0 Views

บ่อยครั้งที่หยันเสี่ยวหวู่เอาแต่โอดครวญว่าโลกแห่งยุทธภพอันตรายและโหดร้ายเช่นไร  ผู้ที่เรียกตัวเองว่านักดาบมีพฤติกรรมป่าเถื่อนและดุร้ายอย่างไร  คนธรรมดาสามัญต่ำต้อยเช่นเขา ต้องคอยประคองชีวิตตนเองให้รอดพ้นจากคมดาบเปื้อนเลือด  ข้าจึงพูดเย้ยใส่เขาว่า  พวกข้าหมอหลวงสิแย่กว่าเป็นไหนๆ  เป็นบุคคลที่มีคอแขวนอยู่บนสายรัดเอวตนเองอย่างแท้จริง

 

ตามสถิติที่ข้ารวบรวมมาอย่างไม่เป็นทางการ  มี 3 ข้อหาที่พวกเราเหล่าหมอหลวงมักโดนกันบ่อยๆ ก็คือ

1.หากเจ้าไม่อาจรักษานางได้  เจิ้นต้องเห็นหัวเจ้าหลุดจากบ่า!

2.หากนางต้องตายขึ้นมา  เจิ้นจะฝังเจ้าไปพร้อมกับนาง

3.แม้แต่การป่วยไข้ธรรมดา  เจ้ายังรักษาไม่ได้  จะมีประโยชน์อันใดที่เจิ้นจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่!

 

ช่างมันเถอะ  พวกเราเหล่าหมอหลวงล้วนมีหน้าที่รักษาผู้คนด้วยค่าตอบแทนพอไปวัดไปวา  หากมีใครพบว่าพวกข้าหละหลวมในหน้าที่  โทษสถานเบาก็คือคนหนึ่งในพวกข้าต้องถูกประหารชีวิต  โทษสถานหนักก็คือเจอประหารชีวิตหมู่  กล่าวโดยสรุปว่า  งานของหมอหลวงรายได้ต่ำทว่ากลับต้องแบกรับความเสี่ยงสูงนัก  อย่างไรก็ตาม   บางโอกาสพวกข้าก็หารายได้พิเศษเข้าพกเข้าห่อบ้าง  ทว่าก็เสี่ยงอันตรายยิ่งนัก  อาทิเช่น ทำให้หวงกุ้ยเฟยแท้งครรภ์มังกร ตามคำสั่งของฮองเฮา  หรือบางทีก็หาซื้อยาปลุกกำหนัดฮองเต้ให้หวงกุ้ยเฟย   อย่างไรก็ตาม การทำเรื่องสกปรกโสมมเทือกนี้   นับว่าขัดต่อหลักจรรยาบรรณของหมออย่างแท้จริง

 

ข้าเคยถามท่านปู่ว่า  เป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะไม่ทำสิ่งชั่วร้ายอันไร้ศีลธรรมและผิดต่อกฏสวรรค์  ตรงกันข้ามจะพยายามรักษาโดยยึดหลักจรรยาบรรณของหมอด้วยจิตใจเปี่ยมด้วยเมตตา?

 

ท่านปู่บอกว่า “ช่างหัวจรรยาบรรณหมอมันเถอะ!  เอาชีวิตตนเองให้รอดนับว่าประเสริญที่สุด!”

 

หลังจากได้ยินถ้อยวาจานั้น  ข้าบังเกิดความหวาดกลัวและกังวลขึ้นในจิตใจ  ข้าครุ่นคิดหาหนทางรอดไม่หยุด   ลงท้ายทำให้ข้าต้องถอดเครื่องแบบหมอหลวงทิ้ง  และหนีไปให้ไกลจากวังหลวง  ทว่ากลับมีใครก็ไม่รู้ดันขนานนามข้าตามบรรพบุรุษข้าว่า ‘หมอเทวดา’  เพราะมีบรรพบุรุษผู้หนึ่งดันบ้าเลือดกล้าเสี่ยงชีวิตไปรักษาฮ่องเต้เกาซู่ที่อาการร่อแร่ให้พ้นจากปากประตูนรก   ฮ่องเต้เกาซู่ผู้ประชวรด้วยโรคร้ายทรงพอพระทัยยิ่งนัก ซ้ำยังพระราชทานป้ายเชิดชูเกียรติจารึกข้อความให้ว่า ‘ให้ทายาททุกรุ่นของตระกูลเป็นหมอรักษาคน’   นับแต่นั้นมาชะตาชีวิตของสกุลซ่งซื่อก็ถูกลิขิตไว้ด้วยป้ายนี้เป็นเวลาหลายร้อยปี

 

คนที่จะมาเป็นหมอรักษาคน  มันสืบทอดตำแหน่งจากตระกูลกันได้ที่ไหน   หากฮ่องเต้เกาซู่ได้ตระหนักถึงจุดนี้   ข้าก็คงไม่ต้องประสบกับชะตารันทดในวันนี้

 

หยันเสี่ยวหวู่วิ่งมาจากข้างนอก  พลางหอบหายใจฮั่กๆ  ข้าเหลือบมองเขา แล้วเอ่ยเสียงเนือย “เสี่ยวหวู่ ไตเจ้ามีปัญหารึ?”  แต่ก่อนเขาวิ่งไกลเป็นพันลี้  ยังไม่เคยหอบหายใจให้เห็นเลยสักนิด

 

หยันเสี่ยวหวู่ผ่อนฝีเท้าหยุดลง  ยกมือทั้งสองขึ้นประคองเอวตัวเองไว้  พลางหอบหายใจคำโต แล้วเอ่ยว่า “สำนักแพทย์หลวงส่งจดหมายมาให้เจ้า  เรียกตัวเจ้ากับหมอหลวงทั้งหมดไปที่ตำหนักซีฮวา!”

 

ตาข้าพลันกระตุกสองครั้ง    รู้สึกสังหรณ์ใจว่าหายนะกำลังมาเยือนเข้าแล้ว

 

พระสนมที่องค์ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานคนล่าสุดพำนักอยู่ที่ตำหนักซีฮวา  มีการเรียกประชุมด่วนแสดงว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ หรือไม่ก็มีใครบางคนล้มป่วย  ข้าเกรงว่านั่นคงมิใช่การเจ็บป่วยธรรมดาๆแหงๆ   อันที่จริง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ หรือมีใครล้มป่วยลงหรือไม่  คงมิใช่สิ่งที่ข้าสามารถแก้ไขได้… ตอนท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่  ท่านมักพูดบ่อยๆว่าหมอหลวงในสำนักแพทย์หลวงทั้งหมดล้วนเป็นหมอเก่งแบบเป็ด(ฝีมือธรรมดา)   ไปคบค้าสมาคมกับพวกเขา  ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาจะต้องพาดพิงถึงเจ้า

 

ข้าชิงชังนักที่คนพวกนี้ถอดใจง่ายๆ  หากฝีมือการรักษาของพวกเขาดีกว่านี้สักหน่อย  เช่นนั้นคงมิต้องรบกวนท่านปู่ข้า  แล้วท่านปู่ข้าคงจะไม่รับความโปรดปรานอย่างหนักจากฝ่าบาท  หากท่านมิได้รับความโปรดปรานเป็นอันมากจากฝ่าบาท  ข้าก็มิต้องแบกรับความกดดันมหาศาล จากการรับช่วงงานต่อจากท่านปู่หลังท่านสิ้น…..

 

ท่านปู่ได้ทำนายถึงอนาคตของสำนักแพท์หลวงไว้ดังนี้—ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาทั้งหมดจะตายด้วยน้ำมือข้า

 

ข้าคิดว่าเวลานี้ได้มาถึงแล้ว  ฝ่ามือข้าเย็นเฉียบ  เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก  และมือที่สั่นระริกของข้ากำลังดึงเสื้อหยันเสี่ยวหวู่ “เช่นนั้น….เจ้าไปดูมาหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นที่ตำหนักซีฮวา?”

