0 Views

 

ข้ามักคิดเสมอว่าหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับสนมฮวาจริงๆ  ฮ่องเต้คงเอาชีวิตข้าเป็นแน่  ทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะ  พวกเราเคยเติบโตเล่นหัวกันมาตั้งแต่เล็กจนโต….

 

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือองค์ชายหลิวซี   พูดได้เลยว่าท่านปู่ข้ายื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตเขาแต่เพียงผู้เดียว  เขาคือองค์ชายลำดับที่แปด  ไม่ว่าใครจะขึ้นหรือใครลง  องค์ชายในลำดับเช่นเข้าก็ไม่มีเอี่ยวอะไรด้วย  มิหนำซ้ำเขาเจ็บป่วยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา  ด้วยเหตุนี้ เขาจึงป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่เด็ก   ด้วยเป็นองค์ชายขี้โรคและอ่อนแอย่อมไม่เป็นที่โปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อน   ทุกคนในวังหลวงเอาแต่ดูถูกดูหมิ่นเขา  พอเห็นว่าองค์ชายแปดและพระมารดาสูญสิ้นความโปรดปราน  จึงมีแต่คนคอยกลั่นแกล้งโดยแอบเม้มเบี้ยหวัดและสวัสดิการทั้งหลาย เช่นอาหาร และเสื้อผ้าอาภรณ์ อยู่เนืองๆ  ยามที่องค์ชายแปดป่วยหนักมีไข้สูง  พวกวังหลังก็ไม่ยอมส่งหมอหลวงมาดูอาการ  กลายเป็นนางกำนัลตัวเล็กๆขององค์ชายแปดที่หยุดเกี้ยวของท่านปู่ระหว่างทางกลับบ้าน  เป็นเพราะนางลงทุนคุกเข่า โขกหัวขอร้องท่านปู่  ด้วยเหตุนั้น ท่านปู่จึงดูแลรักษาองค์ชายหลิวซีตั้งแต่นั้นมา

 

ข้าไม่รู้ว่าหลิวซีได้รับการตรวจพบว่าเป็นโรคอะไร  ทว่ายามมองสีหน้าท่านปู่   ข้าเดาได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่โรคปวดศีรษะธรรมดาเป็นแน่  เด็กชายผู้นั้นแก่กว่าข้าสามปี  ทว่ากลับตัวเตี้ยกว่า  คางก็แหลมบางเท่าฝ่ามือ  ใบหน้าที่มักซีดเซียวอยู่เป็นนิจมีสีแดงเรื่อเปล่งปลั่งอย่างน่าประหลาด  หลังจากเดินไปได้สามก้าว  เขาก็ต้องหยุดหอบหายใจแล้ว  ใครๆต่างก็เชื่อว่าเขาจะมีอายุไม่เกินสิบชันษา  ทว่าผิดคาด  หลังจากที่ท่านปู่ทำการรักษาเขามาร่วมสิบปี  ความเจ็บไข้ทั้งหลายได้รับการเยียวยา  โดยไม่ทันสังเกตใดๆเพียงพริบตาเดียว  ตอนนี้เขาสูงกว่าข้าเสียแล้ว  เขาดูไม่ขี้อายเหมือนก่อน  ซ้ำยังดูเย่อหยิ่งหัวสูงอีกด้วย  กลับกลายเป็นเชิดใส่ผู้คนแทน  เขามักกล่าววาจาเย็นชาและทิ่มแทงใส่ข้า “เช่นนั้นก็มอบหัวเจ้าให้ข้าสิ”  จริงๆเลย…เจ้าคนเนรคุณคน!

 

คนดีๆในหมู่เชื้อพระวงศ์มีให้เห็นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยนัก!

