0 Views

ใบหน้าของประชาชนภายในดินแดนไลอ้อนต่างแต่งแต้มเอาไว้ด้วยรอยยิ้มหลังจากสนามรบถูกเก็บกวาดออกไป กองทัพหนึ่งหมื่นคนสามารถเอาชนะกองทัพมากกว่าหนึ่งแสนคนได้! นี่สมควรจะถูกบันทึกเอาไว้เช่นไร?

ผู้คนที่อพยพเข้าใหม่ต่างคิดหาหนทางอพยพอีกครั้งหลังเมืองไลอ้อนถูกปิดล้อม อย่างไรก็ตาม พวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นเชื่อมั่นในเมืองไลอ้อน อนาคตของดินแดนและผู้ปกครองดินแดนหลังได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้น

เซียวอวี๋ไม่ได้เฉลิมฉลอง หากแต่เริ่มจัดพิธีศพให้กับเหล่าทหารหาญที่เสียชีวิตในสงคราม อนุสาวรีย์วีรบุรุษที่ใจกลางเมืองไลอ้อนถูกสลักเอาไว้ด้วยรายชื่อเหล่าทหารที่เสียชีวิต นั่นทำให้ผู้คนในเมืองไลอ้อนรู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง ในยุคนี้นั้นมีเพียงนามของขุนนางเท่านั้นที่จะได้รับการจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ จะมีใครเล่าที่คิดจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับไพร่พลธรรมดา?

พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่มีแม้กระทั่งสกุล นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เซียวอวี๋ออกคำสั่งให้เหล่าทหารคิดสกุลขึ้นเพื่อที่ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจะสามารถใช้มันสืบไป เพื่อที่คนเหล่านั้นจะสามารถกล่าวได้อย่างภาคถูมิว่าบุตรชาย บิดา พี่น้อง หรือญาติของพวกเขาได้รับการสลักนามที่อนุสาวรีย์วีรบุรุษ

อนุสาวรีย์วีรบุรุษจะอยู่คู่เมืองไลอ้อนตราบจนล่มสลาย หลังจากนั้นเซียวอวี๋ก็ปฏิบัติตามคำสัญญาและมอบที่ดินให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไปใช้โดยไม่ต้องเสียภาษีเป็นเวลาหลายปี

การกระทำนี้ได้ทำให้ฝูงชนกลายเป็นตื่นเต้นจนคลุ้มคลั่ง ไม่กี่วันถัดจากนั้นก็มีผู้มาสมัครเข้าร่วมกับกองทัพมากกว่า 30,000 คน ทว่าเมื่อไลอ้อนในตอนนี้ยังไม่อาจรับทหารจำนวนมากขนาดนั้นได้ พวกเขายังต้องจัดหาอุปกรณ์ให้กับไพร่พล ซึ่งนั่นต้องใช้จ่ายอีกไม่น้อย

ถึงกระนั้นก็มีผู้คนกว่า 20,000 คนได้รับการบรรจุเข้าเป็นกำลังพลสำรอง พวกเขาเป็นเกษตร แต่จะได้รับการเรียกตัวไปฝึกเป็นครั้งคราว พวกเขาจะถูกส่งเข้าสู่สนามรบในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น นอกจากนี้พวกเขายังได้รับอุปกรณ์มาจากซากศพของพวกโจร ทั้งอาวุธและชุดเกราะล้วนอยู่ในระดับที่ดี เซียวอวี๋ได้นำแนวคิดในสมัยมาใช้ในเรื่องของการจัดตั้งกำลังพลสำรอง เขาเชื่อว่าเขาจะสามารถใช้สำรองเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพในอนาคตเมื่อดินแดนไลอ้อนขยับขยายออกไป

เหล่าบุรุษไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความตายเนื่องจากพวกเขาทราบว่าครอบครัวของพวกเขาจะได้รับการดูแลและพวกเขาได้รับเกียรติอย่างสูงเมื่อพลีชีพในสนามรบ

เซียวอวี๋ทราบดีว่านโยบายการปฏิรูปที่เขาลอกแนวคิดของชางหยางมากำลังบังเกิดผล ผลของการปฏิรูปเหล่านี้จะมีนัยสำคัญอย่างมากในอนาคต เขาเชื่อเส้นทางที่จะใช้พิชิตโลกใบนี้จะไม่ได้มาจากนักรบอัญเชิญ หากแต่เป็นนโยบายที่เขาเลือกใช้ การใช้นโยบายเหล่านี้จะทำให้เขาสามารถโน้มน้าวให้ผู้คนเข้ามารับใช้เขามากกว่าที่จะเป็นผู้อื่น เซียวอวี๋ได้ฌาปนกิจร่างของเหล่านักรบอัญเชิญและใส่อัฐิของพวกเขาเข้าไปในแท่นบูชา หลังจากนั้นเขาก็จัดงานเฉลิมฉลองเพื่อให้ผู้คนได้สนุกสนามครื้นเครงไปกับชัยชนะที่ได้รับ

