0 Views

หมิงหยูนำห่อโอสถที่ภายในบรรจุผงหมอกอัสดงขึ้นมา ก่อนจะหวนคิดถึงคำพูดของหนิงเทียนในยามก่อนที่พวกมันจะแยกกันทำหน้าที่ของแต่ละคนว่า
“นี้คือผงหมอกอัสดง ถ้าเจ้าพบเจอศัตรูให้โปรยผงนี้ขึ้นฟ้าในทันที และข้าจะรีบกลับไปช่วยเจ้า…ข้าจะรีบกลับไปช่วยเจ้า”

ด้วยคำกล่าวที่หนิงเทียนเคยกล่าวกับนาง ทำให้หมิงหยูถือผงหมอกอัสดงไว้แน่นและเตรียมที่จะใช้มันเป็นความหวังสุดท้าย

ขณะที่สองมือของนางกำลังสะบัดผงหมองอัสดงให้กระจายขึ้นทั่วฟ้า ฝ่ามืออันแข็งกร้านพุ่งตรงมาคว้าข้อมือของหมิงหยูไว้ราวกับคีมเหล็ก
“สาวน้อยเจ้ากำลังทำอะไร? ไม่ใช่ว่าห่อโอสถในมือเจ้าคือยาพิษหรอกหรือ?? ถ้าเจ้าตายไปแล้วข้าก็หมดสนุกแย่ละสิ”

“ปล่อยข้า!! เดรัจฉานปล่อยมือข้าเดียวนี้!!”หมิงหยูตะโกนใส่จี้จวงที่กำลังจับกุมมือของนางด้วยความเกลียดชัง

แม้จะถูกสตรีตรงหน้าก่นด่าอย่างหยาบคายแต่จี้จวงหาได้สนใจแม้แต่น้อย มันเพียงแต่หันไปกล่าวกับจี้ซวนว่า “ท่านขุนพล ข้าจับนางได้ตามคำสั่งของท่านแล้ว ฉะนั้นข้าขอ…”
ยังไม่ทันได้กล่าวจนจบประโยคดีนัก เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านระหว่างกลางร่างของหมิงหยูและจี้จวงไป มันหลงเหลือเพียงแค่สายลมเย็นๆที่ทิ้งไว้ให้แก่จี้จวงเท่านั้น

จากนั้นเงาสีดำพัดหอบร่างของหมิงหยูให้ลอยไปตามทิศทางเดียวกันกับร่างของมัน ระหว่างทางที่เงาสีดำล่องลอยผ่านไป ละอองเลือดจางๆสาดกระจายล่วงหล่นเป็นหยาดฝน

ดวงตาของจี้จวงเบิกกว้าง มันเหลือบมองไปยังข้อมือขวาที่เคยจับกุมแขนของหมิงหยูไว้ บัดนี้ข้อมือข้างนั้นถูกตัดขาดจนหายออกไปจากท่อนแขนของมันเรียบร้อยแล้ว
ทันใดนั้นเมื่อดวงตาของจี้จวงได้รับรู้ภาพ ความรู้สึกจากร่างพุ่งตรงเข้าสู่สมองส่วนในทันที ความรู้สึกเจ็บปวดสุดแสนทรมานแล่นไปทั่วทุกส่วนของร่างจนบังเกิดเสียงร้องโหยหวนอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ดังออกมา “อ๊ากกกกก”

ขณะเดียวกันหมิงหยูที่ถูกฉุดกระชากโดยเงาร่างสีดำนั้น นางพยามจับจ้องไปยังใบหน้าของเงาสีดำให้ชัดเจน ปรากฏเป็นใบหน้าที่ในช่วงสองสามวันมานี้นางได้คุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี

“ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าถ้าพบกับศัตรูเมื่อใดให้โยนผงหมอกอัสดงแจ้งให้ข้าได้รู้ทันที” หนิงเทียนกล่าวออกพร้อมสายตาที่มองไปยังกลุ่มของจี้ซวนอย่างเย็นชา

“เจ้า…เจ้ามาที่นี้ได้อย่างไร??”หมิงหยูกล่าวถามอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะด้วยเวลานี้ร่างของนางถูกโอบกอดด้วยสองมือของหนิงเทียน

“เรื่องนั้นสำคัญด้วยหรือ? ไม่ใช่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือพวกเราจะหนีรอดไปจากสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรเสียมากกว่า”
สิ้นเสียงของหนิงเทียนมันออกแรงบิดร่างของหมิงหยูให้ไปอยู่ด้านหลัง ก่อนจะกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม “ข้านั้นได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ได้พบกับขุนพลอัคคีตัวจริงๆเสียที”

จี้ซวนมองไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาอันกราดเกรี้ยวจากนั้นมันสลับสายตาไปยังจี้จวงที่บัดนี้ความหวังลูกใหม่ของมัน กลับถูกทำให้กลายเป็นคนพิการเพียงชั่วพริบตาเดียว

“บัดซบ!! เป็นเจ้าสินะที่สังหารญาติผู้น้องของข้า และเวลานี้เจ้ายังกล้าทำร้ายลูกน้องคนสำคัญของข้าอีก สารเลววันนี้ถ้าข้าไม่ได้ฉีกร่างเจ้าออกเป็นชิ้นๆอย่าได้เรียกข้าว่าขุนพลอัคคีอีกเลย”