 

ข้าสบถในใจ ทว่าภายนอกกลับแสดงกริยานอบน้อม  หลิวซีเอ่ยอีกสองสามคำก่อนมีบางคนนำข่าวมาแจ้ง  เขากะซิบความใส่หูหลิวซี   พระพักต์ฮ่องเต้พลันมืดครึ้ม  แล้วรีบออกไปกับคนแจ้งข่าว  หลังจากหลิวซีไปแล้ว  เท่านั้นแหละบรรดาหมอหลวงต่างพากันโล่งอก  ข้าลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองที่แท่นบรรทม  พระสนมฮวาลุกขึ้นนั่งแล้ว  ดวงตาคู่งามมองไปยังประตูที่ว่างเปล่า  ใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

 

อย่าเพิ่งร้อนใจเร็วเพียงนั้น   ท่านยังมีเวลาให้ขุ่นเคืองอีกหลายสิบปีแน่

 

ข้าพรูลมหายใจและเตรียมจะผละไป  หลังจากสาวเท้าไปได้สองสามก้าว  ข้าเห็น  ฟู่กงกง  ขันทีที่หลิวซีไว้ใจ เดินตรงแน่วมาหาข้า  เขาเอ่ยอย่างนอบน้อม ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า  “ฝ่าบาททรงมีพระกระแสรับสั่งว่า พระครรภ์ของพระสนมฮวาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  มิอาจให้เกิดความผิดพลาดใดๆได้  จึงโปรดให้หมอหลวงซ่งอยู่ใกล้ๆเพื่อความสะดวกในการดูแล”

 

“เรื่องนี้….ข้าเกรงว่าไม่ถูกต้องและผิดธรรมเนียม  ขุนนางมิอาจพักอยู่ในวังหลังได้…”  ข้าเสียศูนย์ ข้าวิตก ข้ากำลังจะบ้าแล้ว!

 

ฟู่กงกงหัวเราะและเอ่ยขึ้น “หมอหลวงซ่งมิจำเป็นต้องห่วงเรื่องนี้  ขุนนางไม่อนุญาตให้พักค้างคืนในวังเพราะกลัวว่าจะเกิดรื่องเสื่อมเสียในวังได้  หมอหลวงซ่งเป็นสตรี  ด้วยเหตุนี้จึงมีต้องกังวลไป   ทางเราได้จัดเตรียมตำหนักหลินชุ่ยให้หมอหลวงแล้ว  ดังนั้นท่านสามารถย้ายเข้าพักได้ทันที”

 

ข้าเอ่ยด้วยความตกใจอย่างหนัก  “ตำหนักหลินชุ่ย!  ข้าเกรงว่าเรื่องนี้ยิ่งไม่ถูกธรรมเนียมยิ่ง!”

 

ตำหนักหลินชุ่ยอยู่ติดกับตำหนักของฮ่องเต้  แม้จะไม่เป็นทางการ  ทว่านี่คือตำหนักที่มักเตรียมไว้เพื่อผู้ดำรงตำแหน่งฮองเฮา  แล้วเหตุใดหมอหลวงธรรมดาๆเช่นข้าจะพักอยู่ในตำหนักระดับนี้ได้เล่า!

 

ฟู่กงกงยิ้มบาง “ฝ่าบาททรงมีเหตุผลที่ให้เตรียมการเช่นนี้  หมอหลวงซ่ง…ทางที่ดี จงเชื่อฟังรับสั่งของฮ่องเต้ดีกว่านะ”

 

พอพูดจบแล้ว  เขาก็ไม่สนใจข้าอีกต่อไป  พลางหันหลังแล้วเดินจากไป  ทิ้งข้าที่ทำหน้าเหมือนถูกสาปไว้เบื้องหลัง

 

ข้ายังคงดูเลื่อนลอยไร้วิญญาณจนกระทั่งตกค่ำ  ข้าก็นั่งกินอาหารค่ำอยู่ในตำหนักหลินชุ่ย

 

หลิวซีมีเหตุผลที่ดีมากประการหนึ่ง…..