เซียวอวี๋ได้ออกไปกล่าวปราศรัยหลังการเฉลิมฉลอง เขาอธิบายว่าพวกเขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำสงครามในครั้งต่อไปเพื่อการกวาดล้างค่ายโจรเหยี่ยว หลังจากนั้นเขาจึงกลับไปยังเนินเขาที่ตั้งของทัพม้าเกราะหนักเพื่อเดินทางกลับไปยังค่ายเหยี่ยว

ในอดีตไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเขาจะสามารถกวาดล้างพวกโจรได้ยามที่เขากล่าวออกมา ทว่าตอนนี้ทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

“ข้ากลับมาแล้ว!” เซียวอวี๋ตะโกนออกมาเมื่อมองเห็นหน่วยทหารม้าเกราะหนัก

“ท่านผู้บัญชาการ พวกเราเห็นกองเพลิงขนาดใหญ่ลุกโชน อีกทั้งยังมีเสียงระเบิด….เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”

คนในหน่วยทหารม้าเกราะหนักก้าวออกมาสอบถามเรื่องราว

การแสดงออกของเซียวอวี๋แปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม “เป็นเวทมนตร์ต้องห้าม พวกเราจะเอาอะไรไปต้านทานเวทมนตร์เช่นนั้นได้? ทุกคนต่างตกตะลึง ข้าคิดว่าตนคงต้องตายแล้วหากว่าวิ่งได้ไม่เร็วพอ ข้าหลบหนีเข้าไปภายในภูเขาและเกิดหลงทางอยู่ในนั้น….เคราะห์ดีที่ข้าสามารถรอดกลับมาได้! แม้ว่ากองทัพของพวกเราจะย่อยยับก็ตาม….”

เซียวอวี๋คิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าจะใช้เวทมนตร์ต้องห้ามมาใช้ปิดบังการคงอยู่ของพวกบาทิเดอร์ เขาทราบว่าผู้คนในเมืองไลอ้อนเองก็ยังไม่ทราบเกี่ยวกับพวกมันมากนัก ดังนั้นเขาจึงคิดว่าการใช้การตบตานี้กับพวกโจรย่อมไม่มีปัญหาใด นอกจากนี้ทุกคนยังคิดว่ามีการร่ายเวทมนตร์ขึ้นในสนามรบ

ท้องฟ้าในคืนนั้นมืดอย่างมาก ดังนั้นบาทิเดอร์จึงไม่ใช่ทุกคนที่สามารถมองเห็นพวกมัน บางคิดว่ามีเปลวเพลิงตกลงมาจากฟากฟ้า

“ทุกคน? กองทัพทั้งหมดของพวกเรา?” เหล่าทหารม้าเกราะหนักตกตะลึง

เซียวอวี๋กล่าวว่า “ข้าโชคดีที่สามารถหนีรอดมาได้ ข้าคิดว่าคงมีคนไม่มากนักที่สามารถหลบหนีออกมาได้หลังเผชิญหน้ากับเวทมนตร์อันร้ายกาจนั่น…”

“ทว่า…” เซียวอวี๋หยิบถุงขึ้นมา “ข้าสามารถสังหารทหารของเมืองไลอ้อนไปได้ 51 คน ข้าได้ตัดหูข้างขวาของพวกมันมาด้วย….” มีสีหน้าที่ภาคภูมิใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา

มีแววตาที่เคารพยำเกรงปรากฏขึ้นในหมู่ทหารม้าเกราะหนัก พวกเขาคิดว่าเซียวอวี๋นั้นมีความกล้าหาญอย่างแท้จริงขณะที่เขาหลบหนีก็ยังสามารถสังหารศัตรูในระหว่างทางด้วย นี่หมายความว่าผู้บัญชาการของพวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้มแข็งผู้หนึ่ง

ทหารม้าเหล่านี้ไม่กล้ากลับค่ายโดยพละการ ดังนั้นพวกเขาจึงรอคอยการกลับมาของเซียวอวี๋ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเขาจะถอนตัวกลับค่ายเหยี่ยวแล้ว

