม่ไหวอยู่แล้วนะ

หวินอิงพาร่างอันอิดโรยที่พร้อมจะทรุดลงไปทุกเมื่อเข้าไปในกองซากปรักหักพัง พลางคิดว่ายาจกคนอื่นๆ คงมาหาของกินกันตั้งนานแล้ว หาของกินท่ามกลางคนพวกนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลย

นี่เขาจะต้องกลับบ้านมือเปล่าอีกแล้วหรือเนี่ย

นี่ข้าอาจจะได้เห็นอาทิตย์ทอแสงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วอย่างนั้นหรือ

หวินอิงเลือกที่จะนั่งมองท้องฟ้าแดงก่ำพลางย้อมสีพื้นทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา มองเห็นเหยี่ยวโบยบินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆอย่างอิสระ หวินอิงทอดสายตาที่แฝงความอิจฉาเหยี่ยวตัวนั้น พลางคิดถึงตอนแรกที่เขาตั้งชื่อตัวเองว่าหวินอิง ก็เพราะอยากมีอิสระเหมือนกับมัน แต่มันก็คงเป็นแค่สิ่งที่เขาเพ้อฝันไปเท่านั้นเอง

ไม่สิ มันยังไม่ถึงช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ข้าจะต้องมีความหวังต่อ ห้ามล้มเลิกกลางคันเด็ดขาด

ทันใดนั้นหวินอิงได้ยินเสียงเร่งฝีเท้าขึ้นมาจึงรีบลุกขึ้นพร้อมกับคว้าแท่งเหล็กแหลมใกล้มือขึ้นมาเตรียมป้องกันตัวเต็มที่ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งมีพวกยาจกหิวกระหายโจมตีพวกเดียวกันเประจวบกับหวินอิงที่เหมาะจะตกเป็นเป้าได้ง่ายๆ เขาจึงต้องยิ่งระวัง

จริงดังที่คิด สามยาจกท่าทางหิวกระหายสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นกระโจนออกมาอยู่ตรงหน้า

หวินอิงสีหน้าไม่สู้ดีนักรีบผงะถอยหลัง ตอนนี้เขาผอมมากจนเหมือนโดนลมพัดปลิวได้แล้ว พวกสามยาจกก็รุกฮือดาหน้ามาทางหวินอิง ตายแน่ล่ะทีนี้ จะหนีท่าไหนก็คงหลบไม่พ้น

ช้าก่อน

ไม่ ไม่ใช่สิ

ถึงแม้ว่าหน้าตาทั้งสามจะดุร้าย แต่ไม่เหมือนพวกนักฆ่า ตรงกันข้ามกลับรู้สึกเหมือนโดนตามล่ามามากกว่า

ใช่ พวกเขาไม่ได้ต้องการฆ่า แต่กำลังหลบหนี

หวินอิงรู้สึกว่าสถานการ์ไม่ชอบมาพากลซะแล้ว ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีเงาดำๆ นับสิบตามสามยาจกนั่นมา มันมีดวงตาแดงก่ำ ตัวใหญ่ประมาณเท่าหมาป่า หน้าตาดุร้ายมาก

ตอนนี้เลือดในร่างกายหวินอิงสูบฉีดเต็มที่ พลางร้องตะโกนเสียงหลง

วิ่งงงง !!!!

อันที่จริงแล้ว การหนีตายช่างเป็นแรงกระตุ้นให้มีพลังชีวิตต่อเสียจริง

หวินอิงรู้สึกถึงพลังแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ค่อยเด่นชัด แต่ก็พอจะรู้ว่ามันกำลังจะแปลงร่าง เป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ที่ดุร้าย นักล่าจอ มหิวกระหายที่น่ากลัว

บรรดายาจกที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายผืนนี้ หรือพวกที่อยู่ในกองซากปรักล้วนแล้วแต่เป็นเหยื่อชั้นต่ำที่สุด ไหนจะกล้าต่อกรกับสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ที่น่ากลัวนั่นได้ล่ะ

และแล้วก็มีหญิงคนหนึ่งที่วิ่งหนีช้าที่สุดล้มลงไป

ช่วยข้า !

