0 Views

ข้ารู้สึกได้รางๆว่าหลิวซีไม่ชอบหยันเสี่ยวหวู่  ข้าแอบถามหยันเสี่ยวหวู่ว่า   เขาเคยแอบรังแกหลิวซีมาก่อนหรือไม่  ไม่เช่นนั้น ไฉนเขาดูเหมือนไม่ชอบหน้าหยันเสี่ยวหวู่นักเล่า

 

หยันเสี่ยวหวู่และข้านั่งยองๆอยู่ใต้ต้นใม้ต้นใหญ่และครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ตลอดทั้งบ่าย  สุดท้ายหยันเสี่ยวหวู่ก็สรุปเองเออเองว่า หลิวซีอิจฉาหยันเสี่ยวหวู่ที่มีร่างกายแข็งแรง  เป็นชายชาตรีผู้มากับสุขภาพดี

 

ข้าฟาดฝ่ามืออรหันต์ใส่หยันเสี่ยวหวู่เข้าทีหนึ่ง  มีอะไรต้องอิจฉาคนที่เท้าเหม็น กลิ่นตัวแรงเช่นเขากัน!  อีกอย่างถึงกลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นบนตัวหลิวซีจะไม่น่าพิสมัยนัก  ทว่าอย่างน้อยข้าก็ชินกับมันมากกว่า

 

หยันเสี่ยวหวู่ยังเสนอการคาดคะเนที่เป็นไปได้ทุกรูปแบบ “หรืออาจเป็นเพราะเขาชอบเจ้า  ดังนั้นเขาจึงหึงหวงที่เจ้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับข้ากระมัง?

 

ข้าเอ่ยเสียงเครียด “ประการแรก ข้ามิได้ใกล้ชิดสนิทกับเจ้าเสียหน่อย  ประการที่สอง เขาไม่น่าชอบข้า”

ใช่ อา หากเขาชอบข้า ไฉนเขาถึงทำตัวเย็นชากับข้า หลังจากที่เขาได้เป็นฮ่องเต้แล้ว  โดยเฉพาะหลังจากท่านปู่ข้าถึงแก่กรรมแล้ว?  หากเขาชอบข้า  ไฉนเขาถึงมีสนมสามสี่นางเล่า?  หากเขาชอบข้า แล้วสนมฮวาจะตั้งครรภ์มังกรได้อย่างไร?

 

หากสิ่งนี้เรียกว่าเขาชอบข้าแล้ว   ข้าคงบอกศาลาความรักใคร่แบบห่วยๆนี้แน่นอน

 

ดังนั้นความรู้สึกต่อหยันเสี่ยวหวู่ควรจำแนกได้ดังนี้  ในชาติก่อน พวกเขาเป็นศัตรูที่เกลียดแค้นกัน  ดังนั้นในชาตินี้  จึงชอบแสดงความรู้สึกรักในแบบดิบเถื่อน

 

วันที่สองในตำหนักหลินชุ่ย เหล่าสนมของหลิวซีนางอื่นๆรวมตัวกันมาพบข้าให้ช่วยตรวจร่างกายให้   โดยมีเจตนาแอบแฝง  เมื่อพวกนางได้ยินจากข้าว่ามารดาและเด็กสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี  พวกนางก็แสดงสีหน้าดีอกดีใจผสมความผิดหวังออกมาพร้อมๆกัน

 

สตรีทั้งหมดล้วนเป็นสนมที่ได้รับการแต่งตั้งภายในระยะเวลาสองปีนับตั้งแต่หลิวซีขึ้นครองบังลังก์มา  หลิวซีถือว่าฮ่องเต้ตัวอย่าง   ทว่าเขากลับละเลยบรรดาสนมรักในวังหลังของตน  เขาจะร่วมอภิรมย์กับสนมสักนางหนึ่งเป็นบางคราว  พอให้พวกนางได้รู้สึกว่าตนเองมีสถานะอยู่บ้าง  หลิวซีเป็นฮ่องเต้ที่ยังหนุ่มพระองค์หนึ่ง  เหนืออื่นใดเขาโดดเด่น  ประดุจดอกกล้วยไม้ หรือต้นไม้หยก  ที่นำพาความสุภาพอ่อนโยนและละเมียดละไมมาให้   รวมทั้งรอยยิ้มประหนึ่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิมาด้วย  ให้ความอบอุ่นและสบายใจยามอยู่ใกล้  เขาคือชายที่โดดเด่นสง่างามที่สุดในใต้หล้า  สตรีเหล่านี้เมื่อได้พบและครอบครองตัวเขา   นับแต่นั้นมาหัวเด็ดตีนขาด  พวกนางมิอาจปล่อยเขาหลุดมือไป