หนิงเทียนได้ยินดังนั้นมุมปากของมันยกยิ้มออกมาพร้อมกล่าวออกไป“ดี ในเมื่อเจ้ากล่าวออกมาเอง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเรียกคนโง่เช่นเจ้าให้ยืดยาวอีก เข้ามาเลยจี้ซวน ข้าจะสอนถึงความกว้างของโลกใบนี้ให้เจ้าเอง”

เมื่อคำกล่าวที่ไร้ซึ่งความเคารพและเต็มไปด้วยคำดูถูกกระทบเข้ากับหูของจี้ซวนเส้นเลือดหลายสายปรากฎขึ้นบนหน้าผากของมันทันที มันคำรามออกมาเสียงดังพร้อมสั่งการทหารของมันให้เริ่มโจมตีทันที

เห็นดังนั้นหนิงเทียนกล่าวออกแก่หมิงหยูโดยเร็ว “เจ้าหนีไปก่อน ตอนนี้ไม่ต้องสนใจตำแหน่งใดๆอีกต่อไป ให้รีบหนีขึ้นไปรวมกลุ่มกับเฉียนหยาให้เร็วที่สุด
ถ้าเจ้ายังอยู่ นอกจากจะไม่ได้ช่วยทำให้ข้าสบายขึ้นแล้ว เจ้ายังทำให้ข้าลำบากมากกว่าเดิมเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวอีก” กล่าวจบหนิงเทียนใช้มือซ้ายผลักร่างของหมิงหยูให้ถอยหลังห่างออกไป

หมิงหยูที่ได้ฟังดังนั้นสองขาของนางไม่สามารถก้าวออกได้โดยทันที นางเพียงแต่กล่าวออกมาอย่างวิตกกังวลว่า “เจ้า…เจ้าจะให้ข้าทิ้งเจ้า ไม่ได้เด็ดขาด!!”

“นี้คือคำสั่งของผู้นำภารกิจ จงรีบหนีไปเดียวนี้”หนิงเทียนตวาดออกเสียงดัง เมื่อหมิงหยูได้ยินเสียงตวาดของหนิงเทียนดังก้อง นางไม่ลังเลที่จะหันหลังและพุ่งตัวออกตามคำสั่งของหนิงเทียนทันที
สำหรับตัวนางเองที่ทำภารกิจมานับสิบนับร้อยภารกิจ นางเข้าใจได้ดีว่า คำสั่งของหัวหน้าภารกิจสำคัญเพียงใด เมื่อนางฉุกคิดถึงเรื่องนี้ นางจึงโยนความรู้สึกสับสนทิ้งไปและหลบหนีไปตามคำสั่งของหนิงเทียนโดยเร็ว

“คิดจะหนี มันไม่ง่ายนักหรอก” ทหารนายหนึ่งคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยามในการกระทำที่โง่เขลา

การที่คนๆหนึ่งจะหนีรอดไปจากกองทัพของขุนพลอัคคีที่กำลังลุมล้อมนับร้อยๆคนได้ ถ้ามีคนเช่นนั้นอยู่จริง ชื่อเสียงของกองทัพอัคคีคงไม่ขจรขจายไปทั้งสามเมืองใหญ่อย่างแน่นอน

“นั้นนะสิ ข้าเองก็คิดว่ามันไม่ง่ายนักหรอกที่จะหลบหนีไป” สิ้นคำกล่าวของหนิงเทียนกลิ่นหอมจางๆคละคลุ้งไปทั่วบริเวณโดยรอบ

โดยเฉพาะรอบกายของทหารคนหนึ่งที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาหามัน กลิ่นหอมนั้นแรงขึ้นเป็นพิเศษ เพียงสูดลมหายใจเข้าออกครั้งที่สามเท่านั้น
ร่างของทหารนายนั้นที่มีพลังฝึกตนอยู่ในแดนแห่งปราชญ์ขั้นต้นขยายใหญ่และผ่องตัวออกโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

“นี้!! เจ้ากำลังทำอะไรกับข้า” ทหารที่เคยมีร่างผอมเพรียวกลับกลายเป็นอ้วนฉุกภายในเวลาไม่มีกี่ลมหายใจ แต่ร่างของมันไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้มันกลับขยายออกมากขึ้นและยิ่งมากขึ้น
จนในที่สุดร่างของทหารผู้นั้นระเบิดออกกลายเป็นน้ำพิษสีเขียว หยาดละอองน้ำพิษกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ เมื่อมันตกกระทบกับผิวหนังของผู้ใด ความเป็นพิษของมันกัดกร่อนจนทำให้เกิดบาดแผลขนาดใหญ่เป็นวงกว้าง

จี้ซวนเห็นดังนั้นมันจึงรีบสั่งการออกไปอย่างรวดเร็ว “โลหิตมีพิษ พวกเจ้ารีบโคจรพลังปราณคุ้มครองร่างกายไว้ซะ”
สิ้นเสียงของจี้ซวนทหารของกองทัพอัคคีไม่ได้สนใจที่จะติดตามหนิงเทียนต่อแต่อย่างใด พวกมันทั้งหมดตั้งสมาธิและรีบโคจรพลังปราณปกป้องร่างของตนเองโดยเร็ว

เมื่อละอองพิษสีเขียวจางหายไปกับสายลมแล้ว ร่างที่เคยยืนอยู่ของหนิงเทียนหายวับไปดุจเมฆหมอก…

ป.ล. อ่านต่อถึงตอนที่1110ในกลุ่มคลิ๊ก!!!