 

หยันเสียงหวู่ตอบเสียงเบา “ข้าเกรงว่ามิใช่ข่าวดี  ทั้งในและนอกตำหนักยามนี้ล้อมรอบไปด้วยคนจากตำหนักอื่นๆที่ถูกส่งมาเพื่อหาข่าว!”

 

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระชนมายุราว 20 ชันษา และเพิ่งครองราชย์ได้เพียง 2 ปี  ดังนั้น พระองค์จึงยังมิได้แต่งตั้งฮองเฮา และองค์รัชทายาทเลย  วังหลังมีพระสนมหลายนางที่แข่งขันแย่งชิงความรักใคร่โปรดปรานจากฝ่าบาท  มีเพียงพระสนมฮวาจากตำหนักซีฮวาที่ได้รับความโปรดปรานมากกว่าสนมอื่นอยู่เล็กน้อย  พอเห็นสถานการณ์เช่นนั้น  พระสนมทุกองค์ในวังหลังต่างรอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายใจ  พวกนางล้วนภาวนาให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับพระสนมฮวา  ทั้งยังหวาดกลัวว่านางจะตั้งครรภ์มังกรขึ้นมาอีกด้วย

 

หากมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับพระนาง  ข้าคงมิอาจช่วยชีวิตพระนางได้แน่  และหากนางตั้งครรภ์มังกรจริง  ไฉนจึงต้องให้หมอหลวงมากมายมาตรวจอาการด้วยเล่า?  สิ่งที่ข้ากลัวก็คือนางไม่ทันรู้ว่าตนเองตั้งครรภ์และบังเอิญแท้งโดยมิรู้ตัวเสียมากกว่า….

 

ข้าปวดหัวแล้วจริงๆนะ…..

 

เนื่องจากเป็นหมอหลวงหญิงหนึ่งเดียวของวังหลวง  ข้าจึงมีหน้าที่เป็น ‘นรีแพทย์’ ด้วย  ไม่ว่าพระสนมจะมีระดูผิดปกติ หรือรู้สึกไม่ใคร่สบายตัว  พวกนางเป็นต้องเรียกหาข้า  ข้าพึ่งพิงความเชี่ยวชาญกับของน่ารังเกียจและลิ้นที่พรั่งพรูแต่ถ้อยคำอ่อนหวานเอาใจ  คอยดูแลรักษาพวกนางประหนึ่งดูแลญาติมิตร   จนกระทั่งบัดนี้  ข้าถึงพบว่ามันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

 

ข้าไม่รู้ว่า…การร้องเพลงจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องแท้งบุตรได้หรือไม่นะ

 

ในช่วงเวลาสั้นๆ  ข้าคิดหาหนทางแก้ไขที่เป็นไปได้ทั้งมวล  ทว่าลงท้ายข้าจำต้องตัดใจไปวังหลวง  ตายแน่  ไปหาความตายชัดๆ!

 

หยันเสี่ยวหวู่ตระเตรียมเกี้ยวไว้พร้อมแต่แรกแล้ว  ข้าเพียงเดินขึ้นไปนั่ง  เขาติดตามข้ามา โดยเดินเคียงเกี้ยวข้าไปตลอดทาง  เมื่อถึงหน้าประตูวัง  ข้าลงจากเกี้ยว  เขาเป็นผู้ถือล่วมยาและเดินตามข้าเข้าไปในพระราชวัง

 

มีเกี้ยวหลายๆหลังจอดอยู่นอกประตูวัง  ข้านับคร่าวๆแล้ว  ใจประหวัดถึงร่างชราแสนเหนื่อยล้าแห่งสำนักหมอหลวงที่พร้อมใจรีบมาตายหมู่เสียเหลือเกิน   คนทั้งหมดรีบมาอย่างไวโดยพร้อมเพียงกันถึงเพียงนี้  ช่างน่าชมเชยเสียจริงๆ

 