 

ใครที่ออกปากว่าปรารถนาเขามิถือเป็นโรคร้าย?   เพราะไม่มียาขนานใดจะรักษาอากาป่วยประเภทนี้ได้  ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายหญิงและมิตรสหายเช่นข้าที่จะช่วยปลุกปลอบใจพวกนาง  เมื่อข้าสวมเครื่องแบบหมอหลวง  พวกนางมิเคยมองว่าข้าเป็นสตรี  ดังนั้นข้าจึงไม่อาจเป็นภัยต่อพวกนางได้  พวกนางก็มิเคยมองว่าข้าเป็นบุรุษเช่นกัน  ดังนั้นจึงไม่มีกำแพงขวางกั้นระหว่างเรา  บางทีพวกนางอาจนับข้าเป็นขันทีที่เป็นเพศที่สามก็เป็นได้

 

“สนมฮวาได้รับพรประเสิรฐ์ที่ชนะใจฝ่าบาทได้  ซ้ำนางยังตั้งครรภ์มังกรด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นพี่ชายนางยังชนะศึก  กวาดล้างไพร่พลและอาชาของฝ่ายศัตรูเรือนแสนได้หมดสิ้น  ส่งผลให้ยุติภัยคุกคามทางด้านตะวันตกของแคว้นเหลียงได้เบ็ดเสร็จ  ดูเหมือนว่าตำแหน่งฮองเฮาคงไม่มีใครอื่นนอกจากสนมฮวาเป็นแน่แท้”   ไม่รู้ว่าผู้ที่กล่าวเช่นนี้ออกมาจริงใจหรือไม่  ทว่าย่อมแฝงความอิจฉาริษามาแน่นอน

 

ข้ามักมิใคร่สนใจเรื่องราวซุบซิบในวังหลวงนัก  และไม่อินังขังขอบเลยด้วยซ้ำ  เมื่อได้ยินวาจาพวกนั้น ข้าเพียงมองว่ามันเป็นแค่ถ้อยคำลอยผ่านหูเท่านั้น  พลันข้านึกย้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของหลิวซีในวันที่ข้าย่างเท้าเข้ามาในวังหลวง  เขายังคงดูเศร้าหมองตลอดทั้งบ่าย  ทว่ากลับส่องประกายความสุขในตอนค่ำ  บางทีเป็นเพราะข่าวชัยชนะเหนือข้าศึกที่มาถึงก็เป็นได้

 

ข้ากำลังนั่งรออยู่ข้างนอกเพียงไม่นาน   มีนางกำนัลอีกผู้หนึ่งจากตำหนักซีฮวามาเรียกตัวข้า  เหล่าสนมเอ่ยค่อนข้างคลุมเครือว่า “ร่างกายสนมฮวาอ่อนแอนัก  ท่านหมอหลวงรีบไปดูให้ไวจะดีกว่า  หากมีอันใดเกิดขึ้น  พวกเราคงไม่อาจแบกรับความรับผิดชอบได้”

 

ข้าก็ไม่อาจแบกรับความรับผิดชอบได้เหมือนกัน…ไม่ว่าจะพูดอีท่าไหน   ข้าก็มีแต่ความวิตก  ข้าเกรงว่าความป่วยข้าของหลิวซีจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์  หากลูกของหลิวซีได้รับโรคกรรมพันธุ์เช่นนั้น  อีกทั้งท่านปู่ข้าก็ได้จากไปแล้ว  ข้ายังไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรจริงๆเลยเหมือนกัน

 

ลูกของหลิวซี….เขากำลังจะมีบุตรของตนเองแล้ว….

 

ข้าบอกไม่ถูกยามเห็นท้องที่นูนของสนมฮวา  มันนูนขึ้นเพียงเล็กน้อย  ทว่ามีชีวิตเล็กๆกำลังเติบโตอยู่ภายในนั้น  หลังจากเติบโตขึ้น ก็จะกลายเป็นหลิวซีอีกคนหนึ่งใช่หรือไม่นะ?

