0 Views

ตอนที่ 35 ฝนกระหน่ำ

ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก ลากเงาของผู้คนให้ยืดยาวออกไป “ที่นี่มีกระดูกหัวเข่าได้ไง ?”

ศาสตราจารย์ฉีเหลือบตามองหลี่โหยว “ในยุคจั้นกั๋วก่อนสมัยราชวงศ์ฉิน เสียวซานอาจเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักระหว่างแคว้นฉินกับหกแคว้น ไม่รู้ว่ามีทหารบาดเจ็บล้มตายไปเท่าไหร่ ที่นี่น่าจะเป็นสมรภูมิแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ มีกระดูกปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

“ศูนย์กลางของสงครามนั่นไม่ได้อยู่ที่ด่านหานกู่กวนเหรอ ?” หลี่โหยวขมวดคิ้ว กล่าวแย้ง เขาอ่านตำราประวัติศาสตร์มาไม่น้อย แต่ล้วนเป็นประวัติศาสตร์หลังสมัยราชวงศ์ฮั่นและราชวงศ์ถัง ประวัติศาสตร์ช่วงก่อนสมัยราชวงศ์ฉินนั้นคลุมเครืออย่างยิ่ง

“ไม่ศึกษาขาดวิชาโดยแท้จริง…” ศาสตราจารย์ฉีกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของหลี่โหยว “พันธมิตรหกแคว้นขณะที่โจมตีฉิน ตามประวัติศาสตร์มีสงครามขนาดใหญ่อย่างน้อยที่สุดก็ห้าครั้ง แต่ละครั้งล้วนมีกองกำลังทหารเป็นแสนหรือกระทั่งอาจถึงล้านเข้าร่วมทำสงคราม แล้วสมรภูมิจะมาอยู่ในซอกหลืบหนึ่งได้อย่างไร ? ภูมิประเทศของด่านหานกู่กวนเป็นพื้นที่สำคัญเต็มไปด้วยอันตราย ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่มีใครอยากบุกโจมตี ดังนั้นการสำรวจทางผ่านที่อาจมีอยู่เส้นทางอื่นจึงสำคัญยิ่ง กล่าวคือเขตภูเขาบริเวณโดยรอบด่านหานกู่กวนร้อยลี้ล้วนเป็นตำแหน่งทั้งแนวรับและแนวรุก ดังนั้นที่นี่จะเป็นสมรภูมิสมัยโบราณก็ไม่แปลก”

หลี่โหยวพยักหน้าหงึกหงัก พลันดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยอ่านบทสุดท้ายอันบ้าระห่ำของประวัติศาสตร์ตอนที่หกแคว้นโจมตีแคว้นฉิน กล่าวได้ว่าในช่วงปลายยุคจั้นกั๋ว ความขัดแย้งระหว่างแคว้นต่างๆ ค่อยๆ ลดลง กลายเป็นความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ระหว่างหกแคว้นกับแคว้นฉิน โจมตีเข่นฆ่าทำลายกันไม่จบไม่สิ้น

หลังจากทราบว่าพื้นที่นี้อาจเป็นสมรภูมิสมัยโบราณ หลี่โหยวก็ยิ่งใส่ใจบริเวณโดยรอบๆ สังเกตสังกาว่ายังมีสิ่งของอื่นๆ ให้เก็บเกี่ยวหรือไม่ แต่นอกจากเศษชิ้นส่วนกระดูกที่เผยให้เห็นเป็นครั้งเป็นคราวในบริเวณพื้นดินโล่งๆ แล้ว ก็ไม่เจอของอย่างอื่นเลย โชคดีขณะที่ทีมกำลังลงเนินเขาไป หลี่โหยวก็เห็นปลายหอกสัมฤทธ์มีคราบสนิมเขรอะขระนูนโผล่ขึ้นมาจากชั้นผิวดินบางๆ

หลี่โหยวทำท่าราวกับเจอสมบัติล้ำค่า รีบวิ่งไปพลางหยิบเอาพลั่วสนามออกจากข้างหลังตนเอง เขาตักแซะเอาดินที่ทับปลายหอกนั้นออก แต่ก็ต้องรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย หอกทองแดงถูกฝังอยู่ในดินมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ ส่วนที่อยู่ใต้ชั้นดินล้วนผุผังหมดแล้ว เหลือเพียงส่วนปลายหอกยาวกว่าสิบเซนติเมตร ไม่มีค่าเท่าไหร่