 

เขาให้ข้าพักโดยรายล้อมด้วยเหล่านางกำนัลขั้นหนึ่งของตำหนักหลินชุ่ย  พูดง่ายๆว่า  เป็นนางกำนัลหนึ่งในสี่จากนางกำนัลทั้งหมดของวัง  ลองนึกภาพความเสน่ห์หาต่อคนผู้หนึ่ง ที่นำมาซึ่งความวิตกกังวลอันใหญ่หลวง…..

 

ข้าขยุ้มหัวตนเองและผลักสำรับอาหารออกไป

 

อาหารในวังย่อมดีกว่าที่บ้านมาก  บางทีคงเป็นเพราะข้ามีตำแหน่งหมอหลวง   ซ้ำข้ายังได้รับมอบหมายให้ดูแลสนมฮวาเป็นการเฉพาะด้วย  จึงทำให้ขั้นหมอหลวงของข้าสูงกว่าผู้อื่นอยู่นิดหนึ่งอาหารพวกนี้คืออะไรที่หยันเสี่ยวหวู่  เจ้าทึ่มนักสู้ฝีมือธรรมดา  ไม่มิกล้าเอ่ยเปรียบเปรย

 

ข้าได้รับราชโองการให้พักในวัง  ทว่าหยันเสี่ยวหวู่ไม่อยากอยู่ด้วย  ดังนั้นเขาจึงทิ้งล่วมยาไว้ในตอนเช้าตรู่และแวบหนีกลับบ้าน  เจ้าคนนั้นได้รับการชุบเลี้ยงจากท่านปู่ด้วยความเมตตาตั้งแต่ยังเด็ก  ตอนนั้น เขายืนอยู่ในแถวกับคนอื่นๆเพื่อรอรับซาละเปาบนถนน  และเกือบมีเรื่องมีราวจนได้เลือด   ท่านปู่ข้าใช้ซาละเปาไส้หมูล่อเขามาที่บ้าน  จากนั้นเขาก็พำนักอยู่ด้วยมากว่าสิบปี   ด้วยอิทธิพลของท่านปู่  หยันเสี่ยวหวู่จึงเรียนการรักษาโรคบางแขนง  เขาไม่จำเป็นต้องจับชีพจรใดๆ  ทำเพียงดูสีหน้าก็สามารถตรวจอาการคนไข้ได้  ตัวอย่างเช่น เขามักเอ่ยกับข้าบ่อยๆว่า “ซ่งหลินชู  เจ้าตายแน่”

 

ทุกครั้งที่เขาจบประโยคนี้  ข้าจะถูกท่านปู่ลงโทษ ไม่ให้ยืนนิ่ง  ก็คัดอักษร หรือถูกกักบริเวณให้ทบทวนความผิดตนเอง  หากท่านนับเรื่องเช่นนี้ว่าเป็นการรักษาด้วย  ฝีมือการรักษาของหยันเสี่ยวหวู่นับว่าเปรียบดั่งน้ำครึ่งถัง  เคยได้ยินมาว่า วรยุทธเขาคือเปรียบดั่งน้ำครึ่งถังมากกว่าฝีมือรักษาเสียอีก   ในโลกยุทธภพ  เขาจึงเป็นที่รู้จักในนามว่า ‘หนึ่งถังน้ำ’    ข้ามักฝังหัวเช่นนี้  จนกระทั่งหยันเสี่ยวหวู่หมดความอดทน และอธิบายว่าจริงๆแล้วต้องเรียกนามเขาว่า ‘หนึ่งกระซวก’   เหตุด้วยเขาคือผู้ใช้ทวนเป็นอาวุธ  สามคำนี้หมายความว่า ‘หากเขาปรากฏตัวเขาจะต้องได้ใช้ทวนแทงใครสักคน  มันก็เหตุผลเดียวกับ ‘ดาบต้องได้ดื่มเลือดยามเมื่อชักออกจากฝัก’ กระมัง

 

ข้าจึงพูดว่า “หยันเสี่ยวหวู่  เจ้ามันอ่อนนัก  แม้แต่ฉายายังเหมาะกับเด็กทารกมากกว่า”

 