 

“ข้าได้ยินว่ามีคนมาเรียกหมอหลวงซ่งไปเมื่อครู่ก่อนใช่หรือไม่?”  เนื่องจากหลิวซีไม่อยู่  สนมฮวาจึงมีกริยาท่าทางที่แตกต่างไป   คือดูสูงส่งไว้ตัว  เป็นสตรีเย่อหยิ่ง  เห็นได้ชัดว่าสนมฮวาจะทำตัวอ่อนแอต่อหน้าหลิวซีเท่านั้น

 

ข้าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เหล่าสนมพวกนั้นรู้สึกไม่ค่อยสบายและคุ้นเคยกับการมาหาข้าพระองค์ผู้ต่ำต้อย  ดังนั้นบ่าวผู้ต่ำต้อยจึงมิมีทางเลือกจำต้องไปตรวจอาการเพคะ”

 

“โอ  ดูท่าหัวใจของพวกนางคงรู้สึกไม่ดีกระมัง”  สนมฮวาเหยียดหยัน “แล้วพวกนางกล่าวอะไรบ้างล่ะ?”

 

ข้าอธิบาย “ทุกนางกล่าวว่าสนมฮวาได้รับพรอันประเสริฐ  ซ้ำท่านแม่ทัพใหญ่ยังชนะศึกครั้งใหญ่อีก  ดังนั้นฮองเต้จึงทรงพระเกษมสำราญยิ่งนักเพคะ”

พอพูดถึงแม่ทัพใหญ่  ใบหน้าของสนมฮวาประดับด้วยรอยยิ้ม  เห็นได้ชัดว่านางภาคภูมิใจในพี่ชายตนเพียงไร “แน่นอนตระกูลข้าย่อมเหนือกว่าพวกนาง  ที่ล้วนเป็นขุนนางเล็กๆ….”

 

“หมอหลวงซ่ง”  สนมฮวาเปลี่ยนเรื่องคุย  ดวงตาคู่งามของนางเลื่อนมาจับจ้องข้า  ความเฉียบคมฉายชัดในดวงตา “ฝีมือการรักษาของหมอหลวงซ่งล้ำเลิศนัก  ฝ่าบาทตรัสถึงท่านด้วยความนับถือเป็นพิเศษ  ข้าก็ให้ความไว้วางใจท่านยิ่งยวด  มันช่างยากเข็ญและอันตรายที่จะรักษาครรภ์ให้อยู่ได้นาน 9 ถึง 10เดือน  ข้าไม่อาจป้องกันการโจมตีลับๆจากศัตรูที่แอบแฝงตัวในวังหลวงแห่งนี้  เพราะฉะนั้นข้าอยากจะพึ่งพิงหมอหลวงซ่ง….”

 

“สนมฮวาตรัสหนักไปแล้ว  นี่เป็นหน้าที่ของบ่าวผู้ต่ำต้อยอยู่แล้ว  ดังนั้นหม่อมฉันมิกล้าละเลยแม้เพียงนิดเพคะ”

 

สนมฮวายิ้มบางและกล่าวต่อไป “หมอหลวงซ่ง  อย่าได้วิตก ท่านนับเป็นคนสัตย์ซื่อคนหนึ่ง  ทว่าคนซื่อย่อมเผชิญช่วงเวลาหนักหนาในวังแห่งนี้  ตราบใดที่ท่านจริงใจกับข้า  ข้าจะให้ท่านมีชีวิตอย่างสะดวกสบาย”

 

ขอบพระทัย  ขอบพระทัยสนมฮวา….”  ข้าโอดครวญในใจ  นี่นางกำลังเกลี้ยกล่อมให้ข้าเข้าพวกอยู่ใช่หรือไม่?….เช่นนั้นมันคุ้มไหมที่ข้าจะสนับสนุน  และประจบประแจงนาง….

 

ขณะที่พวกเรากำลังอยู่ในระหว่างสนทนา  ฟู่กงกงได้มาขอเข้าเฝ้าสนมฮวา  สีหน้านางเปลี่ยนโดยฉับพลันและรีบปรับสีหน้าก่อนให้ฟู่กงกงเข้ามา

 

ข้าเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงอารมณ์บนใบหน้านางด้วยตาตนเอง  ทำให้รู้สึกตกใจนักจนกระทั่งข้าไม่ได้ยินสิ่งที่ฟู่กงกงเอ่ยกับข้า

 

“อะไรนะ  ฝ่าบาททรงประชวรหรือ?”  ทันใดนั้นเสียงของสนมฮวาก็ดังปรี๊ดขึ้น  ข้านิ่วหน้าและเริ่มรู้สึกตัวในที่สุด

 

