0 Views

 

ใครบางคนในชุดสีเขียวนั่นคือ ลู่เอ๋อ ซึ่งเป็นสาวใช้ประจำตัวของเย่ หยวน มีหน้าที่คอยดูแลชีวิตประจำวันของเขา

ลู่เอ๋อ เป็นหญิงสาวหน้าตาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาใสคู่นั้นของนาง ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน ด้วยชุดเสื้อผ้าสีเขียวนี้ ทำให้สาวน้อยดูราวกับนางฟ้าในชุดสีเขียว

 

เย่ หยวน จำเรื่องราวของลู่เอ๋อได้ดี  เธอเป็นเพื่อนเล่นของเขาในวัยเด็ก และเป็นคนเดียวที่เขาสนิทสนม รองจากพ่อและแม่ของเขา

ทั้งใน และนอกบ้าน  ไม่มีผู้ใดเอ็นดู เย่ หยวน สักนิด เว้นแต่ลู่เอ๋อเพียงคนเดียว แต่ไม่ว่าเขาจะเกเรสักเพียงใด  ลู่เอ๋อ ก็จะคอยดูแล เย่ หยวน ด้วยหัวใจของนาง

ดังนั้น.. ด้วยสัญชาติญาณ เย่ หยวน จึงรู้สึกสนิทสนมกับลู่เอ๋อ ราวกับว่านางเป็นน้องสาวตัวน้อยของเขาคนหนึ่งเลย แต่ถึงกระนั้น เจ้าของร่างเดิมนี้ ก็มักสนุกกับการทำให้ลู่เอ๋อเสียน้ำตา

จริงๆ แล้ว  แม้ว่า เย่ หยวน จะเลวร้ายเพียงใด  แต่เขาก็ไม่เคยใช้กำลังบังคับข่มขู่ผู้หญิงแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่สนุกกับกลั่นแกล้ง  แต่ก็มีบ้างบางครั้ง ที่ทำเกินไป

จากความทรงจำที่สืบทอดจากร่างเดิมนี้  เย่ หยวน พบว่า พรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมนี้ไม่เลวนัก  นิสัยแย่ๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดจากการถูกตามใจ  และ เย่ ฮาน ผู้เป็นบิดาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้

เพียงแต่ ความรักของบิดาเปรียบดั่งภูเขา เย่ หยวน ไม่สามารถตำหนิ เย่ ฮาน ได้ ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกว่า เย่ ฮาน ช่างคล้ายคลึงกับบิดาของเขาเมื่อชาติที่แล้ว

 

“นะ-นายน้อย.. ท่านหายดีแล้วหรือคะ?”

ลู่เอ๋อตกอกตกใจ ที่ชนเข้ากับเย่ หยวน อย่างจัง นางเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าเย่ หยวน ดูสดใส และแข็งแรงขึ้นมาก  นางรู้สึกยินดีอย่างมาก

ความรู้สึกของลู่เอ๋อล้วนกลั่นออกมาจากหัวใจ

 เย่ หยวน หัวเราะ และพูดว่า “ข้าดีขึ้นแล้ว นายน้อยของเจ้าเป็นผู้มีบุญ! หลังจากรอดตายจากวิกฤตครั้งนี้ อนาคตของข้าจากนี้ไป จะมีแต่ความสดใส”

 

“ฮิ ฮิ.. นายน้อย ท่านตลกจัง ลู่เอ๋อดีใจตั้งแต่รู้ว่าท่านไม่ตายแล้ว ในวันข้างหน้า ท่านจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างแน่นอน!”

คำพูดธรรมดาๆ พวกนั้น กลับมีความหมายลึกซึ้งกับผู้ฟังมาก

ไม่แน่ใจว่า เหตุใดลู่เอ๋อจึงมั่นใจเช่นนั้น หัวใจของเย่หยวนหยุดเต้น คิดดูแล้ว หญิงสาวช่างมีความคิดที่แปลก

เย่ หยวน หัวเราะ แล้วก็พูดขึ้นว่า “เอาล่ะ.. ตามนายน้อยของเจ้าไปเอาสมุนไพรที่หอโอสถได้แล้ว”

ลู่เอ๋อพยักหน้ารับคำสั่ง และเดินตามเย่หยวนไปเงียบๆ

 

……….

