0 Views

“เจ้ากล่าวผิดแล้ว ที่ข้ามีความมั่นใจไม่ใช่เพราะวารีน้อยในมือ แต่ที่ข้าก้าวเข้ามาด้วยความมั่นใจเป็นเพราะว่าพวกเจ้ามันอ่อนแอก็เท่านั้นเอง” หนิงเทียนกล่าววาจายั่วยุออกมาด้วยรอยยิ้ม

เมื่อชายร่างผอมได้ยินเช่นนั้น ภายในใจของมันไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด มันกลับถูกโทสะและความโลภเข้าครอบงำ
มันหัวเราะออกเสียงดังก่อนจะกระชับง้าวในมือแน่น พร้อมกันนั้นมันสั่งการให้ทหารทุกนายตั้งขบวนทัพล้อมรอบหนิงเทียนเอาไว้

หนิงเทียนไม่ได้สนใจทหารที่กำลังรายล้อมมันแม้แต่น้อยในหัวของหนิงเทียนคิดออกเพียงเรื่องเดียวว่า จับโจรต้องจับที่ตัวหัวหน้า
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหนิงเทียนถีบพื้นพุ่งตัวออกฝ่าวงล้อมของทหารไปโดยเร็วเป้าหมายของมันมีเพียงอย่างเดียวคือต้องปลิดชีวิตชายร่างผอมผู้นี้ให้ได้โดยเร็ว

แม้ทุกถ้อยคำที่หนิงเทียนกล่าวออกจะเต็มไปด้วยความมั่นใจและรอยยิ้มก็ตามทีแต่สำหรับตัวมันในเวลานี้
หนิงเทียนเข้าใจดีว่าการที่จะเอาชนะผู้ฝึกตนในแดนแห่งปราชญ์มากมายถึงสิบกว่าคนอีกทั้งยังมีชายร่างผอมที่เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวเข้าสู่ดินแดนวีรชน คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
และยิ่งถ้าพวกมันต่อสู้อย่างระวังและรัดกุมด้วยแล้วการจะสังหารพวกมันทั้งหมดให้ได้ก่อนที่ทัพของขุนพลอัคคีจะกลับมานั้นเห็นทีว่าจะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เองหนิงเทียนจึงจงใช้กระบี่พิรุณโปรยและจงใจแสดงให้เห็นถึงความสามารถของอาวุธที่มีจิตวิญญาณโดยหวังที่จะใช้ความโลภในใจของพวกมันกระตุ้นให้พวกมันมีความคิดที่จะเริ่มโจมตีเข้ามา
และสุดท้ายพวกมันก็เป็นดังเช่นที่หนิงเทียนหวังไว้ คราวนี้รอยยิ้มที่มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มออกด้วยความอำมหิต

หนิงเทียนคิดถึงผลได้ผลเสียของการใช้เพลงกระบี่สังหารเทพอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนใจ ‘แม้กายาเทพอสูรกอปรกับม้วนภาพ8ตะวันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกายา
แต่ก็ยังไม่มีอะไรรับประกันได้อยู่ดีว่าร่างกายของข้าจะทนทานแรงสะท้อนของ13กระบี่สังหารเทพได้’ เมื่อคิดได้เช่นนี้มันจึงร่ายรำและใช้ออกด้วยเพลงกระบี่ตัดชีพจรของตระกูลมู่

หนิงเทียนฟาดฟันกระบี่ออกไปในอากาศนับสิบๆครั้ง เพียงไม่นานนักรังสีกระบี่อันหนาวเย็นกลายเป็นตาข่าย ครอบคลุมพื้นที่รอบๆตัวของชายร่างผอม จากนั้นตาข่ายที่เกิดจากรังสีกระบี่นับสิบสายค่อยๆพุ่งเข้าโจมตีเพื่อสังหารศัตรู