ช่วยข้าด้วย !

ได้โปรดช่วยข้าด้วยยยย !

สัตว์ร้ายนั่นใช้ฟันคมกริบกัดไปที่คอเหยื่อแล้วกระชากทีเดียวขาดวิ่น เลือดสีแดงฉานพุ่งออกมาจากคอเหยื่อราวกับน้ำพุ

เงาดำตะคุ่มสัตว์ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่อยๆ โผล่ตามออกมายืนล้อมบนร่างหญิงคนนั้น เนื้อสดๆ ถูกฉีกกัดออกเป็นชิ้นๆ ไม่เว้นแม้แต่เครื่องในก็ถูกฉีกทึ้งลากออกมา

มันช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองเสียจริง

เสียงกรีดร้องโหยหวนถึงแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แค่เสี้ยวนาที ก็ฝังลึกลงในโสตประสาทหูของยาจกทั้งสามชวนสยดสยอง มีสัตว์ร้ายบางส่วนเมื่อกี้ที่ยังไม่ได้กินเนื้อเพราะเข้าไปไม่ถึงก็เริ่มวิ่งล่าเหยื่อรายใหม่ เร็วปานสายฟ้า

อ๊ากกกก !

อย่าาาา !

เขี้ยวแหลมขยุ้มกัดเข้าเนื้อพร้อมกระดูกจนแหลกละเอียด เสียงนี้หวินอิงได้ยินแล้วเย็นวาบไปทั้งร่าง

หวินอิงรีบผลุดวิ่งไปทางอีกมุมอย่างรวดเร็ว แต่ดันไปเจอเข้ากับกองซากของเก่าที่ขวางทางไว้ บัดซบนี่มันทางตันบ้าอะไรกัน

ทำยังไงดี

ข้าจะทำยังไงดีล่ะ

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นอีกเป็นหนที่สาม

ยาจกคนเดียวที่เหลืออยู่ล้มลงไปเสียแล้ว

สัตว์ร้ายสองสามตัวก้าวข้างร่างไร้วิญญาณมุ่งมาทางเขา เหมือนความมืดทะมึนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวมาเยือนหนุ่มน้อยผู้นี้

แย่แล้ว หวินอิงรู้สึกหายนะแห่งตายกำลังก้าวมาหาเขาอย่างช้าๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะถอยตอนนี้ก็ตาย

ข้าขอสู้ตายกันไปข้าง

หวินอิงไม่สนอะไรอีกแล้ว เขากระโดดข้ามกองซากสิ่งของที่ขวางทาง เข้าไปที่ซอกแคบๆ

ช่องแคบนี่คนตัวใหญ่ๆ คงมุดเข้ามาไม่ได้ ทว่าหวินอิงตัวผอมบางจึงแทรกตัวเข้ามาได้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามา สัตว์ร้ายกำลังไล่ตามเขามาติดๆ นั่นเอง

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วร่างของสัตว์ร้าย หวินอิงได้กลิ่นโชยมาอย่างรุนแรงใกล้เพียงปลายจมูก

หวินอิงเดินมาจนสุดทางซอกแคบๆ นี่ก็ถึงทางตัน ส่วนผู้ล่าก็ยังคงตามมาไม่ห่างพร้อมขู่คำรามเตรียมพร้อมโจมตีเขาได้ทุกเมื่อ

จะอยู่หรือจะตายก็วัดกันที่ครานี้

หวินอิงคว้าเหล็กแหลมหันหลังกลับไปประจันหน้ากับสัตว์กลายพันธุ์ที่กระโจนแยกเขี้ยวเตรียมขย้ำ นัยน์ตาแดงก่ำของมันส่อแววแห่งความตาย ฟันแหลมคมพร้อมจะทำหน้าที่ของมันฉีกกัดเหยื่ออันแสนโอชะให้เป็นชิ้นๆ

