0 Views

ติดตามผู้แปลได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล


เวลาหนึ่งเดือนหมุนผ่านไป…..

เหล่านักผจญภัยเริ่มเดินทางเข้าสู่เทือกเขาอัลคาเกนเพื่อตามหาซากเมืองโบราณในตำนาน นครทมิฬ เซียวอวี๋ทำกำไรหลายล้านเหรียญจากการขายบัตรผ่านทาง อาหาร เครื่องดื่มและค่าที่พักในช่วงเวลานี้เอง

เซียวอวี๋เป็นผู้ลงมือจัดแบ่งกลุ่มกองกำลังของเขาด้วยตนเองขณะที่มองดูบรรดานักผจญภัยเดินทางออกจากตัวเมืองมุ่งหน้าสู่เทือกเขา

เขาเลือกกรอม ทอร์ล คาร์น ทิรันด้าและแอนโทนีดาสให้เป็นเสาหลักในแต่ละกลุ่ม เขาทิ้งอูเธอร์ไว้คอยช่วยเหลือหัวหน้าทหารฮุ่ยดูแลป้องกันเมือง คำอวยพรของอูเธอร์นั้นมีผลกับทหารชาวมนุษย์ทุกนาย ดังนั้นประสิทธิภาพในการต่อสู้ของกองทัพจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อมีเขาอยู่

เซียวอวี๋นำนักรบออร์ค 100 ตน พลปืน 50 นาย พลธนู 50 นาย พลเดินเท้า 10 นาย อสูรโคโด 10 ตัว และชาแมนอีก 10 ตนร่วมทางไปกับเขา เขาเชื่อว่าเขาสามารถรับมือกับปัญหาใด ๆที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ เซียวอวี๋ไม่ยอมให้มู่หานและหลินมู่เสวี่ยไปร่วมเดินทางกับคณะเดินทางของสถาบันเนื่องเพราะตัวเขาไม่แน่ใจว่าสถาบันจะสามารถปกป้องดูแลพวกนางได้ เขาทราบกระจ่างถึงความแข็งแกร่งของสถาบันเวทมนตร์ ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าให้พวกนางอยู่ข้างกายเขาจะปลอดภัยที่สุด

เสวี่ยซานั้นต้องการจะเดินทางมาด้วย ทว่าเซียวอวี๋ก็เกลี้ยกล่อมนางว่านี่ไม่ใช่การเที่ยวเล่น เขากล่าวว่าการเข้าเทือกเขาอัลคาเกนนั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถล้อเล่นผ่อนคลายได้ มีอันตรายทุกชนิดเฝ้ารอคอยพวกเขาอยู่ภายในเทือกเขา เขาไม่อาจปกป้องผู้คนจำนวนมากพร้อมกันได้ หากเกิดเรื่องราวขึ้น

………………………………….

………………………………….

เซียวอวี๋ไม่พบเจอสัตว์อสูรหรือมอนสเตอร์เลยระหว่างการเดินทาง ฝูงชนนักผจญภัยที่เข้ามาก่อนหน้าได้สังหารพวกมันจนสิ้น มีนักผจญภัยหลักหมื่นที่เดินทางเข้ามา ดังนั้นเส้นทางที่พวกเขาเดินผ่านจึงถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงเกลา เหล่านักผจญนั้นเปรียบดั่งบุรุษที่เห็นสตรีเปลื้องผ้าเมื่อพวกเขาพบเจอสัตว์อสูรหรือมอนสเตอร์ พวกเขาจะลงมืแสังหารมันก่อนที่มันจะทันได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเสียอีก

เซียวอวี๋นั้นนิ่งเงียบขณะที่หนึ่งในปัญหาที่เขาต้องจัดการได้รับการแก้ไขแล้ว ปัญหาที่กีดขวางการพัฒนาของดินแดนไลอ้อนมากที่สุดก็คือพวกสัตว์อสูรและมอนสเตอร์นี้เอง ก่อนหน้านี้เซียวอวี๋ได้ส่งพวกออร์คเข้ามากวาดล้างพื้นที่และเพื่อการฝึกฝนอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ขนาดพื้นที่นั้นกว้าขวางเกินไป ดังนั้นจึงมักจะมีสัตว์อสูรหลุดออกจากเทือกเขาเข้าทำร้ายประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