 

 

หอโอสถ เป็นร้านยาที่ครอบครัวเย่ก่อตั้งขึ้นมา เป็นสถานที่ที่ทรงอำนาจแห่งหนึ่งในแคว้นฉินทีเดียว และต้องยกความดีความชอบให้กับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งรสายนเวทอย่าง เย่ ฮาน

 

ในแคว้นฉินเล็กๆ แห่งนี้  เพียงแค่ตำแหน่งอาจารย์แห่งการหลอมโอสถ ก็เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งการหลอมโอสถของเย่ ฮาน  หอยาแห่งนี้จึงจัดเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง

ในแคว้นฉินแห่งนี้ หากตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งการหลอมโอสถเปรียบดั่งป้ายทองคำ หอโอสถแห่งนี้ ก็เปรียบได้กับชื่อของตระกูล เย่ ฮาน เป็นที่ทราบกันดีว่า เย่ ฮาน ไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อวินิจฉัยโรคให้กับผู้คน แต่อำนาจของหอยาแห่งนี้ก็ไม่อาจประมาทได้ หอยาสาขาใหญ่นั้น ตั้งอยู่กลางตัวเมือง และมีอาจารย์ด้านโอสถเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยโรคให้กับผู้คนทุกวัน  หากไม่มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่จริง เรื่องเช่นนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้

เย่ หยวน พาลู่เอ๋อเข้าไปด้านในของหอโอสถ และก็มีสายตาหลายคู่ เหลือบมองอยู่

เย่ หยวน มองเห็นสายตาที่แสดงความกลัว เกลียดชัง และดูถูกเหยียดจากเหล่าข้าทาสบริวาร และนั่นทำให้ เย่ หยวน ถึงกับส่ายหัวเบาๆ และคิดในใจว่า เจ้าของร่างเดิมนี้น่าจะเลวร้ายมากทีเดียว ที่สร้างปัญหาให้แม้แต่คนบริสุทธิ์พวกนี้!

ปกติแล้ว เย่ หยวน จะไม่ข้องแวะกับเหล่าข้าทาสบริวารพวกนี้  เขาเดินตรงไปที่โต๊ะ และบอกกับเด็กฝึกงานว่า “ขอกระดาษ และภู่กัน”

 

เด็กฝึกงานนี้รู้จักสถานะของเย่ หยวนเป็นอย่างดี และไม่รอช้า เขารีบนำกระดาษ และภู่กันไปวางไว้ด้านหน้าของเย่ หยวน ด้วยท่าทางเคารพนบนอบ เย่ หยวน เขียนรายการสมุนไพรที่เขาต้องการอย่างรวดเร็ว ก่อนยื่นให้กับเด็กฝึกงาน

เย่ หยวน ไม่สาธยายอะไรยืดยาว เขาออกคำสั่ง

“ไปนำยาสมุนไพรเหล่านี้มาให้ข้า ถ้ามีปัญหาอะไร ให้ไปถามท่านพ่อของข้า”

เด็กฝึกงานกวาดสายตามองรายการสมุนไพรทั้งหมด และรู้สึกโล่งอกที่สมุนไพรเหล่านั้นมูลค่าไม่สูงมากนัก  เขาเดินออกไป เพื่อจัดเตรียมสมุนไพรดังกล่าว

สมุนไพรเหล่านั้น เป็นสมุนไพรพื้นๆ แต่ใบสั่งยากลับไม่ใช่

เมื่อชาติที่แล้วของเขา เย่ หยวน เป็นถึงจักรพรรดิ์แห่งรสายนเวท เขาศึกษา และจำสูตรยาได้ทุกชนิด ความรู้ของเขาในเรื่องยาสมุนไพร และผลข้างเคียงของมันนั้น อยู่ในระดับที่ล้ำลึก ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ฉายาว่าอัจฉริยะ และเกือบจะถูกขนานนามว่า เทพแห่งรสายนเวทแล้ว