กระนั้นท่านปู่ข้าอยากให้ข้าหมั้นหมายกับคนที่มีฉายาทุเรศเสียจริงๆ  นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา  ใจข้าก็รู้สึกเจ็บปวดนิดๆ

 

หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว  นางกำนัลในวังได้มอบข้าวของที่หยันเสี่ยวหวู่วานให้คนส่งเข้ามาให้ข้าในวัง  ข้าเพ่งพินิจดูสิ่งของ  รวมทั้งอาภรณ์ที่ไว้ใช้ผลัดเปลี่ยน  มีอุปกรณ์สำหรับการหลบหนี  มีกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีลายเส้นยึกยือซ่อนอยู่ภายใน  ข้าเพ่งมองอยู่เป็นนางทว่าหาได้เข้าใจความหมายไม่  เลยลองพลิกดูด้านหลัง  จึงเห็นลายมือที่อ่านออก—อีกด้านหนึ่งคือแผนที่เส้นทางใต้ดินในวัง  หากเกิดพลั้งพลาดขึ้นมา  ให้รีบหนีไปเสีย  ข้าจะไม่เข้าไปรับเจ้า

 

ข้าเก็บกระดาษเข้าที่เดิม  อีกครั้งที่ข้าอยากขอบคุณสวรรค์ที่ประทานเจ้าทึ่มมาเป็นคนที่ข้าสามารถไว้ใจได้  ทั้งยังให้ข้าด่าทอ และให้ข้าหมั่นไส้ได้

 

พอเก็บของเข้าที่แล้ว  นางกำนัลอีกนางหนึ่งได้มาแจ้งข่าว  บอกว่าตำหนักซีฮวาเรียกหมอหลวงซ่งเข้าเฝ้า  ข้ารีบเอาเสื้อคลุมคลุมไหล่แล้วตามนางกำนัลผู้นั้นไป

 

อย่างที่คาดไว้  หลิวซีก็อยู่ที่ตำหนักซีฮวาด้วย

 

พระสนมฮวาที่ผัดแป้งบางๆบนใบหน้ากำลังพิงข้างซ้ายหลิวซี  นางดูอ่อนแอคล้ายนกบอบบางตัวน้อยๆที่ต้องพึ่งพึงผู้คน  ข้าคิดว่าหลิวซีคงชอบสตรีประเภทนี้  บางทีเพราะว่านางมีบางส่วนคล้ายเขาด้วย   ตอนหลิวซียังเยาว์  เข่าอ่อนแอมาก  ดูช่วยตนเองไม่ได้และดูน่ารักกว่าสนมซีฮวานัก  พี่ชายของสนมฮวาคือแม่ทัพสูงสุด  ที่ได้รับสืบทอดจากตระกูลที่มีอิทธิพลในแวดวงระดับผู้บัญชาการทหาร   นางต้องแสร้งทำตัวอ่อนแอเป็นแน่

 

หลิวซีพยุงสนมฮวาขึ้นนั่งพิงแท่นบรรทม  แตกต่างไปจากท่าทางหม่นหมองและอ่านยากเมื่อช่วงบ่าย  รอยยิ้มบางปรากฏบนบนใบหน้าฮ่องเต้หนุ่ม  เขาเอ่ยอ่อนโยนกับสนมฮวา  “เจ้าตั้งครรภ์อยู่และสุขภาพยังคงอ่อนแอ  อย่าได้ลุกออกจากเตียงเลย”  พลันเขาก็หันหน้ามา  พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบเรียบนิ่งกับข้า “หมอหลวงซ่ง  สนมฮวาบอกว่านางรู้สึกไม่ค่อยสบาย  เจ้าเข้ามาตรวจดูสิว่าเกิดอันใดขึ้น”

 