ถึงกระนั้นความรู้สึกพออกพอใจของหลี่โหยวก็ไม่ได้ลดน้อยลง เขาไม่เหมือนม่อเหลียนเฉิง ไม่คิดที่จะเอาปลายหอกนี้ไปขาย ซ้ำยังจะเก็บมันไว้เป็นของที่ระลึกด้วย จริงๆ แล้วหลี่โหยวก็อยากจะหาของอีกสองสามชิ้น แต่เส้นทางที่ทอดยาวลงไปนั้น มีต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงามปกคลุมพื้นดินแน่นขนัดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ หลี่โหยวจึงไม่พบอะไรอื่นอีก

เห็นหลี่โหยวทำท่ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ศาสตราจารย์ฉีที่ตามมาด้านหลังก็ทำหน้าปั้นยาก อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายศีรษะ ไม่พูดอะไร

“เร่งฝีเท้าหน่อย สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแล้ว !” จู่ๆ ลุงอู่ที่อยู่ข้างหน้าก็ตระโกนเสียงดังขึ้นมา

เมื่อได้ยินเสียง หลี่โหยวก็พบว่าดวงอาทิตย์ที่อยู่ทางทิศตะวันตกถูกเมฆดำบดบังไปตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ เมฆมืดครึ้มมารวมตัวกันจากทุกทิศทาง ดูท่าฝนใกล้จะตกหนักแล้ว

“อากาศเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้เชียว ?” หลี่โหยวอ้าปากค้าง

“ในเทือกเขานั้น ยากจะคาดเดาว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร”

ยามนี้สายลมกระโชกพัดผ่านหุบเขาเป็นระยะๆ นำเอากลิ่นไอดินเข้มข้นมา หลี่โหยวรู้ว่าลมฝนกำลังมาแล้ว

เสียงฟ้าร้องคำรามจากเบื้องบน ฟ้าแลบแปลบปลาบปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ ตรงบริเวณยอดเขาที่อยู่ห่างออกไป

“เสี่ยวอี้ สวมเสื้อกันฝนเร็วเข้า” หลี่โหยวรีบเอาเสื้อกันฝนออกจากเป้สะพายหลัง ขณะที่สวมมันก็เตือนฉินอี้ไปพร้อมๆ กัน

ฉินอี้มองดูหลี่โหยวด้วยสีหน้างงๆ ดูเหมือนคำว่าเสื้อกันฝนจะเป็นคำที่เธอไม่คุ้นเคย

หลี่โหยวได้แต่ถอนหายใจ ดูเหมือนฉินอี้จะไม่เคยออกจากหม่าเจียถุนอย่างแท้จริง กระทั่งเสื้อกันฝนก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เขาไม่พูดอะไรอีก เอาเสื้อกันฝนออกจากกระเป๋าเป้ที่อยู่ข้างหลังฉินอี้ออกมา

“ครืนน…” สวมเสื้อกันฝนยังไม่ทันเสร็จ ฝนก็เริ่มซัดกระหน่ำลงมาแล้ว เม็ดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วสาดใส่ใบหน้าเจ็บแปลบๆ

ศาสตราจารย์ฉีก็เอาสวมเสื้อกันฝนมาคลุมตัวอย่างชุลมุน พลางสบถงึมงัม “ไอ้เด็กเหลือขอ ยังไม่รีบมาช่วยฉันอีก ! ไม่รู้จักให้เกียรติผู้สูงอายุ !”

หลี่โหยวแค่นเสียงเย็นชา “ต้องเอื้อเฟือเด็กก่อนสิ !” หลังจากช่วยฉินอี้สวมเสื้อกันฝนเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยเดินเอื่อยๆ ไปช่วยศาสตราจารย์ฉีผูกสายรัดเสื้อให้เรียบร้อย

จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก หลังจากที่โกลาหลอลหม่านอยู่ครู่หนึ่งทีมก็กลับคืนสู่ความสงบ แต่ฝนนี้ได้ทำลายแผนการที่ลุงอู่วางไว้ลงอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ฝนตกนั้น อันตรายในการเดินทางยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ กระแสน้ำในหุบเขาและโคลนถล่มบนภูเขาล้วนเป็นอันตรายต่อผู้คนอย่างยิ่ง

“ลงไปอย่าหยุด อีกกว่าสองกิโลเมตรข้างหน้ามีอารามเต๋าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ถึงที่นั่นแล้วพวกเราจะพักผ่อนกัน !” เสียงลุงอู่ดังฝ่าม่านฝนหนาหนักไปถึงหูทุกคน

>>>>>>>>>>>>

 

อ่านตอนที่ 36 อารามเต๋า