ก่อนถึงตำหนักซีฮวา  ข้าเห็นผู้คนยืนอยู่ทั่วทุกหัวระแหง   ต่างพากันเมียงมองและกระซิบกระซาบกัน  เมื่อข้ามาถึงนอกตำหนักซีฮวา  ที่นั่นค่อนข้างเงียบงัน  ทหารยามจำข้าได้  พวกเขาจึงรีบพาข้าเข้าไปข้างในอย่างเร็วจี๋   ข้าพยายามยื้อฝีเท้าให้ช้าที่สุดจนเกือบสะดุดล้มหัวคะมำ

 

ตำหนักซีฮวาเต็มไปด้วยควันจางๆและกินหอมอ่อนๆ  หลังจากสาวเท้าเข้าไปราว 7 ก้าว ข้าจึงเห็นคนเป็นอันมากคุกเข่าบนพื้น  ยิ่งทำให้ใจข้าเต้นรัวดั่งกลองศึก  ดวงตาข้าเหลือบเห็นร่างสีเหลืองทองหลังม่าน   ข้าคิดใคร่ครวญสักครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจไม่กล่าวถวายความเคารพ  เพียงคุกเข่าลงเงียบๆด้านหนึ่ง

 

ยามนี้  หมอหลวงท่านหนึ่งเพิ่งตรวจเสร็จ   พลางคุกเข่าลงตรงหน้าร่างสีเหลืองทองและเอ่ยด้วยเสียงสั่นๆว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยพะยะค่ะ  ฝ่าบาท  พระสนมฮวาทรงพระครรภ์แล้ว”

 

เสียงทุ้มลึกพึมพำขึ้น “จริงรึ?  ลองตรวจใหม่อีกครั้งสิ” ข้าจับน้ำเสียงไม่ได้ว่าพระองค์พอพระทัยหรือไม่พอพระทัยกัน

 

นี่มันผิดปกตินัก  พระสนมทรงพระครรภ์ทั้งที  แล้วน้ำเสียงของฮ่องเต้ กลับไม่ปรากฏว่า พอใจหรือไม่พอใจได้อย่างไร?  หากไม่พอพระทัย  พระองค์ต้องไม่ทรงพระเกษมสำราญ  หากไม่ทรงพระเกษมสำราญ  นั่นก็แน่นอนว่า…..

 

ตาข้ากระตุกอีกแล้ว!  คราวนี้กระตุกเป็นจังหวะติดๆกันด้วย!  นี้มันยิ่งกว่าถูกซุ่มโจมตีจากสิบทิศพร้อมๆกันเสียอีก!

 

แม้แต่ข้ายังคิดว่ามันช่างเหลวไหลนัก  ไม่ต้องพูดถึงเหล่าหมอหลวงที่มีประสบการณ์พวกนั้นเลย  หมอหลวงหลายๆท่านต่างตรวจแล้วว่าตั้งครรภ์  บางทีก็น่าจะตั้งครรภ์จริง   พวกเขาไม่กล้าหลอกลวงฝ่าบาทเป็นแน่

 

ขณะที่ข้ามัวแต่ครุ่นคิดปั่นป่วนวุ่นวายใจอยู่นั้น  ทันใดนั้นข้าได้ยินน้ำเสียงเดิมตรัสว่า “ซ่งหลิงชูอยู่ไหน?”

 

พลันสายตานับไม่ถ้วนต่างจับจ้องมาที่ข้าเป็นตาเดียว  ข้าที่ตัวสั่นสะท้าน เอ่ยว่า “หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ….”

 

“เจ้าเข้าไปตรวจดูสิ”

“เพคะ” ข้าก้าวขาไปข้างหน้า  ลอบมองฮ่องเต้จากหางตา  หากคนผู้นี้จ้องมานับเป็นเคราะห์หามยามซวยอย่างแท้จริง   ข้าเคยโดนพระองค์จับมือเข้าครั้งหนึ่ง   ข้าหวาดกลัวจนต้องรีบก้มหน้าลงต่ำ   ซ้ำยังจำพระพักตร์ที่หม่นหมองของพระองค์ได้ติดตา

 