ข้าผงกศีรษะรับคำสั่ง  หลิวซีมิได้ขยับไปไหนทว่านั่งพิงแท่นบรรทมและประคองให้สนมฮวาพิงอกเขา  ข้าสั่นสะท้านด้วยความหวาดเกรง  เมื่อก้าวเท้าไปข้างหน้า  ข้ายอมรับว่าอาภรณ์สีเหลืองทองน่าอันตรายมาก  ทำให้ตาข้าพร่ามัวด้วยความเจิดจ้าของมันอย่างได้ผล   ข้าก้มหน้าลงมองข้อมือสนมฮวา  ทว่ายังคงเห็นสีเหลืองทองเจิดจ้า จากช่วงเข่าของเขา

 

ข้าพยายามเตือนตัวเองว่าสีนี้ก็เหมือนสีอุจาจาระ  ข้าไม่รู้ว่าไฉนผู้คนมากมายถึงได้ต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อจะได้สวมใส่มันนัก

 

ในห้วงเวลานั้น   ข้าเคยสนิทสนมคุ้นเคยกับหลิวซีมากกว่านี้  ข้ามิเคยประพฤติตัวอยู่ในกรอบและชอบพูดจางี่เง่าใส่เขา   เมื่อถึงวันหนึ่งที่เขาได้ครองบัลลังก์  ข้าติดตามท่านปู่ที่เข้าไปตรวจสุขภาพเขาเป็นประจำตามปกติ   ข้าเห็นเขาในชุดสีอุจจาระตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วเอ่ยว่า “หลิวซี  เจ้าอยูในชุดนี้…ข้าจำเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ!”

 

ท่านปู่ข้าตบศีรษะข้าดังผลัวะ และเอ็ดเสียงขรม “กล้าลบหลู่เบื้องสูงรึ!

 

หลิวซีกระแอมเบาๆสองที  แก้มที่ซีดขาวทั้งสองของเขาปรากฏสีแดงระเรื่อ  เขาดูเขินข้าเล็กน้อย  นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นสีหน้าเช่นนั้น

 

เดิมทีข้าคิดว่า  อาภรณ์ก็เป็นเพียงอาภรณ์  ผู้คนมิแตกต่างกันเพียงเพราะสวมใส่อาภรณ์ต่างกัน  ต่อมาข้าได้ค้นพบว่าตัวเองผิดมหันต์   องค์ชายแปดหลิวซีได้ตายจากสำนึกข้าไปนานแล้ว  บุคคลตรงหน้าข้ายามนี้คือองค์จักรพรรดิหลิวซี  ในตอนนั้น  ข้าสามารถเรียกขานเขาด้วยนามต้นได้  ทว่ายามนี้ข้ามิอาจทำได้อีกแล้ว   เพื่อหลีกเลี่ยงการเผลอเอ่ยพระนามองค์จักรพรรดิตรงๆโดยมิบังควร  ผู้คนจึงไม่ใช้คำว่า ‘ซี’ ซึ่งหมายถึงความหวังในการตั้งชื่อต่อไป   คนสามัญชนไม่มี’ซี’(ความหวัง)  ข้าเองก็ไม่มี ’ซี’(ความหวัง) เช่นกัน

 

ข้าเหม่อลอยจนกระทั่งหลิวซีเปล่งเสียงตวาดดังก้อง  เพียงเท่านั้นข้าจึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที  ข้าแตะข้อมือสนมฮวาเพื่อเก็บงำความสับสน  แล้วก็หันไปมองสนมฮวา “พระสนมฮวา  รู้สึกไม่สบายพระองค์ตรงไหนบ้างไหมเพคะ?”

 

สนมฮวาเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้ารู้สึกไม่สบายและคลื่นไส้อาเจียนบ่อย”

 

ข้ายิ้มและเอ่ยว่า “นี่เป็นระยะที่สตรีมีครรภ์ทุกคนล้วนต้องเจอ   พระสนมฮวาอย่าได้ทรงกังวล  ข้าผู้ต่ำต้อยจะกลับไปเขียนใบสั่งยาสักเทียบ  หากพระองค์กินยาตามเวลา  พระอาการก็จะดีขึ้นเป็นลำดับเพคะ”

 