เซียวอวี๋เชื่อว่าสัตว์อสูรจะไม่เป็นภัยคุกคามดินแดนไลอ้อนไปพักใหญ่หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ในแผนที่ฉบับนั้นได้ระบุตำแหน่งที่ตั้งของนครทมิฬเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ต้นไม้ที่มีขนาดสูงกว่าสิบเมตรก็เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อพวกเขาล่วงลึกเขาไปในภูเขาอัลคาเกน ด้วยลำต้นที่สูงใหญ่ ใบไม้จึงปกคลุมท้องฟ้าทำให้มีแสงเล็ดรอดลงมาเพียงไม่มาก นี่ราวกับพวกเขากำลังเดินทางอยู่ภายในเขาวงกตโดยไม่อาจจำแนกแยกแยะทิศทางได้ บรรดานักผจยภัยเองก็เริ่มแยกกลุ่มกันออกไปสำรวจยังพื้นที่ต่างๆแล้วเช่นกัน

เซียวอวี๋ไม่ได้เกรงกลัวว่าจะหลงทางในเมื่อเขาพาชาวเอลฟ์ร่วมทางมาด้วย มันคงเป็นเรื่องแปลกมากหากเอลฟ์จะหลงทางในป่า

เซียวอวี๋ยังคงเดินทางอย่างสบายใจ เขาคิดว่าพวกเขาจะไปถึงนครทมิฬได้ในเวลาสองวัน

………………………………

………………………………

เป็นเรื่องปกติที่ร่างกายของผู้ใช้มนตราจะอ่อนแอ มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับพวกเขาที่จะฝืนทนเดินทางเป็นเวลานาน เซียวอวี๋มีเก้าอี้ที่ทำจากไม้ไผ่อยู่สองตัวซึ่งใช้พวกออร์คสี่ตัวแบกเอาไว้ที่บนหลังเพื่อไว้ให้มู่หานและหลินมู่เสวี่ยใช้นั่งพักในระหว่างการเดินทาง พวกออร์คนั้นแข็งแกร่งอดทนอีกทั้งร่างของพวกนางยังเบายิ่ง ดังนั้นการแบกเดินไปตลอดทางจึงไม่เป็นปัญหาใดๆ

แอนโทนีดาสนั้นโอดครวญและต้องการที่จะได้รับการดูแลดุจเดียวกันทว่่าเซียวอวี๋ก็ไม่ได้ใส่ใจต่อเสียงโอดครวญของเขา แม้ว่าแอนโทนีดาสจะเป็นผู้ใช้มนตราเฉกเช่นเดียวกัน ทว่าเขานั้นไม่ได้อ่อนแอ นอกจากนี้แล้ว เขายังไม่ได้มาจากโลกใบนี้ ดังนั้นสำหรับเขาแล้วการเดินทางไกลย่อมไม่เป็นปัญหาเนื่องเพราะร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตาม เขานั้นเกียจคร้านยิ่ง เขาจะไม่ยืนหากมีโอกาศได้นั่ง

หลินมุ่เสวี่ยและมู่หานนั้นเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีงาม พวกนางเห็นว่าแอนโทนีดาสต้องเดินด้วยสองเท้า ดังนั้นพวกนางจึงต้องการสละที่นั่งให้กับแอนโทนีดาสที่อยู่ในรูปลักษณ์ที่ดูชรา แอนโทนีดาสจะมีการแสดงออกราวกับเฒ่าชราที่อยู่ตามชนบทเมื่อพวกนางทำเช่นนั้น เขาจะกล่าวชื่นชมหลินมู่เสวี่ยและมู่หานเนื่องเพราะการปฏิบัติต่อผู้อาวุโส เซียวอวี๋เหลือบมองใบหน้าที่ดูไม่น่าไว้ใจของแอนโทนีดาสขณะที่ในใจนึกอยากจะมอบลูกเตะให้สักหนึ่งป๊าบ

……………………………….

……………………………….