หวินอิงคำรามเสียงต่ำพร้อมแทงไปที่ดวงตาของมันสุดแรงเกิด

มันโหยหวนกรีดร้องลั่นเอนล้มมาชนหวินอิง มองเห็นกรงเล็บของมันยังมีรอยเลือดเลอะเกรอะกรังเกาะอยู่ เขาจึงจับหัวของมันกระแทกไปที่ซอกของช่องแคบนั่น ให้มันขยับออกมาไม่ได้

ตายซะ ฮึ่มมม

ดูท่าแล้วหวินอิงน่าจะน่ากลัวกว่าสัตว์ร้ายพวกนี้นัก เขากระหน่ำแทงใส่พวกมันนับครั้งไม่ถ้วน เลือดกระเซ็นทั่วร่างหวินอิง จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนั้น

สัตว์ร้ายที่เหลืออีกสองตัวมุดเข้ามาไม่ได้ อีกทั้งยังได้ยินเสียงร้องของเพื่อนมันที่ถูกฆ่าตายจึงรีบถอยทัพหนีกลับไป หวินอิงอยู่ในซอกนี่นานเกินไป เขารู้สึกเวียนหัวหายใจไม่ออกเพราะขาดอากาศ เรี่ยวแรงไม่มีแม้คิดกระดกนิ้วยังรู้สึกลำบากเสียด้วยซ้ำ

ฉากต่อสู้อันโหดร้ายนี้จบลงสักที บรรดายาจกที่อ่อนแรงก็หนีกลับเข้ามาเข้าประจำที่เดิม ดูๆ แล้วอาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

หวินอิงเพิ่งได้พินิจพิเคราะห์สิ่งมีชีวิตตรงหน้าเป็นหนแรก

ขนของมันยาวเงาดำขลับ มีกรงเล็บแหลมคม นัยน์ตามันสีแดงก่ำ มองเผินๆ คล้ายกับหนูตัวยักษ์ที่แปลงร่าง แต่ก็ช่างมันเถอะว่ามันจะเรียกว่าตัวอะไร รู้แต่ว่าเนื้อของมันคงได้สักสิบกว่าชั่ง

ใช่แล้ว อาหารรร

หวินอิงรู้สึกสดใสร่าเริงขึ้นมาทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ พลางคว้ามีดถลกหนังแล้วตัดชิ้นเนื้อมันๆ แน่นๆ ยัดใส่ปาก จะว่าไปการได้ลิ้มรสความหยาบ กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่น คาว กลิ่นสาปของเนื้อนับเป็นสุดยอดของชีวิตยาจกอย่างพวกเขาเลยทีเดียว

หวินอิงประทังชีวิตมาด้วยการกินสัตว์จำพวกมด แมลง ต้นไม้ใบหญ้ามา จำแทบไม่ได้แล้วว่าเคยกินเนื้อครั้งสุดท้ายตอนไหน ความรู้สึกตอนเนื้อตกสู้ท้อง หวินอิงรู้สึกร่างกายอบอุ่นขึ้นมาทันที กระเพาะของเขาก็รู้สึกถูกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก มันช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

เขานั่งกินเนื้อเรื่อยๆ กินจนท้องป่องจึงหยุดมือ

สีหน้าของหวินอิงดูมีความสุขมาก

สัตว์ร้ายที่อยู่ด้านนอกคงวิ่งหนีไปไกลแล้ว หวินอิงเตรียมเอาเหยื่อที่ล่ามากับมือแบกกลับถ้ำ เนื้อสิบกว่าชั่งนี่คงพอกินไปได้อีกหลายวันอย่างสบายๆ