ต่อมา  ข้าให้คนไปเบิกยาที่สำนักหมอหลวงที่ใช้กินระหว่างตั้งครรภ์  ความจริงก็คือข้าเขียนใบสั่งยาไม่เป็น

 

อันที่จริง หลิวซีก็รู้เรื่องนี้  ข้าจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขายังคงให้ข้าดูแลสนมฮวา

 

สนมฮวาหาได้แคลงใจเลยแม้สักนิด  เพียงพยักหน้ารับเบาๆ   นางพิงหลังกับมือหลิวซีและเอ่ยเสียงหวาน “ฝ่าบาท  ทรงประทับค้างเป็นเพื่อนหม่อมฉันสักคืนหนึ่ง  ได้ไหมเพคะ?”

 

หลิวซีคลี่ยิ้มเป็นธรรมชาติ  พยักหน้าเอ่ยว่า “ได้สิ  เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด  ข้าจะไปสะสางงานที่ค้างอยู่ที่ห้องพระอักษรก่อน   เสร็จแล้วข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”

 

ยามนี้ สนมมากหมายที่อยู่ในวังหลังคงรอเอาเข็มทิ่มนางเป็นแน่

 

สนมฮวาอ่อนน้อมเชื่อฟังและดูหลงไหลรักใคร่หลิวซี  ยามนางหรุบตา นางไม่อาจปิดบังความกระหยิ่มใจได้เลย

 

ข้าถอยหลังสองสามเก้าเตรียมผละออก  ในห้องทั้งร้อนและอบอ้าวจนข้ารู้สึกอึดอัด  ช่วงจังหวะที่ข้ากำลังจะผละไป  ข้าปลดกระดุมสองเม็ดบนและสูดหายใจเข้าลึกๆ

 

“ซ่งหลินชู”  เสียงคุ้นหูเรียกชื่อจากเบื้องหลัง

 

ข้าหยุดเดิน   ตัวแข็งทื่อหันหลังกลับไปมอง—สีหน้าหลิวซีไม่ดีนักเมื่อเขาเดินตรงมาหาข้า

 

ช้าคุกเข่าลงช้าๆ—ช่างน่าเหน็ดเหนื่อยเสียจริงๆ  ทุกครั้งที่ข้าพบเขา  ข้าต้องคุกเข่า  หากพวกเราได้เจอกันอีกสักสองสามครั้ง   หัวเข่าข้าคงพัง

 

“ข้าผู้ต่ำต้อยคารวะฝ่าบาท”

 

“เจ้าละเว้นพิธีรีตองเถอะ”  เขาเดินผ่านข้าไปและนั่งลงบนเก้าอี้หิน  ข้าค่อยๆยืนขึ้นช้าๆและพบว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลยจริงๆ

 

“ช่วงนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย  เช่นนั้นเจ้ามาตรวจข้าหน่อยสิ”  เขาเอ่ยขึ้นขณะยื่นมือออกมา

 

ข้าอึ้งงันกับข้อมือเขาตรงหน้าข้า  แล้วเงยหน้ามองเขา “หา?”

 

ดวงตาดำมืดลึกล้ำเรืองวาบ  พลางจับจ้องข้าขณะเอ่ยว่า “เข้ามาสิ”

 

ข้าขยับเข้ามาครึ่งก้าว  ลดเสียงเบาลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล “ฝ่าบาท  พระองค์ก็รู้เรื่องที่หม่อมฉัน..เอ่อ….หากพระองค์รู้สึกไม่ดี  ทรงให้หมอหลวงซื่อหรือ หมอหลวงซู่มาดูอาการให้ดีกว่าเพคะ”

 

เขามิได้โต้แย้งอันใด เพียงเอ่ยว่า  “เจ้าอยากขัดราชโองการรึ?”