ฟู่กงกงดูกังวลและเอ่ยว่า “พ่ะยะค่ะ  หลังจากการสู้รบที่ชายแดนจบลง  ฝ่าบาทควรจะทรงสำราญพระทัย  ทว่าฝ่าบาททรงยุ่งมาก  ต้องเตรียมตบรางวัลให้เหล่าทหารหาญ และเตรียมการประชุมทำสัญญาสงบศึกกับทูตฝั่งนั้น  ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงประชวร ฝ่าบาทส่งกระหม่อมมาตามหมอหลวงซ่งที่นี่พ่ะยะค่ะ”

 

ข้าจับจ้องฟู่กงกงด้วยสายตาว่างเปล่า  พูดกันแบบเปิดอก  ข้าไม่เชื่อในคำกล่าวของขันทีผู้นี้สักนิด

 

อีกฝ่ายหนึ่ง  อย่างสนมฮวากลับเชื่อสนิทอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ  รีบยืนขึ้นและเอ่ยว่า “ข้าจะไปเปลี่ยนชุดและเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้”

 

“อย่าพ่ะยะค่ะ!”  ฟู่กงกงหยุดนางทันทีและเอ่ยด้วยใบหน้าเจ็บปวด  “พระสนม  อย่าได้สร้างความลำบากใจให้ข้าพระองค์เลยพ่ะยะค่ะ  แม้ฝ่าบาททรงประชวร แต่ไม่หนักหนา  เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงบอกไม่ให้ท่านไปเข้าเฝ้า  ฝ่าบาททรงเป็นห่วงว่าพระสนมทรงครรภ์อยู่จะประชวรเอาได้  ครรภ์มังกรนี้สำคัญนัก  แม้สนมไม่คิดถึงองค์เอง  พระองค์ต้องคำนึงถึงโอรสมังกรในพระครรภ์นะพ่ะย่ะค่ะ!”

 

ถ้อยคำเช่นนั้นไปกระตุ้นจุดอ่อนไหวของสนมฮวา  แน่นอนยามนี้นางยิ่งกังวลเรื่องเด็กในครรภ์มากขึ้น  เรื่องการเป็นเด็กขี้โรคของหลิวซีมิใช่ความลับใดๆ  แม้เขาดูจะแข็งแรงขึ้นในระยะสองปีที่ผ่านมา  ใครเล่าจะรู้ว่าความเจ็บป่วยจะกลับมาอีกหรือไม่   สนมฮวาลังเลชั่วขณะ  แต่แล้วก็ทำตามคำแนะนำ “เช่นนั้นก็รบกวนฟู่กงกงส่งคำถวายพระพรไปให้ด้วยนะ”

 

ฟู่กงกงพรูลมหายใจคราหนึ่งและรีบเอ่ย “พ่ะยะค่ะ”  เขาหันหน้าไปหาข้า “หมอหลวงซ่ง รีบไปเถิด”

 

สนมฮวาเร่งข้า  ข้าไม่มีทางเลือกจำต้องเดินตามไปอย่างฉงนสงสัย

 

แท้จริงแล้ว ข้ายืนยันได้ว่าหลิวซีมุงานหนักจริงๆในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา  เพราะข้าเห็นไฟในตำหนักเขาถูกจุดสว่างตลอดคืน  แม้เทียนในห้องบรรทมมิได้จุดไว้  เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่นอนในที่สว่างจ้าเช่นนั้น

 

ข้าติดตามฟู่กงกง  เมื่อเรามาถึงห้องบรรทม  หัวหน้าหมอหลวง  หมอหลวงซื่อกำลังเดินออกมาจากด้านในห้องบรรทม  ข้าตัวแข็งทื่อไปชั่วอึดใจเมื่อพบเขา  ตรงกันข้าม เขาไม่แปลกใจเมื่อเจอข้า  ฟู่กงกงกล่าวกับหมอหลวงซื่อ  “หมอหลวงซื่อ ขอบคุณที่มา  ฝ่าบาททรงเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

หมอหลวงซื่อเอ่ย “ทรงประชวรเพราะหักโหมงานเกินไป  จึงทรงกดดันภายในและมิได้ระบายออกมา   กล่าวได้ว่าการประชวรครั้งนี้นับว่าไม่หนักหนา  จุดสำคัญคือต้องให้พระองค์ทรงพักผ่อนพระวรกาย  มิให้ทรงฝืนทำงานหนักเกินไป  ส่วนจะมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่  ต้องขึ้นอยู่กับหมอหลวงซ่งไปตรวจพระอาการอีกที”  ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาก็โค้งคำนับข้าอย่างสุภาพ

 

เพราะท่านปู่ข้าเคยดูแลรักษาหลิวซีมายาวนานกว่า10ปี  ผู้อื่นจึงคิดว่าข้าคุ้นเคยกับสภาพร่างกายของหลิวซี  รวมทั้งฝีมือแพทย์ของข้าล้ำเลิศนักจนไม่เป็นที่สองรองใคร  พวกเขาไม่เคยนึกสงสัยในฝีมือแพทย์ของข้าเลย  ข้าจึงรู้สึกผิดยิ่งนักและโค้งคำนับหมอหลวงซื่อต่อไป

 

ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่หมอหลวงซื่อกล่าว  แม้นท่านปู่ข้าเรียกเขาว่าหมอเป็ด  เขาก็นับว่าเป็นหมอหลวงมือหนึ่งในสำนักแพทย์หลวงแล้ว  ดังนั้นคำวินิจฉัยเขาย่อมไม่มีทางผิดพลาด….

 

โหมงานหนักเกินไป  หลิวซีนี่จริงๆเลย!   จะมีคนให้รางวัลกับการเป็นฮ่องเต้ผู้เป็นแบบอย่างในใต้หล้าหรือไร?  ข้าเข้าไปในห้องบรรทมด้วยใจเต้นระทึก  ยามนี้ ค่ำแล้วโคมจึงถูกจุดขึ้น  โคมไฟเป็นจำนวนมากถูกจุดขึ้นและข้ารับใช้กำลังต้มยา  หลิวซีทอดกายอยู่บนแท่นบรรทม  คิ้วขมวดแน่น โบกมือและเอ่ยว่า “ออกไป ข้าต้องการพักผ่อน”

 

ข้าอยากตามบรรดาข้ารับใช้ออกไป ทว่าชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “หมอหลวงซ่ง  มาจับชีพจรข้าสิ”

 

ข้าขยับกายไปข้างเขา  ชะโงกตัวไปข้างหน้าและนั่งลง  ยามนี้ไม่มีใครในห้องบรรทมแล้ว  ดังนั้นข้าจึงพึมพำเบาๆ “หม่อมฉันไม่รู้วิธีตรวจ….”

 

เปลือกตาของหลิวซีปิด  เขาดูเหนื่อยมากจริงๆ  หลังจากได้ยินวาจาของข้า  ขนตาเขากระเพื่อมขึ้น  มุมปากเขายกขึ้น พร้อมเสียงแหบพร่าดังขึ้น “ข้าบอกให้เจ้ามาจับชีพจร  ก็จงทำตามที่ข้าสั่ง”

 

ข้าไม่รู้ว่าไฉนเขาถึงได้ดื้อดึงนัก…ทว่าเขาเป็นฮ่องเต้  ดังนั้นข้าเพียงต้องเชื่อฟัง  ข้าบรรจงวางสามนิ้วบนข้อมือเขาและสำรวจใบหน้าเข้าไปด้วย

 

เขาดูซูบผอมและซูบซีด  ดวงตาใต้เปลือกตาเคลื่อนไหวเล็กน้อย  ริมฝีปากเขาซีดและแตกระแหง  ข้าอดถามขึ้นไม่ได้ “จะทรงเสวยน้ำไหมเพคะ?”

 

ขนตาเขากระเพื่อมอีกครั้ง  เขาพยักหน้าเบาๆ “เอาสิ”

 

ข้าผินกายไปรินน้ำเปล่ามาถ้วยหนึ่ง  เมื่อข้าหันกลับมา  ก็เห็นเขาลืมตามองข้าอยู่ก่อนแล้ว  เขาเอ่ยขึ้น “ช่วยพยุงข้าลุกขึ้น”

 

ข้าช่วยพยุงเขาขึ้นนั่ง  และเอาหมอนมาซ้อนหลังให้เขา  แล้วข้าก็ยื่นถ้วยนั้นส่งให้

 

เขาไม่ยื่นมือไปรับ ทว่ามองถ้วยน้ำนิ่งๆไปชั่วอึดใจ  หลังจากนั้นจึงเงยหน้ามองข้า

 

ข้าลืมไปว่าเขาคือฮ่องเต้  ฮ่องเต้ย่อมไม่เสวยน้ำด้วยตนเอง  ข้าหัวเราเยาะตนเอง  แล้วยื่นถ้วยน้ำจ่อที่ริมฝีปากเขา   เขายกมือประคองมือข้าถือถ้วยน้ำและดื่มน้ำอุ่นเขาไปหลายอึก

 

ฝ่ามือข้าร้อนผ่าวดั่งไฟลน

 

ข้ารู้ว่ามือข้าที่ประคองถ้วยต้องมีเหงื่อไหลแน่ๆ  มือที่เปียกและลื่นทำให้ข้าประคองถ้วยอย่างยากลำบาก  ในที่สุดเขาก็ดื่มน้ำเสร็จ  ทว่าดูคล้ายว่าเขาจงใจไม่ปล่อยมือข้า  ข้าจ้องไปที่มือเขาพยายามดึงมือตนเองกลับมิให้ดูน่าเกลียดนัก

 

ทันใดนั้นเขาเอ่ยขึ้น “หลิงชู”

 

ข้าสะดุ้งและเงยหน้ามองเขา

 

เขาพิงหัวเตียง  ผมบนศีรษะชุ่มเหงื่อเล็กน้อย  สีหน้าบนใบหน้าดูคุ้นเคย  กล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นคือสีหน้าท่าทางที่ข้าคุ้นเคยมาหลายปี  ในยามนั้น การเจ็บป่วยหนาวสั่นแสนทารุณทรมานเขาจนกระทั่งเขานอนไม่หลับทั้งคืน  เขามักสะดุ้งตื่นบ่อยๆกลางดึก  ทั้งร่างเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อและสั่นสะท้าน  สีหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยของเขาดูบอบบางอ่อนแอ  คล้ายว่าเพียงแตะมือลงไปอาจทำให้แตกเป็นเสี่ยงๆได้  ข้าเชื่อฟังคำสั่งท่านปู่อย่างเคร่งครัดที่ให้คอยอยู่นอกห้องบรรทม  ข้าได้ยินเสียงดังจากภายในห้องและรีบเข้าไปดูเขา

 

ท่านปู่ให้เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกและวางบนท้องเขาบนแท่นบรรทม  หลังจากฝังเข็มลงไปสองสามอัน  เส้นเลือดที่หลังเขาดูเหมือนขยายตัว ทว่ามีสีเขียวอมฟ้า  หลิวซีต้องอดกลั้นความเจ็บปวดแสนสาหัส ขณะที่เขากัดริมฝีปากล่างจนเลือดออก  ทว่าเขาไม่เอ่ยอะไร  เพียงกำมือตนเองแน่น  ดวงตาเขาคล้ายว่ามองข้าอยู่  ทว่านัยน์ตาดำเขากลับดูว่างเปล่า  ด้วยเหตุนี้มันจึงดูคล้ายว่าเขามิได้มองสิ่งใดอยู่

 

หลังจากฝังเข็มเสร็จสิ้น   ท่านปู่ก็หมดแรงและเดินจากไป  เขายังคงจับมือข้าแน่นและมองข้าอย่างเทิดทูนด้วยดวงตาดำดุจน้ำหมึกมีหยาดน้ำตาคลอหน่วย  ประหนึ่งกวางบาดเจ็บ  เขาเอยเสียงแหบพร่า “หลิงชู อย่าไป ได้ไหม….”

 

ใบหน้าของเด็กชายวัยเยาว์ในความทรงจำซ้อนทับกับใบหน้าชายหนุ่มตรงหน้าข้า  ขณะที่อยู่ในภวังค์  ข้าสั่นระริกและดึงมือตนเองออกจากมือเขา

 

นิ้วมือเขาขยับและตกลงข้างกาย

 

ช้าสูดหายใจเข้าลึกสองสามครา และพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น  “ฝ่าบาทหากทรงประสงค์ให้ใครมาคอยดูแลพระองค์  ก็โปรดให้ฟู่กงกงไปเรียกใครมา  ถึงแม้สนมฮวาจะทรงพระครรภ์อยู่  พระองค์ทรงให้สนมอื่นมาดูแลได้นะเพคะ”

 

หลังจากได้ยินที่ข้าพูด  ใบหน้าเขาพลันดำทะมึน  ทว่ามีประกายเรืองวาบขึ้นในดวงตา ขณะที่มุมปากเขายกเหยียดขึ้นเมื่อเขาครุ่นคิดถึงบางสิ่ง

 

“พวกนางได้รับการตามใจจนเคยตัว อีกทั้งมีชาติกำเนิดที่สูงส่ง  ดังนั้นพวกนางจะมาคอยดูแลผู้คนได้อย่างไร?”

 

ข้าเอ่ยอย่างหดหู่  “แม้นข้าพระองค์ผู้ต่ำต้อยจะเป็นเพียงบ่าวชั้นต่ำ  หม่อมฉันก็มิทราบจริงๆว่าวิธีดูแลผู้คนต้องทำอย่างไร  จึงคิดว่าขอให้พระสนม…”

 

“ไม่”  เขาขัดคำพูดข้าและเอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้าจับมือเจิ้นอย่างแต่ก่อนสิ”

 

อย่างแต่ก่อน?

 

ข้านิ่วหน้าและลอบมองเขาอย่างฉงน “ฝ่าบาทมิได้ทรงพระเยาว์อีกต่อไป ”  เขามิใช่หลิวซีอีกแล้ว ดังนั้นไฉนเขายังต้องการคนปลอบโยนอยู่อีกเล่า  เขาคิดว่าหลังจากกลายเป็นฮ่องเต้จริงๆแล้ว  ทุกๆคนบนโลกนี้คือมารดาเขาและทุกคนล้วนต้องตามใจเขาหรือไร!

 

“หลิงชู…..”  เขาเอาอีกแล้ว  ใช้โทนเสียงที่อ่อนโยน นุ่มนวล และออดอ้อน  เขาเรียกชื่อข้า  น้ำเสียงเขาทั้งทุ้มนุ่มลึก เพียงข้าได้ยิน ใจข้าพลันซาบซ่าน

 

“พระองค์ประสงค์สิ่งใด…” ข้าเอ่ยตะกุกตะกัก

 

เขาเอนกายนอนลง  ดูท่าทางอ่อนแอมาก “ข้ารู้สึกไม่สบาย…”

 

“ฝ่าบาทไม่สบายตรงไหนเพคะ….”   ข้ารู้สึกตัวอ่อนยวบ….

 

“ข้านอนไม่หลับ”  เขาปิดเปลือกตาเบาๆ  เสียงเขาดังราวเสียงกระซิบ

 

“หม่อมฉันจะเขียนใบสั่งยานอนหลับให้นะเพคะ?”

 

“เจ้ากล่อมข้าที….”  เขาปฏิเสธการกินยาเด็ดขาด  “ทำเหมือนแต่ก่อน”

 

เขาตะแคงข้าง หันมาหาข้า และยื่นมือข้างหนึ่งจากใต้ผ้าห่มมากุมมือข้า  ข้ากัดฟัน  มองมุมปากที่โค้งขึ้นน้อยๆของเขาและขนตาละเอียดอ่อนทอดยาวเป็นเงาบางๆ  ยิ่งดูคล้ายหลิวซีตัวน้อยในความทรงจำของข้า…

 

ข้ายกมือที่แข็งทื่อวางบนหลังเขาเบาๆ และลูบหลังเขาช้าๆ

 

ยามนั้น หลิวซีตัวน้อยก็เป็นเช่นนี้  เขาเอ่ย “หลิงชู  ข้ากลัวว่าข้าจะนอนไม่หลับ  ข้ากลัวว่าข้าจะฝันร้ายหลังข้าหลับไปแล้ว”

 

ข้าพูด “อย่ากังวลเลย  ข้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้าคอยดูแลเจ้า  หากเจ้าฝันร้าย  ข้าจะปลุกเจ้าเอง”

 

เขาพยักหน้าและหลับตา  หลังจากผ่านไปช่วงสั้นๆ  เขาพูดว่า “ข้านอนหลับไม่ลง  หลินชู  ร้องเพลงให้ข้าฟังหน่อย”

 

ข้าเกาท้ายทอยตัวเองอย่างอึดอัด  “ไม่มีใครสอนข้าร้องเพลงมาก่อน เอ่อ….”

 

“เช่นนั้นเล่านิทานให้ข้าฟังได้ไหม?”

 

“นี่ก็ด้วย…..ข้าเล่าไม่เป็นเหมือนกัน….”

 

เขาส่งสายตาดูแคลนให้ข้า และกล่าวว่า “แล้วเจ้าทำอะไรเป็นบ้างเล่า?”

 

“ท่องตำรายาแบบออกเสียง”  ข้าปาดน้ำตาเงียบๆ

 

เขาพยักหน้าอย่างลังเลและเอ่ยว่า “ตกลง  เจ้าท่องตำราให้ข้าฟังสิ….”

