0 Views

โรคภัยไข้เจ็บชอบเกิดขึ้นปุบปับปานแผ่นดินถล่ม  ทว่ายามเยียวยาให้ฟื้นตัวกลับเชื่องช้าประหนึ่งปั่นไยไหมเป็นเส้นด้ายนัก   ความป่วยไข้ของหลิวซีเรื้อรังมานานสามเดือนเต็มแล้ว  เขาให้ข้าเข้ามากล่อมเขานอนหลับทุกๆสองหรือสามวัน  พลางอ้างกับคนนอกว่าอาการป่วยเก่าก่อนของเขาได้หวนกลับมาใหม่  จึงให้หมอหลวงซ่งคอยดูแลรักษาเพียงผู้เดียว  ด้วยเหตุนี้   หลิวซีจึงมีคำสั่งให้ข้าถอนตัวจากหน้าที่รักษาประจำตำหนักซีฮวา  แล้วให้หมอหลวงกลุ่มหนึ่งผลัดเปลี่ยนเข้ามาดูแลสนมฮวา   ส่วนข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลชีวิตประจำวันขององค์เหนือหัวแทน

 

วันหนึ่ง  ขณะที่ข้าเข้าสำนักแพทย์หลวงเพื่่อไปเจียดยาตามปกติ  พลันบังเอิญได้ยินเรื่องซุบซิบของบรรดาหมอหลวงเข้าหลายเรื่อง

 

“โรคภัยของฝ่าบาท  ข้าเกรงว่า….”  หมอหลวงเจี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นแล้วชะงักนิ่งไป  ทว่าส่อความหมายชัดเจนนัก

 

“พระอาการดูปกติ  ทว่าคล้ายว่าโรคภัยของฝ่าบาท  ข้าเกรงว่าเป็นเพราะยังมีพิษตกค้างเหลืออยู่ในพระวรกาย  ตอนนี้ท่านหมอหลวงซ่งอาวุโสได้สิ้นไปแล้ว  หมอหลวงซ่งคนหลานเองก็ยังอายุน้อยนัก  เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่แน่ใจว่านางจะมีความสามารถหรือไม่”

 

ยาพิษยังตกค้างเหลืออยู่ในพระวรกายหรือ?  ข้าอึ้งไปนิดหนึ่ง

 

“เห็นเขาลือกันว่าหมอหลวงซ่งรักษาฝ่าบาทด้วยการฝังเข็มเป็นประจำทุกคืน  ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทจะทรงบรรทมยาก  แต่ทว่า หากเป็นเช่นนั้น  ฝ่าบาทไยจึงดูคล้ายว่ายังไม่ดีขึ้นเล่า  ข้าเกรงว่า  อาจมีเบื้องหลัง….”  หมอหลวงเจี่ยพรูลมหายใจ  “ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ที่ดี  โชคร้ายนักที่…..”

 

“เคราะห์ดีที่สนมฮวาทรงตั้งครรภ์  ดังนั้น แม้จะ….ก็ยัง….”

 

“นี่!”  มีผู้หนึ่งขัดจังหวะขึ้น  “พวกเราคุยลับๆในวงพวกเราก็พอ  หากมีคนอื่นได้ยินเข้า  อาจโดนสั่งประหารได้นะ!   ทำงานรับใช้ในวังหลวง  พวกเจ้ายังกล้าปากบอนอีกหรือ!”

 

“ขอรับ ขอรับ ขอรับ….” ทุกคนรีบรับคำ และไม่กล้าออกความเห็นโดยไม่ยั้งคิดอีกต่อไป

 

ข้าตกอยู่ในภวังค์ยามเดินออกจากสำนักแพทย์หลวง   เกรงว่าเรื่องที่คนพวกนั้นพูดกัน  คือสิ่งที่อยู่ในความสนใจของเหล่าข้าราชบริพารในวังมากที่สุด  บรรดาข้าราชบริพารในวังจึงขยันไปรับใช้ที่ตำหนักซีฮวามากขึ้นทุกวัน  ทีแรกข้ามองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการแสวงหาความโปรดปรานจากเจ้านายตามปกติ  ทว่ามาบัดนี้บางทีอาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้น

 

พวกเขามองไม่เห็นอนาคตในตัวหลิวซีอีกต่อไปแล้ว   ซ้ำยังปฏิบัติกับเขาคล้ายว่าเขาเหลือเวลาในชีวิตอีกไม่มากแล้ว  ผู้สืบทอดราชบังลังก์คนต่อไปจะต้องเป็นทารกในครรภ์มังกรของสนมฮวาเป็นแน่แท้  แคว้นเฉินมีประเพณียอมให้มีฮ่องเต้หญิง  ดังนั้นไม่ว่าเด็กในครรภ์สนมฮวาจะเป็นองค์ชายหรือองค์หญิง  ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  ยามนั้น บุตรของสนมฮวาจะขึ้นเป็นฮ่องเต้  ส่วนตัวนางจะกลายเป็นไทเฮา  ซ้ำพี่ชายนางยังคุมทหารทั้งหมดไว้ในมือ  ดังนั้นใครจะไม่รีบประจบเอาใจนางเล่า?