เขาลากเหยื่อออกมาได้สักพักก็มีเสียงคำรามดังขึ้นจากด้านหลัง

วางเนื้อนั่นลงซะ

มียาจกวันฉกรรจ์สี่ถึงห้าคนยืนจังก้าอยู่ คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดคงเป็นหัวโจก ดูดุดัน ร่างกายกำยำ แถมมีรอยบากที่หน้าอีกด้วย

คนพวกนี้ได้ยินเสียงต่อสู้กันนานแล้ว เพียงแต่รอเก็บเศษเนื้อเศษกระดูกตอนสุดท้ายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับหนุ่มน้อยโชคดีที่ล่าเหยื่อนี่ได้ซะก่อน

เนื้อแดงสีสวยสดๆ ใหม่ พาให้พวกเขายิ่งรู้สึกหิวกระหายมากขึ้น

หัวโจกหน้าบากตะโกนให้เขาวางเนื้อนั่นลงเดี๋ยวนี้

หวินอิงรู้สึกถึงอันตรายที่จะมาเยือนอีกระลอก ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนกับสัตว์ที่กำลังจะกระโจนสู้เข้าหากัน แท้จริงแล้วสมัยนี้มนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็แยกแยะกันแทบไม่ออกอยู่แล้ว

วางลงอย่างนั้นหรือ

ให้เขาทิ้งเนื้อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อเสี่ยงชีวิตอย่างนั้นหรือ

หวินอิงนิ่งเงียบ ไม่ทันไรก็ บันดาลโทสะสวนหมัดเข้าไปที่หน้าของพวกเขาเต็มแรง

ไม่ต้องคิดเลยว่า

หวินอิงเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ไหนเลยจะสู้พวกชายวัยฉกรรจ์อย่างพวกเขาได้…..

พระอาทิตย์กำลังค่อยๆ ลับฟ้าไป

หนุ่มน้อยเหนื่อยสายตัวแทบขาด กระโจนตัวลงสู่ถ้ำ สภาพตอนนี้เหมือนหมาแมวจรจัดที่หมดเรี่ยวแรงอิดโรย เขาไม่มีแรงจะต่อกรกับพวกผู้ใหญ่กลุ่มใหญ่นั่นได้หรอก

ที่นี่ไม่มีกฎหมายหรือธรรมเนียมอะไรทั้งสิ้น มีเพียงพละกำลังที่ใช้เป็นกฎตัดสิน

ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีอาหาร มีทาสรับใช้ หรือแม้กระทั่งผู้หญิงไว้คอยปรนนิบัติ ส่วนผู้อ่อนแอน่ะหรือ ก็จะถูกเหยียบย่ำ ถูกแย่งชิง ถูกรังแกร่ำไป นี่คือท้องทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน ผู้อ่อนแอก็ย่อมเสียเปรียบเสมอ

แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในถ้ำดั่งสายน้ำ เพียงพรมเก่าๆ ผืนหนึ่งไม่สามารถต้านทานความหนาวเหน็บที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ หวินอิงหนาวสั่นไปทั่วร่างจนยากที่จะข่มตาหลับลงได้

เขาจึงเลือกที่จะลุกขึ้นนั่งแทน คว้าหีบเหล็กขึ้นมาใบหนึ่งเป่าฝุ่นที่เกาะไว้อย่างทะนุถนอมราวสมบัติอันล้ำค่า พลางหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง

เขาจ้องมองเพ่งไปที่ของสิ่งนี้อย่างตั้งใจ นี่เป็นภาพที่ชายชราเก็บมาอย่างยากลำบากตอนยังมีชีวิตอยู่ มันคือหลักฐานที่ยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ขีดสุดในอดีต ทว่าตอนนี้กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน มันจึงมีร่องรอยฝากไว้ตามกาลเวลาที่ผ่านไป

ทุกครัังที่ได้มองมัน หัวใจของเด็กหนุ่มที่ซ่อนไว้ลึกๆ ก็พองโตขึ้นมา

บาดแผลตามร่างกาย ความหิว ความเจ็บป่วยค่อยๆ หายไป

ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางความมืดมิดหรือหมดหวังสักเพียงใดก็มองเห็นแสงสว่างเส้นบางที่เจิดจรัสอยู่