เด็กฝึกงานนี้ ไม่รู้ถึงความตั้งใจของเย่ หยวน  เขาเพียงแค่คิดว่า คุณชายจากตระกูลสูงส่งผู้นี้ เพียงแค่อยากเปลี่ยนมาหาเรื่องสนุกจากสมุนไพร ก็เท่านั้น

ในขณะที่เด็กฝึกงานกำลังจัดสมุนไพร เย่ หยวน ก็นำลู่เอ๋อมาคอยที่ห้องตรวจของหอโอสถ อาจารย์หมอที่ทำหน้าที่อยู่ เหลือบมองเย่ หยวน ด้วยสายตารังเกียจ แล้วจึงกลับมาทำการรักษาคนไข้ต่อ

 

อาจารย์ที่ทำการรักษาอยู่ที่นี่ ล้วนอยู่ในระดับอาจารย์ทั้งสิ้น บางท่านก็เป็นผู้ติดตามที่เย่ ฮานเชิญมา และพวกเขาล้วนมีตำแหน่งในแคว้นฉินทั้งสิ้น

ผู้คนที่มารับการรักษา ก็ล้วนแต่ป่วยเป็นโรคพิศดาร ที่คนธรรมดาไม่สามารถวินิจฉัยได้  หลังจากสังเกตุการวินิจฉัยโรคของอาจารย์แล้ว เย่ หยวน ได้แต่ส่ายหัวเงียบๆ

หากเย่ หยวน ทำการรักษา  เขาคงออกใบสั่งยาที่เหนือกว่านี้มาก  เพียงแต่หากทำเช่นนั้น ทุกคนคงประหลาดใจ แต่ถึงอย่างไร สูตรยาที่อาจารย์ท่านนั้นให้ ก็น่าจะได้ผลเช่นกัน ดังนั้น เย่ หยวน จึงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไร

“คนต่อไป..” ผู้ช่วยข้างอาจารย์ส่งเสียงเรียกอย่างไร้ชีวิตชีวา

ชายร่างกำยำเดินตรงเข้ามา แต่ท่าทางของดูไม่ดีเลย ใบหน้าสีม่วงคล้ำของเขา มีพลังปราณที่อ่อนแอหมุนวนอยู่รอบหน้าผาก ยิ่งกว่านั้น เขาก็ไอไม่หยุดเสียด้วย ชัดเจนว่า.. นั่นคืออาการของคนถูกพิษมา

ท่านหมอจับชีพจร และดูลิ้นของเขา คิ้วขมวดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “พลังปราณในร่างกายของเจ้านั้นอ่อนแอมาก แม้พลังปราณจะอยู่ในระดับแปด แต่เจ้าดันเข้าไปในป่าปลิดชีพมาใช่หรือไม่? เจ้าคงจะชอบพิษของงูเจ็ดปีศาจ มากสิ ”

ชายร่างกำยำไม่ได้รู้สึกโกรธท่านหมอที่ประชดประชันเขาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับแสดงความชื่นชมอย่างออกหน้าออกตา พร้อมกับยิ้มให้กับท่านหมอ

 “ท่านหมอช่างเก่งนัก ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ ข้าต้องเลี้ยงดูครอบครัว จึงต้องมาเป็นนายพรานล่าสัตว์ ในอดีต ข้าและพรรคพวก ก็เพียงแค่เข้าไปรอบๆ ของป่าปลิดชีพเท่านั้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ครั้งนี้จะไปเจอกับสัตว์ร้ายอย่างงูเจ็ดปีศาจเข้า? นี่ข้ายังโชคดีเหลือเกิน ที่มีชีวิตรอดกลับมาได้ พรรคพวกของข้าอีกสองคน ตายคาปากของมันเลยทีเดียว”

หลังจากอธิบาย ชายร่างกำยำก็มีอาการเศร้าสร้อย แน่นอน เรื่องราวเหล่านั้นย้ำเตือนความทุกข์ใจที่เคยมี

 