ข้าตรวจโดยใช้นิ้วแตะลงบนข้อมือที่ยื่นออกมาของพระชายาฮวา  ข้อมือนางขาวผ่องดุจหิมะ  นิ้วมือเรียวยาวดั่งลำเทียน  ส่วนชีพจรนาง….หมอหลวงมากมายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพระนางทรงครรภ์   แล้วพระนางก็ทรงครรภ์จริงๆด้วย

 

ข้าถอนมือออก ยืนขึ้น หันกลับไป คุกเข่าลงโค้งคำนับ เอ่ยว่า “ฝ่าบาท พระสนมฮวาทรงพระครรภ์จริงๆเพคะ”

 

“ตั้งครรภ์…”  พระองค์นิ่งคิดสักครู่หนึ่ง แล้วตรัสว่า “ซ่งหลิงชู  เงยหน้าขึ้น และพูดสิ่งที่เจ้าได้กล่าวมาอีกครั้งสิ”

 

หัวใจข้ากระตุกทันที  รู้สึกตื่นตระหนกอย่างหาสาเหตุไม่ได้  ข้าสนองพระบัญชา  เงยหน้าขึ้น ทว่ายังมิกล้ามององค์จักรพรรดิตรงๆ  ข้าเพียงมองไปที่ลำแสงสว่างในห้อง  และทูลกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ฝ่าบาท  พระสนมฮวาทรงพระครรภ์จริงๆเพคะ”

 

จากที่เห็นผ่านหางตา  ข้ารู้สึกได้ว่ามุมปากของพระองค์ยกขึ้นเกือบจะทันที “จริงๆรึ….ดียิ่งนัก….”

 

สองคำสุดท้าย  ทำให้หมอหลวงทั้งหมดต่างพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก  ท่าถ้อยคำถัดมากลับทำลายความรู้สึกก่อนหน้านั้นเสียสิ้น “เช่นนั้นแล้ว  นางตั้งครรภ์มากี่เดือนแล้ว?”

 

ยามนี้ มีเสียงอื้ออึงและตื่นตระหนกดังขึ้นมา  บางคนบอกว่า 2 เดือน บ้างบอกว่า 3 เดือน และบ้างก็บอกว่า 4 เดือน….

 

ไอ้หมอเป็ดพวกนั้นนี่จริงๆเลย เฮ้อ….ข้ายังคงนิ่งเงียบจนกระทั่งฮ่องเต้ทรงเรียกชื่อข้าอีกครั้ง และตรัสถามขึ้น “ซ่งหลิงชู เจ้าคิดว่ากี่เดือน?”

 

ข้าค้อมศีรษะและทูลตอบ “หม่อมฉันข้าผู้ต้อยต่ำคิดว่าน่าจะราวๆ 3 เดือนเพคะ”

 

หึหึ…ในกรณีนี้  หากมันมีทั้ง 2 เดือนบ้าง  4 เดือนบ้าง  มันก็คงอยู่ในช่วงราวๆ 3 เดือน หากตอบว่า 3 เดือน นั่นล่ะถูกต้องเป๊ะ

 

“อืม” ฮ่องเต้ทรงผงกพระเศียร  ข้ากำลังจะพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก  ทว่าพระองค์กลับตรัสขึ้นว่า “ต่อไปนี้ ให้หมอหลวงซ่งรับหน้าที่ดูแลสุขภาพของพระสนมฮวาแต่เพียงผู้เดียว  นี่ถือเป็นครรภ์มังกรแรกของข้า  หากเกิดเหตุผิดพลาดใดๆขึ้นมา  หมอหลวงซ่งจะต้องหัวหลุดจากบ่า!”

 

เห็นไหม  อย่างที่ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด  ว่าข้าจะโดนตั้งข้อหาอีกครั้ง!  ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  ยามที่ได้ยินถ้อยคำพวกนี้  ข้าจำต้องกล้ำกลืนความเศร้าโศกแค้นเคือง  ข้าได้แต่ก้มหน้ามองพื้น ทูลตอบเสียงอ่อย “หม่อมฉันข้าผู้ต่ำต้อย….รับพระบัญชาเพคะ…”