เวลาเดียวกันชายร่างผอมที่กำลังถูกความโลภครอบงำจิตใจ มันพุ่งร่างเข้าใส่หนิงเทียนอย่างรวดเร็ว แต่จู่ๆภาพตรงหน้าของมันกลับปรากฎเป็นตาข่ายเงินขนาดเท่านิ้วมือขยายออกและพุ่งเข้าหามันโดยไร้ซึ่งทางหนี
ชายร่างผอมเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกตะลึง ใบหน้าของมันซีดขาวลง แม้ว่ามันจะใช้ง้าวของมันฟาดฟันออกสักกี่ครั้งก็ไม่สามารถที่จะตัดตาข่ายสีเงินที่เกิดจากรังสีกระบี่นั้นได้เลย

บัดซบ!! นี้มันอะไรกัน เจ้าเด็กไม่มีพลังปราณจริงๆหรือ ด้วยความตกใจชายร่างผอมรีบโคจรปราณอัคคีในร่างของมันออกมาเป็นเกราะป้องกัน
ด้วยทักษะบ่มเพาะเส้นปราณโลกันต์อันเป็นทักษะเฉพาะที่ตกทอดกันมาในตระกูลผู้ปกครองเมืองอย่างตระกูลจี้ เพียงพริบตาเดียวร่างของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน อุณหภูมิรอบๆตัวบิดเบี้ยวด้วยไอของความร้อน

เมื่อตาข่ายสีเงินเข้าปะทะกับเกราะไฟ มันระเบิดออกเสียงดัง ตูมม!!!
ชายร่างผอมนั้นพุ่งร่างลงพื้นด้วยบาดแผลจากรอยของกระบี่นับสิบแห่ง มันหอบหายใจยาวพร้อมกับมองไปยังร่างของหนิงเทียนด้วยดวงตาตกตะลึง “มัน..มันหายไปไหน!!!!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงดีเงาร่างของหนิงเทียนปรากฏอยู่ด้านหลัง จิตสังหารที่หนิงเทียนปล่อยออกมานั้นกดร่างของมันให้ทรุดลงกับพื้น จากนั้นหนิงเทียนบรรจงใช้กระบี่พิรุณโปรยเสียบเข้าไปที่ท้ายทอยของชายร่างผอม

ซวบ!!! เสียงของกระบี่แทงทะลุผ่านลำคอดังออกอย่างน่าสยดสยอง ชายร่างผอมร่างสั่น เลือดสีแดงเข้มทะลักออกมาจากลำคอประดุจแอ่งน้ำพุสายใหม่
มันพยามยกสองมือขึ้นมาจับกุมไปที่ลำคอแต่นั้นก็เป็นเพียงแค่ความพยายามสุดท้าย เมื่อหนิงเทียนกระชากกระบี่ออกสองมือของมันก็ต้องตกลงไปพร้อมกับวิญญาณที่สลายออกจากร่าง

ทหารในชุดเกราะสีแดงได้เห็นภาพตรงหน้าเต็มสองตา มันตะโกนร้องออกด้วยความหวาดกลัว“ท่านจี้ซู …. ท่านจี้ซู”

หนิงเทียนใช้เสื้อของชายร่างผอมแทนผ้าในการเช็ดโลหิตก่อนจะกล่าวออกมา“อ่อ ที่แท้เจ้าก็ชื่อจี้ซูเองสินะ” กล่าวจบหนิงเทียนปลายตามองไปยังทหารที่ลุมล้อมตัวมันพร้อมกับสะบัดกระบี่อีกครั้ง
มันไม่สนใจคำร้องขอชีวิตใดๆจากทหารเกราะแดงที่ไร้ซึ่งจิตสำนึกในการต่อสู้ สภาพศพของแต่ละคนนั้น ยิ่งมองดูยิ่งอนาถใจ