งูเจ็ดปีศาจ จัดเป็นปีศาจร้ายลำดับที่สอง เทียบเท่ากับ ระดับอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณของมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ปีศาจร้ายเหล่านี้ จะมีพลังการต่อสู้เหนือกว่ามนุษย์อีกด้วย ชายร่างกำยำผู้นี้ มีพลังปราณเพียงระดับแปด และดูเหมือนว่าพรรคพวกของเขาก็คงไม่ต่างกัน แล้วจะไปสู้กับพวกมันได้อย่างไรกัน?  เขาคิดถูกแล้ว ที่หนีเอาตัวรอดออกมา

 

ท่านอาจารย์พยักหน้า แล้วพูดว่า “เจ้าโชคดีมาก งูเจ็ดปีศาจนี้ ทั้งแข็งแรง และโหดร้าย การที่เจ้าเอาชีวิตรอดออกมาได้ ก็ถือว่าโชคดีอย่างมากแล้ว  ที่อื่นอาจไม่สามารถรักษาพิษของมันได้ แต่ที่นี่มันหอโอรถ ดังนั้นราคาของยาค่อนข้างสูง เจ้าก็คงรู้สินะ?”

 

เมื่อชายร่างกำยำได้ยินเช่นนั้น ก็ยินดีเป็นอย่างมาก เขาไปตามร้านยามามากมาย แต่ละที่ล้วนบอกว่าสิ้นหวัง ไม่สามารถรักษาได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้อยู่แล้วว่า ค่ารักษาที่หอยานี้ค่อนข้างสูง แต่ถ้าเขามีทางเลือกอื่น เขาคงไม่มาที่นี่  แต่เพราะเขารู้ดีว่า พิษได้กระจายไปทั่วร่างแล้ว หากเขาไม่ได้รับการรักษา เขาคงมีชีวิตได้อีกไม่เกินสองสามวันนี้  ดังนั้น เขาจึงจำเป็นต้องมาที่หอโอสถนี่ และเขาเชื่อมั่นว่า หมอที่นี่เพียงแค่เหลือบมอง ก็จะสามารถวินิจฉัยโรคของเขาได้

 

“อย่ากังวลไปเลยท่านหมอ ข้าเก็บเงินมาหลายปี และจะนำมันมาเป็นค่ารักษาครั้งนี้ เพราะหากข้าเป็นอะไรไปล่ะก็ ครอบครัวของข้าคงต้องอยู่อย่างลำบาก หากท่านหมอรักษาพิษของงูเจ็ดปีศาจให้ข้าได้ ข้ายินดีจ่ายค่ารักษาทั้งหมดให้แก่ท่าน” ชายร่างกำยำไอไปพูดไป

ความมั่งคั่ง และโอกาสมักมาพร้อมกับอันตราย  ชีวิตของคนนักล่าสัตว์ล้วนเต็มไปด้วยอันตราย

ความจริงแล้ว.. ยาต้านพิษที่เย่ ฮานปรุงขึ้นมานั้น ค่อนข้างได้ผลดี แต่อาการของเขาค่อนข้างหนัก การใช้ยาถอนพิษจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร  ปกติแล้ว เขาจะมีปฏิสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัวเท่านั้น  และค่ารักษาก็ช่างโหดร้าย ยาต้านพิษในระดับนั้น ชายร่างกำยำคนนี้ไม่มีทางจ่ายไหวแน่

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านหมอก็ไม่รอช้า รีบสั่งผู้ช่วยให้ปรุงยาทันที

“หญ้าเขียวหกชั่ง  โสมทับทิมแดงหกชั่ง เครื่องในนกอินทรีย์เก้าชั่ง และผสม ดอกจันขาว ลงไปด้วย หลังจากต้มจนเดือดแล้ว นำมาให้ชายผู้นี้ดื่ม จากนั้น ก็เตรียมยาอีกสองชุด ให้เขานำกลับไปที่บ้าน ”

 

ผู้ช่วยรับคำสั่ง และนำใบสั่งยานั้นส่งต่อไป เมื่อกลับมา เขากำลังจะเรียกคนไข้รายต่อไป แต่ได้มีคนโบกมือหยุดเขาไว้ก่อน