 

ข้ารู้สึกอัดอั้นยามเขากล่าวเช่นนี้กับข้า  คล้ายกับได้กลืนของขมเข้าไป  ทว่าข้าทำได้เพียงสูดจมูกขึ้น  แล้วประคองตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้า

 

ข้าไม่กล้านั่งลง  ทว่าเพียงค้อมตัวและวางสามนิ้วตนเองลงบนข้อมือเพื่อจับชีพจรเขา  สวรรค์ โปรดเมตตาข้าเถิด….ยกเว้นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆแล้ว  ข้าไม่อาจรู้สึกอะไรได้อีก  ท่านปู่มักบอกข้าว่าประสาทข้าทึบ  ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจแม้แต่รับรู้ความแตกต่างของชีพจรแต่ละแบบได้อย่างชัดแจ้ง  หากพูดกันอย่างหมดเปลือก  มันก็แค่ชีพจรที่เต้นทีละตุบๆ  แล้วอะไรคือความแตกต่างเล่า…..

 

“ฝ่าบาท  พระองค์รู้สึกไม่สบายตรงไหนเพคะ?”  ข้าไม่มีทางเลือกจำต้องแสดงละครต่อไปให้จบ

 

“ข้านอนไม่หลับ  เอาแต่ฝันมากมายและรู้สึกตัวเย็นนัก”  เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาข้าขณะเอ่ยขึ้น

 

ใจข้ารู้สึกเจ็บปวดนิดๆพลางถามเสียงสั่น  “อาการป่วยเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำหรือไม่เพคะ?”

 

หากใช่  ข้าเกรงว่าคงไม่มีใครสามารถรักษาเขาได้จริงๆ  อาการป่วยก่อนหน้าก็เป็นเช่นนี้  เขาจะนอนไม่หลับหรือไม่ก็หลับยากมากเนื่องจากไม่นานจะผวาตื่นเพราะฝันร้ายและมีเหงื่อออกท่วมตัว  จากนั้นเขาจะรู้สึกหนาวสั่นจนต้องกอดตัวเอง  หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป  คงต้องพึ่งยานอนหลับในระยะยาว  เขาจึงมักมีรอยคล้ำใต้ตาเป็นนิจ

 

“จะเกิดอันใดขึ้นหากอาการนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ?”  เขาถามข้าสีหน้าจริงจัง

 

เสียงข้าสะดุดด้วยอารมณ์ที่โลดขึ้นคอหอย  ดังนั้นข้าจึงไม่ม่อาจตอบคำถามเขาได้  จริงๆแล้วข้าไม่อาจตอบคำถามได้เพราะว่าข้าเองก็ไม่รู้  ข้าเพียงมองเขาอย่างโง่งม

 

ในที่สุด มุมปากเขาก็โค้งจึ้นจนกลายเป็นยกยิ้มและเอ่ยว่า “ล้อเล่นน่ะ”

 

ข้าพรูลมหายใจด้วยความโล่งอก  แล้วรู้สึกเศร้าใจขึ้นมา  ไหล่ข้าลู่ลงอย่างห่อเหี่ยวและเอ่ยเสียงเบา “อ้อ”  เพียงข้าคิดจะถอนมือออก   ก็พบว่าเขากำลังกุมมือข้าอยู่

 

ข้าตื่นตระหนกอีกครั้ง!

 

ความอุ่นร้อนจากมือหลิวซีบางเบา คล้ายแสงอาทิตย์ในยามหน้าหนาว  ความอบอุ่นน่าสบายเล็กๆคล้ายกับจะหายไปได้ทุกขณะ

 

“มีเรื่องที่ข้าอยากบอกเจ้า  ทว่ายังไม่ถึงเวลา….” เมื่อเขาพูดเช่นนี้  คล้ายมีประกายเรืองวาบในตาเขา “ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า อีกไม่นานข้าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ….ท่านปู่เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้  ดังนั้นข้าจะให้เจ้าสมปรารถนาอย่างหนึ่ง  เจ้าอยากได้สิ่งใด?  เจ้าต้องการใคร?  เจ้าต้องการทำอะไร?  ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  ข้าจะมอบมันให้เจ้า….”  เขากดเสียงต่ำลง  คล้ายกำลังล่อลวงข้าด้วยฝันล้ำลึก  “บอกข้ามา  ไม่ว่าสิ่งใดที่เจ้าปรารถนา  ข้าสามารถมอบให้เจ้าได้…..”