ค่ายเหยี่ยวนั้นตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหลเมื่อพวกเขากลับไป สุบารุได้กลับมาที่ค่ายพร้อมกับพวกโจรที่เหลืออยู่ไม่ถึง 5,000 คน นี่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่พวกโจร ทั้งยังมีข่าวลือเรื่องระเบิดเวทมนตร์ พวกโจรส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นเวทมนตร์ต้องสาปอันชั่วร้าย มีเพียงเวทมนตร์ประเภทนี้ที่สามารถส่งผลต่อพื้นที่เป็นวงกว้างได้ ความรุนแรงของมันไม่ได้มากมายนัก ไม่ได้เท่ากับเวทมนตร์ต้องสาปในตำนานที่สามารถทำลายเมืองได้ นอกจากนี้ยังมีบางคนพบเห็นว่ามีบางสิ่งบินอยู่บนท้องฟ้า ดังนั้นมันจะไม่ใช่เวทมนตร์ต้องสาปได้อย่างไร? จะมีลูกไฟจำนวนมากตกลงมาจากท้องฟ้าได้อย่างไร?

อันที่จริงสุบารุเอาแต่ขบคิดถึงปัญหาข้อนี้นับตั้งแต่กลับมาที่ค่ายแล้ว เดิมทีทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนการของเขา ลุ่มโจรที่ต่อต้านเขาต่างถูกกำจัดไปมากมาย ในขณะที่ยังเหลือกองโจรอยู่ที่ค่ายแห่งนี้รอให้เขามาฮุบกลืนไป มาตอนนี้มีไม่ถึง 30,000 คนที่สามารถรอดกลับมา ทุกคนล้วนถูกสังหารไป นี้ทำให้แผนการของเขาเกิดเหตุผลิกผันขึ้น พวกเขาจะได้รับชื่อเสียงหากว่าทำให้เซียวอวี๋ทุกข์ทรมาณได้ ทว่าตอนนี้ความรับผิดชอบทั้งหมดจะถูกผลักโยนมาที่เขา

สุบารุไม่ได้เป็นกังวลในเรื่องนี้ เรื่องที่เขากังวลนั่นก็คือ เซียวอวี๋ไปหาอาวุธทรงพลังเช่นนี้มาได้อย่างไร? เขาจะสามารถเอาชนะเซียวอวี๋ได้หรือไม่หลังจากกลืนกองโจรทุกกลุ่มเข้ามา? นั่นเป็นคัมภีร์เวทมนตร์ที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวหรือไม่? หากว่าใช่ เช่นนั้นเซียวอวี๋ก็ไม่อาจใช้มันได้อีก……

แต่ถ้ามันเป็นอย่างอื่นเล่า? เขามองเห็นเงาของสิ่งมีชีวิตอยู่บนท้องฟ้า….เขาเชื่อว่านั่นจะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต….ถ้าเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ก็น่ากลัวมากแล้ว….

เซียวอวี๋ตรงไปพบสุบารุทันทีที่กลับถึงค่าย สุบารุต้อนรับเซียวอวี๋และพบว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับทหารม้าเกราะหนักทั้ง 1,000 คนของเขา

เซียวอวี๋อธิบายให้สุบารุทราบว่าเหตุใดเขาถึงกลับมาช้านัก เขาบอกว่าตนนั้นหลงทางและได้สังหารศัตรูไปบางส่วน หลังจากงมเส้นทางอยู่นานเขาก็สามารถกลับมารวมตัวกับหน่วยได้ สุบารุไม่ได้ตำหนิที่เซียวอวี๋เลือกที่จะหลบหนีออกจากสนามรบ นอกจากนี้สุบารุยังกล่าวปลอบโยนอยู่หลายคำ เขาบอกให้เซียวอวี๋ไปพักผ่อนในขณะที่บรรดาหัวหน้าโจรจะมาประชุมกันเพื่อหารือแผนการในอนาคต

การกระทำของเซียวอวี๋ได้ทำให้แผนการของสุบารุเกิดการชะงักงัน ถึงกระนั้นเขาก็เป็นบุรุษผู้ซึ่งยอมรับความล้มเหลวได้ ดินแดนไลอ้อนนั้นแข็งแกร่ง สุบารุจึงวางแผนที่จะรวบกองกำลังทั้งหมดเข้ามาเป็นของเขาในการลงมือเพียงครั้งเดียว…………


ติดตามอ่านล่วงหน้าได้ที่ Lazy Meow นิยายแปล