 

ข้าพรูลมหายใจออกมาคราหนึ่ง   หยันเสี่ยวหวู่มีคำเปรียบเปรยที่ดีพอใช้  ร่างกายคือศูนย์กลางแห่งการเปลี่ยนผัน   หยันเสี่ยวหวู่ไร้บ้านและร่อนเร่พเนจรไปทั่วตั้งแต่ยังเยาว์  ทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายและถูกดูหมิ่นมาทุกรูปแบบ  กระนั้นเขาก็ยังต่อสู้จนมีชีวิตรอดมาได้  หากเป็นหลิวซี  ข้าเกรงว่าเขาคงจะล้มกลิ้งไปแล้ว แค่เพียงโดนแตะด้วยปลายนิ้วเดียว

 

โรคภัยของหลิวซี อา…..

 

มันร้ายแรงจริงๆหรือ?  ทว่าไยดูเขาไม่วิตกเลยสักนิดเล่า?  หรือว่าจริงๆแล้วเขาแสร้งทำ?

 

“หมอหลวงซ่ง  หมอหลวงซ่ง” เสียงเรียกของฟู่กงกงทำให้ข้าสะดุงตกใจ   ดวงตาเบิกตากว้างมองเขา  ขันทีเฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หมอหลวงซ่ง  ฝ่าบาททรงให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านว่า  ฝ่าบาทต้องร่วมเดินทางไปกับคณะทูตจากแคว้นเหลียงตะวันตก  เพื่อประพาสป่าล่าสัตว์ที่ป่าชางหลินวันมะรืนนี้   ท่านจะต้องตามเสด็จไปด้วย  ดังนั้นได้โปรดเตรียมตัวด้วย”

 

“ล่าสัตว์หรือ?”  ข้านิ่วหน้า “พระวรกายฝ่าบาทจะทรงทนไหวหรือ?”

 

ฟู่กงกงเอ่ย “ฝ่าบาทไม่อาจปล่อยให้ทูตจากแคว้นเหลียงตะวันตกดูหมิ่นพวกเราได้” ฟู่กงกงอดส่ายหน้าไม่ได้  “เอาเป็นว่า  ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยแล้ว  ดังนั้นท่านจงเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อตามพวกเราไปที่นั่น  ท่านรู้จักพระวรกายฝ่าบาทดีที่สุด”

 

ทำไมประโยคสุดท้ายฟังดูแล้วไม่ถูกต้องนักนะ….

 

หลิวซีแทบจะประคองชีวิตไว้ไม่ไหวแล้ว  กระนั้นเขาก็ยังคงเดินทางไปล่าสัตว์เพื่อผดุงศักดิ์ศรีของชาติ  ช่างเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสเสียจริง….ข้านิ่งคิดสักครู่ก่อนลงมือเขียนจดหมาย  แล้วให้คนส่งไปให้หยันเสี่ยวหวู่ที่บ้าน

 

บางคนคิดว่าข้าให้หยันเสี่ยวหวู่มาปกป้องหลิวซีและอื่นๆ  แท้จริงแล้ว…ข้าให้เขาตามมาคุ้มครองข้าต่างหาก   ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว  หลิวซีมีทหารองครักษ์มากมายรอบตัว  ชีวิตน้อยๆอันต่ำต้อยของข้าไม่อาจเอาไปเทียบกับเขาได้  หยันเสี่ยวหวู่คือคนที่ข้าไว้ใจที่สุด  มิหนำซ้ำหยันเสี่ยวหวู่โปรดปรานการไปป่าชานหลิงเพื่อล่าสัตว์บ่อยๆ  เช่นนั้นเขาต้องซาบซึ้งในน้ำใจข้าเป็นแน่

 

เป็นไปตามคาด  หลังจากได้รับจดหมาย  หยันเสี่ยวหวู่ก็แทบจะบินเข้ามาในวังคืนนั้นเลย  สองตาทั้งคู่ของเขาเปล่งประกายสีเขียวเรืองรองในยามค่ำคืน

