0 Views

“ซีหมิน เจ้ากับข้าพวกเราทั้งคู่มีฐานะที่เท่าเทียมกัน เหตุใดข้าต้องฟังคำพูดของเจ้าด้วย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะนำตัวพวกมันกลับไปด้วย
เมื่อข้ารายงานเรื่องทั้งหมดแก่หัวหน้าแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปก็ให้หัวหน้าเป็นผู้ตัดสินใจ” หมิงหยูเองก็ไม่ยอมที่จะฟังคำพูดของซีหมินเช่นกัน

เตี่ยชางที่กำลังอุ้มทารกน้อยอยู่รีบกล่าวแทรกกลางทันที “ซีหมิน คำพูดของหมิงหยูนั้นใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สิ่งที่นางทำเพื่อประโยชน์ของพวกเรา ส่วนว่ามันผิดหลักการของกลุ่มเราหรือไม่ มีแต่หัวหน้าเท่านั้นที่ตัดสินใจเรื่องนี้ได้”

ได้ยินดังนั้นซีหมินพ่นลมหายใจออกทางจมูก พร้อมกล่าวขึ้น “หึ ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่า แต่บอกไว้ก่อนถ้าหัวหน้าเกิดลงโทษขึ้นมา ข้านั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น”
จากนั้นมันหันไปใช้เท้าสะกิดร่างของมู่เสวี่ยพร้อมกล่าวถามหมิงหยู “เจ้าแน่ใจว่าพวกมันหลับสนิท พวกเราไม่สามารถให้คนนอกล่วงรู้เส้นทางไปค่ายของเราได้เด็ดขาด”

“ไม่ต้องห่วง ข้าให้พวกมันทั้งคู่ดื่มพิษดักแด้จำศีลเข้าไปหลายอึก กว่าพวกมันจะตื่นก็ยามค่ำของวันพรุ่งนั้นแหละ”

เมื่อได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของหมิงหยูแล้ว ซีหมินรีบ กล่าวสั่งให้คนของมันแบกร่างของหนิงเทียนและมู่เสวี่ยและออกเดินทางทันที

ระหว่างทางพวกมันเดินลัดเลาะตามป่าและแม่น้ำ บางครั้งก็มุดเข้าไปในซอกถ้ำ เดินตัดป่าที่ปกคลุมไปด้วยพันธุ์ไม้หนาทึบนับสิบนับร้อยชนิด เส้นทางที่พวกมันเดินไปนั้นลึกลับและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
มันไม่มีทางเลยที่คนธรรมดาจะสามารถหลงเข้ามาได้เด็ดขาด แต่พวกมันทั้งหมดหารู้ไม่ว่าเวลานี้ มีชายคนหนึ่งเฝ้ามองและจดจำทุกเส้นทางที่พวกมันใช้อย่างเงียบๆ

ด้วยดวงตาที่เกือบจะปิดสนิทกอปรกับมุมปากที่ยกยิ้มออกมาจากใบหน้าของหนิงเทียน เพียงสองสิ่งนี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่าหนิงเทียนนั้นหาได้โดนพิษดักแด้จำศีลแม้แต่น้อย
ไม่สิต้องบอกว่าพิษนั้นไม่มีผลกับร่างกายของหนิงเทียนเลยมากกว่า

‘ต้องขอบคุณนางโจรสาวที่ชื่อหมิงหยูจริงๆที่ช่วยให้ข้าไม่ต้องวิ่งวุ่นไปมา กองโจรพิทักษ์ฟ้าหรือ? ดีละ ข้าขอพักผ่อนในค่ายของเจ้า จนกว่าเหยื่อของข้าจะวิ่งเข้ามาติดกับแล้วกัน’
คิดออกเช่นนั้นหนิงเทียนปิดตาของมันลงสนิทและสกัดชีพจรของมันให้อวัยวะทั่วร่างทำงานช้าลงคล้ายกับคนที่กำลังหลับลึก

เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนบัดนี้แสงของตะวันเริ่มที่จะโผล่ออกจากขอบฟ้าแล้ว พวกมันใช้เวลาเดินเท้าทั้งคืนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ถ้าได้มองจากภายนอก หมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านธรรมดาทั่วไปแม้แต่น้อย จะมีสิ่งที่ผิดแปลกไปก็คือมันมาตั้งอยู่ในที่ห่างไกลและลึกลับ

“หัวหน้ากลับมาหรือยัง?” ซีหมินกล่าวถามแก่ชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งตกปลาอยู่หน้าหมู่บ้าน

“มาถึงแล้ว เวลานี้ท่านกำลังหารือเรื่องสำคัญอยู่กับนายผู้เฒ่า ซีหมิน หมิงหยู เตี่ยชางหัวหน้าสั่งว่า เมื่อพวกเจ้ากลับมาถึงเมื่อไรให้รีบเข้าไปพบท่านทันที” ชายวัยกลางคนกล่าวจบมันดึงหมวกฟางที่สามอยู่ลงมาปิดใบหน้า

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซีหมินหันไปกล่าวกับคนของมัน “เจ้านำพวกมันทั้งสองไปขังไว้ก่อนและจำไว้อย่าได้สร้างความลำบากให้แก่พวกมันเด็ดขาด” กล่าวจบทั้งสามรีบเดินเข้าไปในหมู่บ้านโดยเร็ว

…..