มันช่างเป็นอดีตอันนานแสนนานเสียจริง

มันคงเป็นโลกในนิยายที่ข้าคงได้แต่ใฝ่ฝันเอาไว้เป็นแน่ หวินอิงพ่นพึมพัมกับตัวเอง

ยุคนั้นผู้คนแต่งกายสะอาดสะอ้านดูดี เมืองทั้งเมืองดูเจริญรุ่งเรือง ไม่มีสัตว์ร้ายหรือผู้คนโหดร้ายออกมาวิ่งเพ่นพ่านให้ต้องกลัวจนหัวหด แล้วก็ไม่มียาจกที่ต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนท่ามกลางพื้นที่รกร้างเช่นนี้

ยุคแห่งนั้นล่มสลายไปแล้วจริงๆ หรือ นี่

ในโลกนี้จะยังมีที่แบบนั้นหลงเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า

ดวงตาดำขลับของหวินอิงเปล่งประกายไฟแห่งความหวังขึ้นมา เขากำลังกระหายที่จะไปค่ายและที่แห้งแล้งรกร้างนั่น

ความคิดนี้ความจริงเกิดขึ้นมาตั้งแต่หวินอิงยังเป็นเด็กตัวเล็กอยู่แล้ว ชายชราเคยถามเขาบ่อยเหมือนกันว่า เหตุใดค่าย กองซากปรักหักพัง และพื้นทะเลทรายรกร้างนี่อันตรายยิ่งนัก นี่คงเป็นหนทางไปสู่ความตายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ใครล่ะที่ให้ข้าเกิดมาบนโลกใบนี้

ในเมื่อโลกเลือกให้ข้าอยู่รอด ข้าก็จะต้องใช้มันให้เต็มที่

สักวัน สักวันข้าจะหาโลกในนิยาย สวรรค์แห่งนั้นให้เจอให้ได้ หากข้าได้เห็นเพียงครั้ง ได้สัมผัสพื้นดินที่แห่งนั้น แม้ตายข้าก็ยอม

ตอนนั้นชายชรานิ่งเงียบไม่พูดไม่จา

นับแต่นั้นชายชราก็พาเด็กน้อยคนนี้อยู่ข้างกาย แบ่งอาหารให้ สั่งสอนเขา ให้เรียนรู้หนังสือ มันช่างเป็นช่วงหลายปีที่ต่อสู้กับความเป็นความตาย ความรู้สึกนึกคิดนั่นไม่แม้จะจางหายไป แต่กลับยิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกที

ชายชราเคยพูดกับเขาไว้ว่า มีคนพวกจำพวกเกิดมาเปรียบเหมือนเหยี่ยวที่มีอิสระเสรี ถึงแม้อาจจะต้องเติบโตขึ้นมาในเล้าไก่ แต่จะต้องมีสักวันหนึ่งที่ได้กางปีกโผบินขึ้นสู้ท้องฟ้า มันจะมีโอกาสเช่นนั้นจริงๆ ใช่ไหม

ทว่าตอนนี้แม้แต่กองซากปรักหักพังก็ยังอยู่ลำบาก นับประสาอะไรกับท้องทะเลทรายไกลโพ้นที่อันตรายกว่าร้อยเท่าพันเท่า

นี่คงอาจจะเป็นชะตาชีวิตของข้าที่ลิขิตไว้ เหอะ ข้าไม่เชื่อหรอก ในสายตาของหวินอิงที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายสุดจะพรรณา เขาดึงเอาหีบเหล็กซุกไว้ใต้ศรีษะ ด้วยความเหนื่อยล้าที่ผจญมาทั้งวัน หวิสอิงจึงค่อยๆ ผลอยหลับไป

*******************

สามารถติดตามได้ ที่นี่