 

“เสี่ยวหลิงจื่อ (เอาชื่อ’หลิง’จากชื่อต้นของข้าและทำเหมือนว่าข้าเป็นขันทีคนหนึ่ง) ข้ามิได้ทำอันใดผิดต่อเจ้า  ที่จริงแล้วเจ้าคือชายแท้ที่จงรักภักดีผู้หนึ่ง!” หยันเสี่ยวหวู่หัวเราะ

 

ข้าตบกระบาลเขา “เดี๋ยวเถอะ เจ้าคนไร้น้ำใจ  ข้าให้เจ้ามาคุ้มครองข้า  อย่าได้คิดแต่จะหาเรื่องล้อเล่นไปวันๆสิ!”

 

“ขอรับ  ขอรับ!”  เขาลูบอกป้อยๆเมื่อกล่าวว่า “ข้ารับปากท่านปู่ไว้แล้ว  แม้เจ้าจะทำผิดกฏหมายของแคว้น  ข้าก็จะดำดินไปช่วยเจ้า!”

 

ท่านปู่  ท่านช่างวางแผนล่วงหน้าได้เยี่ยมยิ่งนัก  ซ้ำยังไม่เชื่อมั่นในตัวข้าอีกแน่ะ….

 

“ทว่า…” หยันเสี่ยวหวู่มองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า  “เจ้าคิดว่าตัวเจ้าสู่งส่งนักหรือไง  นอกจากฝีมือขี่ม้าที่แสนห่วย  จนน่าจะทำให้เจ้าตกจากหลังม้าแล้ว   ยังมีหนทางอื่นใดให้เจ้าตายอีกหรือ?”

 

“ข้ามีญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า…..” ข้าขยุ้มผ้าห่มขณะเอ่ย “ป่าชางหลินไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยเพราะว่ามักมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นเนืองๆระหว่างการล่าสัตว์  มิใช่ว่ามีเรื่องที่เด็กสาวผู้หนึ่งถูกผลักกระเด็นไปบนลานล่าสัตว์ เพื่อกลับไปเจอกับบิดาที่พลัดพรากกันไปนานแล้วหรอกหรือ?  องค์รักษ์ที่ลานล่าสัตว์พึ่งพาไม่ได้เลย  ไม่ว่าจะนกนางแอ่นหรือกระจอกก็บินเข้ามาที่นั่นได้  เช่นนั้น…นับประสาอะไรกลับมือสังหารเล่า? (ฉากหนึ่งจากเรื่ององค์หญิงกำมะลอ  เมื่อตัวนางเอก เสี่ยวเหยียนจื่อ ซึ่งแปลว่า “นกนางแอ่นน้อย”  พุ่งเข้าลานล่าสัตว์เพื่อช่วยสหายซึ่งพยายามจะกลับไปพบบิดาที่พลัดพรากจากกันไปนาน  ซึ่งก็คือองค์ฮ่องเต้  ทว่าเกิดเหตุผิดพลาดบางประการทำให้องค์หญิงหายตัวไป)

 

“อ้าวแล้ว….” หยันเสี่ยวหวู่หน้าเหวอไปเล็กน้อย   พลางมองข้าด้วยสายตางุนงง

 

“และข้าก็ยังกังวลว่าข้าจะตกจากหลังม้าด้วย”

 

ยามนี้ถึงตาหยันเสี่ยวหวู่ที่เป็นฝ่ายพูดว่า “เดี๋ยวเถอะ!”

 

ข้ายังคงหวงแหนชีวิตตนเองนัก   และเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัย   ดังนั้นข้าจึงหลุดถ้อยคำที่ทำให้องค์รักษ์วังต้องแอบเอาหยันเสี่ยวหวู่มาอยู่ในกลุ่มพวกเขา  หยันเสี่ยวหวู่ติดตามท่านปู่และข้ามาหลายปีดีดักแล้ว  ดังนั้นข้าราชบริพารเกือบทั้งวังต่างรู้จักเขาและถือว่าไม่มีพิษมีภัย   ข้าจ่ายเงินใต้โต๊ะ10ตำลึงเพื่อทำให้เรื่องราบรื่น  ทว่ายากนักที่หยันเสี่ยวหวู่จะทำตัวราบรื่น เขาจึงเอ่ยว่า “เครื่องแบบอะไรเนี่ยโคตรน่าเกลียดเลย!”