เวลานี้ร่างของหนิงเทียนและมู่เสวี่ยถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังหนึ่ง ภายนอกมันมีลักษณะคล้ายบ้านทั่วไปแต่ภายในนั้นกลับถูกสร้างด้วยกรงเหล็กที่ประดับไปด้วยอาคมกักพลังทั้ง4ก้อน
ด้วยพลังของอาคมทั้งสี่นี้มันเพียงพอที่จะกดพลังของผู้ฝึกตนในแดนแห่งปราชญ์กลับไปสู่ดินแดนนักรบได้

หนิงเทียนเปิดตาขึ้นพร้อมกับยันกายลุกมานั่ง มันมองไปยังใบหน้าของมู่เสวี่ยที่กำลังหลับไหลด้วยรอยยิ้ม มันได้แต่ส่ายหน้า “ผู้หญิงคนนี้ถ้าได้ออกท่องโลกกว้างเมื่อไร ด้วยนิสัยของนางแล้วมีแต่ตายกับตายเท่านั้นที่รอนางอยู่ เห้อ….”
หนิงเทียนระบายลมหายใจเสียงดังก่อนจะสะบัดแขนเสื้อโอสถสีดำสนิทลอยเข้าปากของมู่เสวี่ยทันที

หนิงเทียนรออยู่ราวๆยี่สิบลมหายใจ มันจึงกล่าวออกมา“เจ้ายังไม่รีบตื่นอีก ตื่นได้แล้ว ตื่น…”

ทันทีที่เสียงของหนิงเทียนดังก้องข้างหูของมู่เสวี่ย เปลือกตาของนางกระตุกขึ้นเบาๆสองสามครั้งก่อนที่นางจะค่อยๆเปิดตาขึ้นและลุกนั่งด้วยความมึนงงพร้อมพึมพำออกมา
“อาจารย์ นี้ข้าเป็นอะไรไป” จากนั้นนางมองไปรอบๆ พร้อมกล่าวถามออก “ที่นี่คือที่ใด?”

มู่เสวี่ยจำได้เพียงแต่ว่า สถานที่สุดท้ายก่อนที่นางจะหมดสติไปคือทะเลสาบสีเขียวอ่อนอันงดงาม แต่พอลืมตาขึ้นมากลับพบว่าสถานที่นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอบตัวนางกลายเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆที่พื้นถูกปูรองด้วยหญ้าแห้ง

“อาจารย์ที่นี่คือที่ใด? พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เมื่อนางยังไม่ได้คำตอบจากหนิงเทียน มู่เสวี่ยรีบกล่าวถามออกเป็นครั้งที่สอง อาจเป็นเพราะว่านางตื่นขึ้นมาแล้วภาพแรกที่ได้พบคือใบหน้าของหนิงเทียน
มู่เสวี่ยจึงผ่อนคลายลงและไม่ได้ตึงเครียดกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“เจ้าไม่เห็นหรืออย่างไรว่าพวกเรากำลังนั่งเล่นอยู่ในคุก และยังเป็นคุกที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ด้วย”หนิงเทียนกล่าวตอบด้วยเสียงราบเรียบ

“คุกที่ตามหา ….หรือว่าเราถูกพวกโจรพิทักษ์ฟ้าจับตัวมา” มู่เสวี่ยกล่าวตอบอย่างตื่นตระหนก

“โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าศิษย์ตัวน้อยของข้าจะเริ่มใช้ความคิดเป็นบ้างแล้ว ถูกต้องที่นี้คือคุกในค่ายของพวกมัน”หนิงเทียนกล่าวออกด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสบายๆ

“พี่สาวหมิงหยูละ? หรือว่านางถูกโจรชั่วพวกนั้นจับตัวไป” มู่เสวี่ยกล่าวด้วยสีหน้าที่ซีดลง นางนั้นจินตนาการไปถึงว่าหมิงหยูกำลังถูกพวกโจรร้ายข่มเหงรังแก

“ถ้าเจ้ายังไม่เลิกนิสัยเชื่อถือคนง่ายๆ สักวันหนึ่งดาบของใครไม่รู้จะโผล่ออกมาจากหน้าอกโดยที่เจ้าไม่รู้ตัว” หนิงเทียนกล่าวเตือนด้วยเสียงจริงจัง น้อยเรื่องนักที่มันจะใช้น้ำเสียงจริงจัง แต่ครั้งนี้มันเห็นว่านี้เป็นนิสัยและเป็นจุดอ่อนที่ถึงตายได้

“หรือ…หรือว่าพี่สาวหมิงหยูเป็นพวกโจรเสียเอง ถ้าเช่นนั้นยาพิษคงถูกใส่มากับน้ำที่เขานำมาให้ข้าได้ดื่ม” มู่เสวี่ยรีบทวนความจำออกมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก

จากนั้นมู่เสวี่ยเริ่มสำรวจรอบข้างอีกครั้งเมื่อเห็นซ้ายขวาไม่มีทางออก ประตูกรงเล็กก็ถูกใส่ด้วยกุญแจเหล็กขนาดใหญ่เอาไว้อีกชั้นและที่สำคัญยังมีอาคมประดิษฐ์ที่คอยสะกดพลังปราณของนางไว้อีกด้วย
เห็นเช่นนี้นางรีบถามออกทันที“อาจารย์พวกเราจะหนีออกไปยังไง?”

ป.ล. อ่านต่อถึงตอนที่1110 คลิ๊ก!!