หมิงหยูที่มองดูการกระทำของหนิงเทียนทุกๆขั้นตอน ภายในใจของนางบังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที “นี้มันไม่ใช่การกระทำของมนุษย์แล้ว มันเป็นการกระทำของปีศาจเสียมากกว่า”

เมื่อหนิงเทียนทำลายซากศพของทหารนับสิบๆชีวิต มันไม่ลืมที่จะตัดคอของจี้ซูและวางไว้ที่หน้าประตูทางเข้า จากนั้นมันเปล่งเสียงเรียกสติของหมิงหยูก่อนจะกล่าวออกมา
“จะเอาแต่มองอยู่ทำไม มาช่วยกันละเลงเลือดให้ทั่วบริเวณ เรามีเวลาอีกไม่มากนักก่อนที่กองทัพหลักของพวกมันจะกลับมา”

“ป่าเถื่อน เจ้าสังหารพวกมันแล้วเหตุใดถึงต้องย้ำยี่ศพของพวกมันถึงเพียงนี้” หมิงหยูกล่าวถามอย่างไม่เต็มเสียงนักแม้พวกมันจะเป็นศัตรูกันแต่การกระทำเช่นนี้นับว่าโหดร้ายเกินไปจริงๆ

หนิงเทียนปลายสายตาที่คมเช่นดาบไปทางหมิงหยูพร้อมกล่าวออก “เจ้าคิดว่าข้ากำลังเล่นอยู่? เจ้าจะยืนดูเฉยๆก็ตามใจ แต่ถ้ากองทัพของขุนพลอัคคีกลับมาจงแน่ใจได้เลยว่าข้าจะทิ้งเจ้าแล้วเอาตัวรอดไปเพียงคนเดียว”

แม้จะเป็นคำพูดที่ธรรมดาแต่ด้วยน้ำเสียงของหนิงเทียนเวลานี้มันเยือกเย็นชวนให้หมิงหยูรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
นางรู้สึกว่าแขนขาของตัวเองเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง จากนั้นจึงกล่าวถามออกอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ข้า..ข้าต้องทำอะไรบ้าง?”

“เจ้านั้นเป็นโจรที่ชอบยั่วยุอารมณ์ผู้คนไม่ใช่หรือ? เจ้าคิดว่าต้องทำให้ค่ายของมันเป็นอย่างไรถึงจะยั่วยุอารมณ์ของขุนพลอัคคีได้จนถึงขีดสุดละ”

ได้ยินคำพูดของหนิงเทียนหมิงหยูปลายตามองไปยังที่พักของผู้ฝึกตนนิกายเคลื่อนเมฆาก่อนจะกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย“แล้วเราไม่ต้องจัดการพวกนั้นด้วยหรือ?”
ทั้งนิกายเคลื่อนเมฆาและกองทัพอัคคีทั้งสองล้วนเป็นศัตรูของกองโจรพิทักษ์ฟ้า แต่ด้วยการกระทำของหนิงเทียนนั้นดูเหมือนว่ามันจะมีความแค้นฝังลึกกับคนของกองทัพอัคคีเสียมากกว่า

“ไม่จำเป็นปล่อยให้พวกมันนอนไปอย่างนั้นแหละ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกมันทั้งสองกลุ่มกลับมาและได้เห็นสภาพของทั้งสองค่ายที่แตกต่างราวกับว่าพวกมันได้ไม่ตั้งอยู่ข้างๆกัน”
หนิงเทียนกล่าวออกขณะที่มันตวัดกระบี่แยกชิ้นเนื้อของทหารผู้หนึ่งออกจากกันเป็นห้าส่วน

หมิงหยูได้ยินเช่นนั้นนางเข้าใจถึงเจตนาของหนิงเทียนทันที “หรือว่าท่านต้องการจุดไฟให้ขุนพลอัคคี จี้ซวนบังเกิดความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในตัวของนิกายเคลื่อนเมฆา….”

ป.ล. อ่านต่อถึงตอนที่1110 คลิ๊ก!!!