 

ข้าลากตัวหยันเสี่ยวหวู่ให้พ้นจากบรรดาทหารองค์รักษ์ที่กำลังมีสีหน้าดำทะมึน

 

“ระหว่างล่าสัตว์  ฮ่องเต้  แม่ทัพฮวา และทูตจากแคว้นเหลียงตะวันตกจะอยู่แถวหน้า  ข้าจะติดตามอยู่ข้างหลังห่างๆ และจะให้เจ้าติดตามอยู่ข้างๆข้า  เข้าใจหรือไม่?” ข้ากำชับกำชาหยันเสี่ยหวู่

 

หยันเสี่ยวหวู่นวดหูตัวเอง  ตามองแผนที่พลางนิ่วหน้า และเบนสายตามาหาข้า “หากเกิดเหตุจนข้าอดไปล่าสัตว์เล่า?”

 

“ดีเลยที่เจ้าไปล่าสัตว์ไม่ได้”  ข้าปัดแผนที่ไปข้างตัวเงียบๆ  “หากบังเอิญเจ้าเกิดพลาดไปยิงสาวน้อยนางหนึ่งขึ้นมา  ชีวิตเจ้าทั้งชีวิตคงย่อยยับ  และแม้เจ้าไม่ได้ยิงใส่สาวน้อย ทว่าไปยิงลูกนก หรือกระต่าย  ก็เป็นการพรากชีวิตตาดำๆ  ท่านปู่ที่อยู่ในหลุมจะลุกขึ้นมาเตะเจ้าแน่”

 

หยันเสี่ยวหวู่นั่งหน้าเหี่ยวบนพื้น  มือข้างหนึ่งถือทวน  ในที่สุดเขาก็ยังอิดออดที่จะติดตามข้าออกไปอยู่ดี

 

ฟู่กงกงจูงม้ามาให้ข้า พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นี้คือเจ้าทาเซ่ว เป็นม้าที่เชื่องที่สุด  ฝ่าบาททรงทราบดีว่าหมอหลวงซ่งขี่ม้าไม่คล่อง  ดังนั้นพระองค์จึงรับสั่งให้หาม้าเชื่องๆให้ท่านเป็นกรณีพิเศษ”

 

ข้าลูบแผงคอม้า  และม้าตัวนั้นก็เอาหัวมาถูไถข้ากลับ  ช่างเป็นม้าที่เชื่องและแสนรู้จริงๆ  ข้าเอ่ยอย่างเบิกบานใจ “ขอบคุณฟู่กงกงมาก”

 

“ฝ่าบาททรงเป็นผู้ที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นดีคนหนึ่ง”  ยามฟู่กงกงเดินจากไป เขาส่งยิ้มมีความหมายให้ข้า

 

ดวงตาหยันเสี่ยวหวู่เป็นประกายยามได้ลูบตัวม้า “ช่างเป็นม้าสูงค่ายิ่งนัก  ลักษณะงดงามจริงๆ….”

 

“เจ้าชอบรึ?  เจ้าอยากให้ข้าทูลขอฝ่าบาทให้หรือไม่?”  ข้าส่งสายตาเชิงถามเขา  เขาสั่นหัว  “ข้าชอบนิดหน่อย  ทว่ามันยังไม่ดีพอ   เราชายชาตรีอยากออกไปที่ทุ่งหญ้าแล้วไปจับม้าจ่าฝูงที่ดุร้ายที่สุดมาฝึกให้เชื่องด้วยตนเองมากกว่า  ม้าเทือกนี้เหมาะสำหรับให้สตรีขี่เท่านั้น”

 

“เดี๋ยวเถอะ!”  ข้าตีเขาดังผลัวะ พลางเอ่ยว่า “ช่วยส่งข้าขึ้นม้าหน่อยสิ”

 

หยันเสี่ยวหวู่ไม่มีสิทธิมนุษยชนในสายตาข้า   เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง  เขาทำตามคำสั่งข้า และไปขึ้นม้าอีกตัวหนึ่งที่เทียบแล้วดูด้อยกว่า (ม้าด้อยกว่าถูกเชื่อว่าแข็งแรงกว่า)

 

ยามนี้ หลิวซีปรากฏกายขึ้น  นำกองทหารองครักษ์สามพันนายเคียงคู่มากับทูตจากแคว้นเหลียนตะวันตก

 

นี่คือครั้งแรกที่ข้าเห็นคนที่มาจากแคว้นเหลียนตะวันตก   ด้วยระยะที่ห่างออกไป  ข้าไม่อาจเห็นชัดนัก ทว่าเชื่อแน่ว่าเขามีรูปร่างใหญ่โตกว่าพวกเรา  คนแคว้นเฉิน  น้ำเสียงก็ดังฟังชัด  ให้ความรู้สึกถึงบรรยากาศของที่ราบทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ทางตอนเหนือ   ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งนัก  ส่วนหลิวซีคือผู้ที่มาจากแคว้นเฉินทางตอนใต้มีความโดดเด่นงามสง่าอ่อนโยนประดุจเนินเขาเขียวขจีและน้ำสีฟ้าใสกระจ่าง

 

มีบุคคลอีกผู้หนึ่งที่อยู่ถัดจากหลิวซี  เขาดูเย่อหยิ่งทรนงและดูเหมือนจะมีอายุเกิน30ปี   ท่าทางดื้อรั้นและมีรูปหน้าผากคล้ายสนมฮวาทีเดียว  เช่นนั้นต้องเป็นแม่ทัพฮวาเป็นแน่

 

ข้าไม่รู้ว่าทั้งสองฝ่ายกำลังสนทนาเรื่องอันใด  ข้าเพียงได้ยินทูตแคว้นเหลียนตะวันตกหัวเราะ  เขามาจากประเทศแพ้สงคราม  กล่าวได้ว่าทัพทหารแคว้นเหลียนตะวันตกถูกกวาดล้างแทบสิ้นซาก  กระนั้นราชทูตผู้นั้นก็ยังคงหัวเราะอย่างเบิกบานใจคล้ายว่า นี่….คือ…ตัวตนที่แท้จริงของเขา!

 

“หยันเสี่ยวหวู่”  ข้ามองไปรอบๆพลางถามขึ้น “เจ้าคิดว่าวันนี้จะเกิดเหตุอะไรขึ้นไหม?”

 

หยันเสี่ยวหวู่ยกคันธนูขึ้นเล็งไปทั่ว  ในที่สุดก็เล็งมาที่ตัวข้าและเอ่ยว่า “เจ้ากำลังจะตาย….”

 

“ข้าจะพ่นน้ำหัวเซียงเจิ้งฉีใส่เจ้าให้ตายไปเลย!” (เป็นยาสมุนไพรจีนซึ่งจริงๆมาจากยุคสมัยใหม่ ใช้บรรเทาอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง และแน่นท้อง)

 

หากข้ามิได้อยู่บนหลังม้า  ข้าจะตบหน้าเขาซักฉาดแน่ๆ

 

“อย่างไร  มีข้าที่เป็นวีรบุรุษที่ให้เกียรติสตรีผู้หนึ่งอยู่ที่่นี่  เจ้าคงไม่ตายง่ายๆหรอก”  เขาหัวเราะพลางกวัดแกว่งทวนขึ้นสองสามครา

 

ยามนี้หลิวซีสั่งการขึ้นมาคำหนึ่ง  จากนั้นทหารองค์รักษ์สามพันนายก็บังคับม้าหยุดเดิน และเริ่มควบม้าเร็วขึ้น…อืม เดี๋ยวนะ นั่นมันไม่ถูกต้องซะทีเดียว  ควรเป็นว่า ทหารองค์รักษ์สามพันนายเตะสีข้างม้าและพากันควบม้าตะบึงเต็มเหยียด  คล้ายสุนัขที่พุ่งหนีไปอย่างเร็วยามหลุดจากสายจูง  หรือรถม้าที่แล่นไปอย่างเร็วเพราะโดนลากโดยบรรดาม้าที่ห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่ง

 

ข้าถูกกลืนหายไปกับเหล่าทหารองค์รักษ์ พลางได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่น  จากนั้นทหารหาญก็ส่งเสียงกู่ร้องทรงพระเจริญดังกึกก้องจนหูแทบดับ  แสดงแสนยานุภาพอันเปี่ยมล้นของแคว้นเราในฐานะเจ้าภาพออกมา

 

หยันเสี่ยวหวู่ตะกุยศีรษะตนเอง  ปรารถนาให้ตนเองมีปีกจะได้บินไปล่าหมีกลับมาสักตัวสองตัว  ข้ายังคงไม่ให้ขยับทำอะไร  ได้แต่เอ่ยว่า “ใจเย็นๆ  ใจเย็นๆน่า….”

 

“ข้าอยากไปเล่นบ้าง….”  หยันเสี่ยวหวู่มองข้าราวกับเด็กที่โดนขัดใจ

 

ข้านิ่งคิดสักครู่แล้วเอ่ยว่า “มีเวลาล่าสัตว์ตั้งสองวัน  หากวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น   ข้าจะปล่อยให้เจ้าไปล่าสัตว์วันพรุ่งนี้”

 

ดวงตาหยันเสี่ยวหวู่ลุกวาบและเอ่ยว่า “เจ้าห้ามกลับคำเด็ดขาดนะ!”