 

ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขาอย่างโง่งม  และขยับปากเอ่ยว่า “หม่อมฉันขอให้ทรงประทาน….ป้ายอภัยโทษสักอันหนึ่ง…”

 

“อะไรนะ?”  เข้าโพล่งขึ้นและจ้องข้าอย่างประหลาดใจไปชั่วขณะ

 

ข้าเม้มริมฝีปากและเอ่ยเสียงเป็นการเป็นงาน “หมอหลวงช่างเป็นงานอันตรายยิ่งนัก   พระองค์ทรงรู้จักหม่อมฉันดี  หม่อมฉันเกรงว่าหากวันหนึ่งเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา  พระองค์จะประหารหม่อมฉัน…ฝ่าบาททรงโปรดประทานป้ายอภัยโทษสักอันหนึ่ง…หรือหลายๆอันได้หรือไม่เพคะ?   หม่อมฉันคิดว่าเพียงอันเดียวคงไม่พอ…..”

 

หลิวซีเอ่ยด้วยใบหน้าเด็ดเดี่ยว  “ไม่มีทาง!”

 

ข้าทำหน้ามุ่ย  ที่แท้ก็หลอกลวงทั้งเพเพราะเมื่อกี๊เขาพึ่งพูดว่าจะให้ไปหยกๆ….

 

หลิวซีพรูลมหายใจและเอ่ยขึ้น  “ได้  ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ตัดสินโทษประหารเจ้าแน่นอน  ตอนนี้เจ้าสบายใจได้หรือยัง?  แล้ว…เจ้ายังปรารถนาอย่างอื่นอีกหรือไม่?”

 

ข้าก้มหน้าตรึกตรองอย่างรอบคอบ  ใจข้ากระตุกทีหนึ่่ง  ข้าเงยหน้ามองเขาและเอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “ใช่แล้ว!”

 

“อะไร?”  เขาถามอย่างอ่อนโยน

 

“หม่อมฉันต้องการออกจากวังเพคะ!”  ข้าเอ่ยอย่างตื่นเต้น “อย่างไร พระองค์ก็ทรงทราบว่าหม่อมฉันรักษาใครไม่เป็น  หม่อมฉันถนัดเป็นคนแล่เนื้อขายมากกว่า  ดังนั้นในเมื่อไม่มีประโยชน์อันใดกับสำนักหมอหลวง   ก็ไม่มีเหตุอันใดให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่ต่อไป  เป็นเพราะบรรพบุรุษของพระองค์…ฮ่องเต้เกาซู่  ตระกูลของหม่อมฉันหมดทางเลือกอื่นต้องเป็นหมอกันไปทุกรุ่น …..พระองค์จะทรงปล่อยหม่อมฉันไปได้ไหมเพคะ?”

 

หลิวซีสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย “หลังจากไปจากที่นี่  เจ้าจะไปอยู่ที่ไหน?”

 

ข้าเอ่ยสีหน้ายิ้มแย้ม “หยันเสี่ยวหวู่กำลังสร้างชื่อตนเองในยุทธภพ  ดังนั้นหม่อมฉันจะไปกับเขา  เขาสัญญากับท่านปู่ว่าจะดูแลหม่อมฉันไปชั่วชีวิต!”  ก่อนที่ข้าจะกล่าวจบ  ข้ารู้สึกถึงความเจ็บเสียดแทงในมือและร้องครางออกมาอย่างเจ็บปวด  เพียงเท่านั้น  หลิวซีก็ปล่อยมือที่บีบมือข้าไว้

 

“อย่าได้คิดเช่นนี้อีกเด็ดขาด!”  เขาเอ่ยคำพูดอีกสองสามคำแล้วจากไปทันทีโดยไม่เหลียวหลังกลับมามอง