 

พวกราชวงศ์นี่ล้วนน่ารำคาญนัก  เขาบอกให้ข้าท่องตำรา แล้วข้าก็ต้องท่องตำราด้วย เฮ้อ!

 

ข้าท่องตำราจริงๆ…..จาก ‘หลิงชู’ (ตำราแพทย์จีนโบราณ)  และ ‘ซูเหวิน’ (คำถามพื้นฐาน) ไปจนถึง ‘เปินเกา’ (ตำราสมุนไพรจีน) และ “ฮวงตี่ เน่ยจิง (ตำราแพทย์โบราณซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีการรักษาโรคแบบแผนจีนเบื้องต้น) สะท้อนพื้นฐานทฤษฎีเบื้องต้นอันแข็งแกร่งของข้า  ภายหลัง เขาบอกว่า “เจ้าท่องแต่ตำรา ‘หลิงชู’ ก็พอแล้ว”

 

ข้าถามขึ้น  “ทำไม?”

 

เขาเอ่ย “ข้าชอบ ‘หลิงชู’ ”

 

ข้าท่องตำรา ‘หลิงชู’ ไปอย่างตะกุกตะกักต่อเนื่อง  หลังจากผ่านมานานจนถึงบัดนี้  ข้าก็ยังไม่อาจท่องตำราได้จบเล่ม

 

ลมหายใจของหลิวซีค่อยๆช้าๆลง  ข้ารู้ว่าเขาหลับสนิทแล้ว เพราะว่ามือเขาที่จับมือข้าแน่นอยู่คลายตัวออก  ข้าจ้องใบหน้ายามหลับไหลของเขา  ใจบีบรัดแทบทนไม่ไหว  แล้วข้าก็นึกวาดภาพว่าได้จับคอเสื้อเขาเขย่า และตะโกนใส่หน้าดังที่เคยทำตอนเป็นเด็กว่า “หลิวซี  เจ้ามันเอาแต่ใจตัวเองนัก!”

 

ทว่ายามนี้เขาคือฮ่องเต้ไปแล้ว  ดังนั้นข้าไม่อาจทำเช่นนั้นได้แล้ว

 

ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาจากด้านนอก  ข้าหันไปมอง  ฟู่กงกงเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “หมอหลวงซ่ง ฝ่าบาททรงบรรทมแล้วใช่หรือไม่?”

 

ข้าพยักหน้า

 

“หมอหลวงซ่ง ขอบคุณที่ต้องรบกวนท่าน  ฝ่าบาทขอให้ส่งท่านกลับตำหนักหลินชุ่ย “  ข้ามองเขาด้วยสายตาว่างเปล่าไปชั่วแวบหนึ่ง  เขาอธิบายว่า “แม้แต่พระสนมก็ไม่อาจค้างคืนในตำหนักของฮ่องเต้ได้  ฝ่าบาททรงสั่งไว้ล่วงหน้าแล้ว   ให้หมอหลวงซ่งกลับตำหนักหลินชุ่ย หลังพระองค์ทรงบรรทมแล้ว”

 

ใจข้ารู้สึกคล้ายโดนผึ้งต่อย  เจ็บปวดนัก  ข้าพยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก ยืนขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านไม่ต้องลำบาก ข้ารู้ทางกลับดี  ข้าเดินกลับเองได้”

 

แล้วข้าก็เดินออกไป

 

เที่ยงคืนแล้ว ทว่ายังมีคนเป็นอันมากคอยเงี่ยหูฟังและคอยสอดส่องไปรอบตำหนักฮ่องเต้  ผู้แจ้งข่าวจากแต่ละตำหนักกำลังเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ  บางทีคงอยากปีนขึ้นแท่นบรรทมมังกรด้วยกะมัง  ทว่าสาเหตุมาจากเรื่องตัณหาราคะเท่านั้นหรือ?  แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่พ้นต้องถูกส่งกลับให้เฝ้าตำหนักตนเองอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง  ช่างไร้ค่ายิ่งนัก

 

ด้วยหลิวซีมีภาวะไตพร่อง (เป็นภาษาทางการในเชิงแพทย์แผนจีนโบราณ  ซึ่งหมายถึงสารสำคัญในร่างกายลดต่ำลง  ข้าไม่รู้จริงๆว่าเขาสามารถสนองความพอใจของผู้หญิงมักมากพวกนี้ได้หรือไม่

ข้าแค่นเสียงเย็น  กระทืบเท้าและวิ่งกลับไป

 

………จบบทที่ 3………