 

ข้าโบกมือและเอ่ยว่า “อย่าทำตัวเรื่องมากนักจะได้ไหม  ยิ่งทำยิ่งเหมือนพวกเด็กสาวน่ารำคาญ!  เจ้าเป็นผู้ชายนะ สำเนียกไว้ด้วย!”

 

เดาว่าสวรรค์คงอยากให้หยันเสี่ยวหวู่ไปล่าสัตว์เพราะวันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่น  ระหว่างล่าสัตว์ หลิวซีล่าได้กวางซีเป่า และกวางใหญ่  อันช่วยเสริมสง่าราศีให้เขายิ่งขึ้น  หลังจากได้พักสักครู่  เขาก็ปล่อยให้คนรอบตัวเขาแสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่  แม่ทัพฮวาล่าหมีได้ตัวหนึ่ง  อีกคนที่มิได้หวังเป็นผู้ชนะ  คือทูตจากแคว้นเหลียนตะวันตกที่ยิงสัตว์ทุกตัวที่ขวางหน้า  ช่างเป็นคนโหดร้ายนัก

 

ตกค่ำ  พวกเขากางกระโจมในบริเวณพื้นที่รอบๆทุ่งล่าสัตว์  เอาสัตว์ที่ล่าได้ในช่วงกลางวันมาทำอาหารค่ำเลี้ยงกัน  งานเลี้ยงรอบกองไฟเริ่มขึ้น  ทหารทั้งหมดล้วนเฮฮารื่นเริงสนุกสนาน   หลิวซียิ้มแย้มดื่มสุราสองสามจอก  แล้วขอตัวกลับก่อน  ก่อนจะปล่อยให้คนที่เหลือสนุกสนานกันตามอัธยาศัย

 

ข้ากินอาหารมื้อค่ำไปได้ครึ่งหนึ่ง  ฟู่กงกงก็มาเรียกข้าอีก  บอกว่าหลิวซีรู้สึกไม่สบาย  ช้าเช็ดมือที่เปื้อนคราบมันและรีบตามเขาออกไป  ก่อนจะไป  ข้าหันมาตะโกนบอกหยันเสี่ยวหวู่ “เหลืออาหารให้ข้าด้วยนะ  ข้ายังกินไม่อิ่มเลย!”

 

ภายหลัง เขาก็เหลืออันเดียวตัวเดียวของกวางให้ข้าอย่างเคร่งครัด  เขาบอกว่าเขาลำบากอย่างไรที่ต้องแย่งของดีเช่นนี้มาจากคนบางกลุ่ม  รวมทั้งยังบรรยายสรรพคุณอันเลิศลอยของมันเสร็จสรรพ—เออ  ได้  ข้าขอเป็นตัวแทนท่านปู่    เจริญพรบรรพบุรุษเขาเสียหน่อยแล้วกัน

 

กลิ่นสุราจางๆตลบอบอวลไปทั่วกระโจมของหลิวซี   แก้มทั้งสองข้างของฮ่องเต้หนุ่มเป็นสีแดงระเรื่อ  ดวงตาทั้งคู่หยาดเยิ้ม   เห็นได้ชัดเลยว่า เขาเมามากพอสมควร

 

ข้าโพล่งขึ้นทื่อๆว่า “หากพระองค์ยังให้หม่อมฉันรักษาต่อไป  อีกไม่นาน  แม้พระองค์ไม่ทรงประชวร  ก็คงจะได้ประชวรเอาจริงๆ  ท่านปู่บอกหม่อมฉันว่าหม่อมฉันเป็นได้แค่คนชำแหละเนื้อเท่านั้น  ซึ่งหม่อมฉันก็เห็นจริงด้วยอย่างไม่มีข้อแม้”

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองข้า  ดวงตาคมกริบดูราวกับต้องการตรึงข้าไว้กับที่  สัญชาติญาณบอกข้าว่า—มีกับดักรออยู่ข้างหน้า!

 

เขาเอ่ยเสียงเย็น “มานี่”

 

ข้ากลับถอยหลังไปครึ่งก้าว

 

“ข้าสั่งให้เจ้ามานี่”  ดวงตาทั้งคู่ของเขาสาดประกายเรืองรองพาให้ผู้คนระแวดระวังตัว

 

“หม่อมฉัน….”  ข้าหันไปมองรอบๆกลับพบว่าไม่มีใครอยู่ในนี้เลย  ข้าอยากวิ่งหนีทว่าไม่พบทางออก  ข้าคิดว่าข้าคงมิได้ทำสิ่งใดผิดไปกระมัง?

 

ก่อนที่ข้าจะคิดจนได้ความกระจ่าง  เขาก็สูญสิ้นความอดทนแล้ว   โซเซเข้ามาสองก้าวก็ฉวยข้อมือข้า  ข้าไม่คาดคิดว่าเขาจะมีแรงมากถึงเพียงนั้นจนข้าไม่อาจสะบัดหลุดได้

 

ข้ายอมรับว่าข้าหวาดกลัวแล้วตอนนี้  ทันทีที่เขาแสดงให้เห็นความดุดันป่าเถื่อน  ข้าจะรู้สึกหวาดกลัว  ข้าทำใจดีสู้เสือ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ ฝ่าบาท  พระองค์ทรงนั่งดีๆเถิดเพคะ  บ่าวผู้ต่ำต้อยจะจับชีพจรให้เดี๋ยวนี้แล้ว”

 

ฮ่องเต้หนุ่มคลี่ยิ้มขึ้นคราหนึ่ง  ทว่าข้าไม่รู้ว่าเป็นยิ้มเยาะหรือเย้ยหยัน  ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรมันมิใช่รอยยิ้มบ่งบอกว่าพอใจแน่ๆ   เขาจับมือข้าไม่ปล่อย  ขณะที่นั่งพิงตั่งตัวยาว  ข้าไม่อาจโน้มตัวลงได้  จึงไม่มีทางเลือกจำต้องนั่งลงบนพื้น

 

“ฝ่าบาท  พระองค์ทรงไม่สบายที่ตรงไหนหรือเพคะ?” ข้าถามอย่างระมัดระวัง

 

เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าให้หยันเสี่ยวหวู่เข้ามาในวังหลวงรึ?”

 

อ้อ หยันเสี่ยวหวู่…..

 

“วันนี้คือวันออกล่าสัตว์  ข้ากังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น  ดังนั้นข้าให้เขาเข้าวังเพื่อคุ้มกันข้า…เอ่อ….ฝ่าบาท…” ข้าคิดว่าหากข้าบอกว่าเพื่อคุ้มกันข้าอย่างเดียว  จะเป็นการลบหลู่ฮ่องเต้ได้  ดังนั้นข้าจึงเติมคำว่าฝ่าบาทไปด้วย

 

อย่างไรก็ตามเขาดูเหมือนไม่สนใจคำสุดท้าย  เขาหรี่ตาเพ่งมองข้า “เจ้าคิดว่าข้าไม่อาจปกป้องเจ้าได้รึ?”

 

“ไม่ ไม่เพคะ….” ข้าไม่ได้คิดคำตอบเตรียมไว้ก่อน  จึงทำได้เพียงปฏิเสธแล้วเอ่ยอีกครั้ง  เขาตั้งคำถามทันทีจนข้าไม่มีเวลาเรียบเรียง  ดังนั้นข้าเพียงตอบไปโดยไม่ทันคิด—หวังเพียงเอาใจเขา! “ฝ่าบาททรงเข้มแข็งและเปี่ยมด้วยพระปรีชาที่สุดเพคะ  ด้วยองค์รักษ์สามพันนายซึ่งไม่เคยเพี่ยงพร้ำการศึก  คงไม่มีผู้ใดกล้าก่อความวุ่นวายต่อหน้าพระพักต์พระองค์ได้เพคะ!  เพราะฉะนั้นพระองค์จึงไม่จำเป็นต้องคุ้มครอง!”

 

“ถ้าเช่นนั้น  เหตุใดถึงให้หยันเสี่ยวหวู่เข้ามาในวังหลวงเล่า?”  เขายังคงตั้งคำถามกดดันข้าต่อไป

 

“เขา…เขาเข้าวังเพื่อไปเล่น!  เขาอยากไปล่าสัตว์ดังนั้นเขาจึงขอร้องหม่อมฉัน!  หม่อมฉันตอบตกลงเพราะเห็นแก่เพื่อนคนหนึ่ง!”

 

“เขาขอเจ้าและเจ้าก็ตกลงหรือ?”

 

“เอ่อ…เอ่อ…” ข้าไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี  เพียงเปล่งเสียง ‘เอ่อ’  เท่านั้น

 

“เจ้าตอบตกลงในทุกสิ่งที่เขาขอใช่หรือไม่?”

 

“ข้าพระองค์ย่อมมีหลักการ  ไม่อาจตอบตกลงได้ทุกสิ่ง!”

 

“แล้วหากข้าขอเจ้าบ้าง  เจ้าจะตอบตกลงหรือไม่?”

 

“หา?” ข้ากระพริบตาทันที ทว่ายังเอ่ยต่อไป “ฝ่าบาท พระองค์คือผู้ที่อยู่เหนือในฐานะ9และ5 (ความเชื่อของคนโบราณ  เลข 9 คือเลขที่มีค่าสูงที่สุด และ5คืออยู่ตรงกลางเลขทั้งปวง ดังนั้น 9และ5เมื่อมารวมกันคือเลข 95 หมายถึงสัญลักษณ์แฝงแทนตัวฮ่องเต้)  ไยต้องขอผู้คน!  คำตรัสคือราชโองการซึ่งไม่มีใครในใต้หล้านี้กล้าไม่เชื่อฟังนะเพคะ!”

 

เขานิ่งและฝืนยิ้มให้ “ทว่าในสายตาเจ้า  เจ้าไม่สนใจใยดีหรือให้ความเคารพข้าเลย”

 

ข้าโพล่งออกมา “เป็นเพราะบ่าวผู้ต่ำต้อยเคารพพระองค์อยู่ภายในใจแทนเพคะ!”

 

ดวงตาเขาพลันเจิดจ้าพลางจับจ้องข้าเขม็ง  ลมหายใจเขาเริ่มถี่กระชั้นขึ้น “จริงๆรึ?”

 

ข้าเพียงต้องการเอาใจเขา  เขาจะได้เลิกทำตัวเคร่งเครียด  ใช่แล้ว…ทว่าข้าได้โยนการเอาอกเอาใจเล็กๆน้อยๆนั่นทิ้ง  และยอมถึงขั้นจะเลียรองเท้าเขาด้วยซ้ำ  ดังนั้นยามนี้ข้าไม่อาจหยุดได้…ข้าบังคับตัวเองให้พูดต่อ “แน่…แน่นอนเพคะ….”

 

“หลิงชู….”  มือที่กุมข้อมือข้าคลายลง  เขาโน้มกายเข้ามาช้าๆ  นำพากลิ่นสุราอันหอมหวานเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น  ข้าเอนตัวไปข้างหลังทว่าถูกแขนเขาดึงรั้งมาข้างหน้า  ซึ่งข้าไม่รู้สึกตัวเลยว่า ตนเองโดนเขาโอบเอวมาตั้งแต่เมื่อใด  และแล้วริมฝีปากอุ่นร้อนก็ประทับลงบนหน้าผากข้าบางเบา

 

ข้ารู้สึกว่าตัวแข็งทื่อ  มือทั้งสองข้างวางอยู่บนแผงอกเขา  ด้วยเหตุนี้ข้าจึงรู้สึกถึงอกที่กระเพื่อมไหวอย่างชัดเจน  ทว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี   จะผลักเขาออก…แล้วข้าจะตายแบบศพไม่สวยหรือไม่นะ?

 

“ฝ่าบาท…บ่าวผู้ต่ำต้อยจะขอจับชีพจร   แล้วอื้อ….” เขากลืนคำพูดสุดท้ายของข้าด้วยปลายลิ้นของเขา

 

อ้อมแขนเขารัดข้าแน่นขึ้น   ความร้อนในตัวเขาแผ่ทะลุอาภรณ์  นาบร่างกายข้าจนร้อนผ่าว   ริมฝีปากและลิ้นอุ่นร้อน  ลมหายใจหอบกระเส่า  พาให้เคลิบเคลิ้มจนข้าหัวหมุน  ในวินาทีแห่งความสับสนงุนงงนั้น  เรี่ยวแรงข้าถูกสูบหายไป   ขณะที่เขาดันร่างตนเองทาบทับตัวข้าให้นอนหงายลงบนตั่งกว้าง  ข้าหอบหายใจไม่ทันเพราะแผงอกเข้าบดขยี้ไปบนหน้าอกข้า  มือทั้งสองข้างของเขาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังข้า  จุดเปลวไฟร้อนรุ่มไปบนผิวทุกตารางนิ้วที่โดนมือเขาสัมผัส….

 

เมื่อข้าหายใจไม่ออกจนใกล้จะขาดใจตาย  ข้าพลันได้ยินเสียงต่ำพร่าดังขึ้น “หายใจสิ”

 

ข้าเห็นดวงดาวมากมายลอยวนอยู่เหนือศีรษะข้า…

 

“หลิงชู…หายใจเดี๋ยวนี้”  ใครบางคนกำลังตบหน้าข้า

 

หยันเสี่ยวหวู่พูดถูกจริงๆ  ข้ากำลังจะตาย……

 

————จบบทที่ 4——–