พวกสัตว์อสูรมีระดับที่สูงขึ้นเมื่อพวกเขาล่วงลึกเข้าไปมากขึ้น เหล่านักผจญเริ่มมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น เซียวอวี๋พบเห็นนักผจญภัยที่พันผ้าพันแผลอยู่ตามรายทาง เขาไม่อาจทนเห็นพวกนักผจญภัยทอดร่างเป็นศพอยู่ข้างทางได้ มองอย่างผิวเผินแล้วการเดินทางในครั้งนี้นั้นเลิศหรูสวยงาม ทว่าเบื้องหลังนั้นกลับซ่อนเอาไว้ด้วยความตาย นอกจากนี้ยังไม่มีการไว้ทุกข์หรือหลุมศพยามเมื่อพวกเขาตกตาย เถ้ากระดูกของพวกเขาจะลอยวนเวียนติดอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก

เซียวอวี๋สั่งให้พวกออร์คขุดหลุมก่อนจะบรรจุฝังศพของเหล่านักผจญภัยที่ตายลงไป พวกนักจญภัยที่ได้เห็นฉากนี้ต่างพูดต่อกันไป การกระทำในครั้งนี้นั้นกินใจเหล่านักผจญภัยทั่วไปอย่างยิ่ง

นักผจญภัยเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่มีญาติหรือครอบครัวร่วมทางมาด้วย ดังนั้นความคาดหวังสุดท้ายของพวกเขาส่วนใหญ่ก็เพียงต้องการให้ใครบางคนที่ผ่านทางมาช่วยฝังศพของพวกเขา

พวกเขาได้พบเจอกับสัตว์อสูรและมอนสเตอร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เซียวอวี๋ไม่จำเป็นต้องลงมือเองแต่อย่างใด กองทัพที่ห้อมล้อมเขาอยู่จะจัดการแก้ปัญหาทุกอย่างให้เอง

……………………………………

……………………………………

ขณะที่เซียวอวี๋และกลุ่มของเขากำลังมุ่งหน้าเดินทางอยู่นั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านหน้า นักผจญภัยนับไม่ถ้วนล้วนวิ่งสวนผ่านพวกเขาไป

เซียวอวี๋ขมวดคิ้วขณะที่รั้งตัวนักผจญภัยผู้หนึ่งเอาไว้ “เกิดอะไรขึ้น?”

“หมาป่า!…พวกหมาป่า! ….เป็นหมาป่าวายุ! พวกมันมีกันเป็นร้อยๆ! รีบวิ่งเถอะ! วิ่งหนีเอาตัวรอด!” นักผจญภัยผู้นั้นหลังกล่าวจบก็วิ่งสุดฝีเท้าหนีไป

“หมาป่า?” เซียวอวี๋ขมวดคิ้ว พวกหมาป่านั้นทั้งป่าเถื่อน ดุร้ายและกระหายเลือด ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องเพราะพวกมันมักอยู่กันเป็นฝูง กระทั่งสัตว์อสูรระดับสูงบางชนิดยังต้องหลีกเลี่ยงพวกมัน เพราะอาจจะถูกพวกมันรุมฉีกทึ้งเอาได้หากเข้าปะทะโดยผลีผลาม

“เตรียมตัวปะทะ!” เซียวอวี๋ตะโกนสั่งการ เขาทราบดี ด้วยจำนวนคนของกลุ่มเขาแล้วมันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนี ดังนั้นพวกเขาจึงมีทางเลือกเดียวนั่นคือการต่อสู้ พวกออร์คคำรามออกมาเมื่อได้ยินคำสั่งของเซียวอวี๋ พวกมันล้วนเกิดมาเพื่อการต่อสู้

นอกจากนี้พวกมันยังห่างเหินจากสงครามขนาดใหญ่มานาน พวกมันล้วนกระหายที่จะต่อสู้ ตอนนี้โอกาศนั้นได้มาถึงแล้ว ทอร์ลเริ่มปักเสาสลักลงบนพื้นที่โดยรอบเพื่อมอบบัฟให้กับพวกออร์ค ผู้ควบคุมอสูรโคโดเริ่มตีกลองเพื่อปลุกขวัญกำลังใจให้กับพวกออร์ค ขณะที่พวกชาแมนเริ่มร่ายมนตร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพวกออร์ค

คาร์นเองก็ใช้ทักษะกู่ร้องเพื่อเพิ่มพลังให้กับพวกออร์คด้วยเช่นกัน

พวกนักรบออร์คระดับสิบนั้นสามารถจัดการกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สองได้ อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมีพวกมันถึงหนึ่งร้อยตน

ความแข็งแกร่งของกรอมและคาร์นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า ด้วยสภาวะในตอนนี้ กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สามก็ไม่อาจหนีรอดจากความตายไปได้….


ติดตามได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล