0 Views

เย่ หยวนได้เฝ้าดูการหนีตายอย่างสุดชีวิตของโช่วหยิน เมื่อเห็นโช่วหยินเริ่มวิ่งออกไป…เย่ หยวนเพียงแค่ชี้นิ้วไปทางโช่วหยินและรวบรวมพลังปราณไปยังปลายนิ้วโดยใช้วรยุทธเก้าเซียนบูรพา

พลังปราณได้ถูกรวบรวมไว้ตรงปลายนิ้วที่ชี้ไปยังโช่วหยิน จากนั้นเย่ หยวนก็ยิงพลังนั้นออกมา พลังปราณที่พุ่งออกไปดั่งลูกธนูได้พุ่งทะลุขั้วหัวใจของโช่วหยินในทันที

 

พลังปราณที่พุ่งออกไปมันทั้งเร็วและรุนแรงจนโช่วหยินไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด ร่างของเขาก็ยังคงวิ่งต่อไปสักพักและในท้ายที่สุดก็ได้ล้มลง หลังจากที่ล้มลงไปสติของเขาก็ค่อยๆจางหายไป

มันแสดงให้เห็นว่าดัชนีจิตเทพนั้นมีพลังการทำลายที่สูงมาก เนื่องจากแทนที่พลังปราณที่ออกมาจะกระจายตัว แต่กลับกัน..พลังปราณทั้งหมดได้ถูกอัดแน่นอยู่ตรงปลายนิ้วและพุ่งออกมาเป็นเส้นเดียว แถมยังผนวกเข้ากับพลังปราณที่สูงอย่างแก่นแท้แห่งปราณระดับหกอีก…เรียกได้ว่าสามารถปลิดชีพได้ภายในอึดใจเดียว

 

แต่ก็แน่นอนว่าทุกๆวรยุทธย่อมมีจุดอ่อน…และจุดอ่อนของดัชนีจิตเทพคือ แม้จะมีพลังทำลายล้างสูง แต่ก็แลกมากับเวลาในการรวบรวมพลังที่นานเกินไป…นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม่เย่ หยวนถึงลงมือช่วยลู่เอ๋อช้าแบบนี้

และถ้าหากในตอนนั้นโช่วหยินตัดสินใจโจมตีไปที่เย่ หยวนในขณะที่กำลังรวบรวมพลังอยู่ โช่วหยินอาจมีโอกาสรอดมากกว่านี้

แต่ด้วยความประหลาดใจต่างๆที่เย่ หยวนสร้างให้กับโช่วหยิน มันจึงทำให้โช่วหยินเลือกที่จะไม่โจมตีเขา แถมในตอนท้ายที่เย่ หยวนใช้เพียงนิ้วผลักเขาให้กระเด็นอีก มันยิ่งทำให้โช่วหยินหวาดกลัวจนต้องการที่จะหลบหนีออกไป

และในตอนที่เขาพยายามที่จะวิ่งหนีออกไป…นั้นทำให้เย่ หยวนมีเวลารวบรวมพลังจนถึงขีดสุดนั้นเอง

แม้ตั้งแต่ตอนแรกเย่ หยวนจะดูประมาทกับการต่อสู้ครั้งนี้ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาค่อยๆสร้างความได้เปรียบทีละนิดๆโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว

ก่อนอื่นเย่ หยวนได้พูดจายั่วยุเพื่อให้ชีพจรโช่วหยินเต้นเร็วขึ้น จึงทำให้สมาธิของเขาลดลง…และหลังจากที่เย่ หยวนกลืนยาจิตเทพห้าธาตุลงไป เขาก็ได้ใช้ก้าวพริบตาและดัชนีจิตเทพเพื่อบดขยี้ความเชื่อมั่นของโช่วหยินลงไป และในท้ายที่สุดก็ปลิดชีพโช่วหยินทันที

แม้มันจะดูเหมือนทุกอย่างราบรื่น แต่ทุกขั้นตอนล้วนสร้างความกดดันให้แก่เย่ หยวน

แม้ว่าเย่ หยวนจะมีไผ่ตายต่างๆเก็บซ่อนไว้อยู่ แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ยังคงต่ำเกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะยาจิตเทพห้าธาตุและวรยุทธดัชนีจิตเทพล่ะก็…เขาคงไม่สามารถทำอะไรโช่วหยินได้เลย

 

“ท่านพี่ถาง ถึงเวลาเดินทางต่อแล้ว”

เย่ หยวนพูดกับถางหยุนเบาๆ แม้จะพูดเช่นนั้น…แต่ถางหนุนก็ยังไม่ละสายตาจากร่างโช่วหยินที่กำลังนอนอยู่บนพื้น

 

ถางหยุนตกใจกับการโจมตีเมื่อสักครู่ของเย่ หยวนอย่างมาก และได้ตะลึงไปชั่วครู่…จนกระทั้งเย่ หยวนเรียก เขาถึงจะพึ่งรู้สึกตัวและหันไปตอบกลับว่า

“อ่า?…นะ-นั้นสิ”

 

ถางหยุนยังคงตะลึงกับเรื่องการณ์สักครู่ เขาได้ขึ้นไปยังหลังม้าและทั้งสามก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งไปยังสำนักดานวู

 

……………………..

 

เมื่อผ่านช่วงโขดหินยักษ์จำนวนมากมาได้ บริเวณรอบข้างก็กว้างขึ้นในทันที…สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาในตอนนี้คือ สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่คล้ายหอคอยที่มีหลายชั้น

 

นี่คือ…สำนักดานวู!

มันเป็นสถานที่ที่รวมศาสตร์ต่างๆมากมายภายในรัฐฉินแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่…สำนักดานวูก็เน้นไปทางศาสตร์ด้านการต่อสู้เป็นหลัก และอีกสิ่งหนึ่งคือ..สำนักดานวูก็ไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยรัฐฉิน

 

ในส่วนของดินแดนทางทิศใต้ที่ติดกับป่าปลิดชีพ ได้รับการขนานนามว่า…สิบเมฆาราตรี

สิบเมฆาราตรีคือชื่อของรัฐต่างๆที่มีอยู่10รัฐและรัฐฉินก็เป็นหนึ่งในนั้น เหตุผลที่ทั้ง10รัฐได้ชื่อว่าสิบเมฆาราตรีเป็นเพราะ 10รัฐนี้ได้อยู่ภายใต้การปกครองของนิกายเมฆาราตรี

นิกายเมฆาราตรีมีพื้นฐานมาจากพวกที่ใช้ศาสตร์แห่งโอสถ ดังนั้นแผนผังลำดับชั้นภายในนิกายนี้จะแบ่งออกเป็นฝ่ายโอสถ และฝ่ายต่อสู้ และนี่คือเหตุผลที่ก่อตั้งสำนักดานวูขึ้นมา

 

ขณะที่พวกเขาทั้งสามกำลังเดินเข้าประตูและมุ่งหน้าไปยังที่พักของพวกเขา จู่ๆก็ได้มีคนกลุ่มหนึ่งมาหยุดไว้ซะก่อน

“โอ้! ยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกรึ? ไม่คิดว่าหนังหน้าจะหนาได้เพียงนี้…ทั้งๆที่พวกเขาไล่เจ้าออกไปแล้วแท้ๆ แต่เจ้าก็ยังไม่ยอมออกรึไงกัน…ยังอุตส่ามีชีวิตรอดกับมาอีก กลับมาให้กระทืบหรือไง”  หนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาทั้งสามได้พูดจาถากถางออกมาในทันที

เขามีนามว่าเฟย หยางปิง เป็นลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ของหวัง หยวน และเย่ หยวนในอดีตก็ได้ถูกพิษจากการประลองครั้งนั้นกับชายคนนี้จนได้ทำให้เสียชีวิตในที่สุด

 

กลุ่มคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากตระกูลสามัญชนทั่วไป ภายในสำนักดานวู…ผู้ที่มาจากตระกูลสามัญเหล่านี้มักจะติดตามรับใช้ผู้ที่มาจากตระกูลชั้นสูงเพื่อความอยู่รอด เฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะได้รับการดูแลอย่างดีจากทางสำนัก

“สุนัขที่ดีมักไม่ลืมตีนตัวเอง..และเจ้าก็ลืมมันไปแล้ว” เย่ หยวนไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเหล่านั้นเลย

ก็ตามที่เย่ หยวนบอก…คนที่ดีมันไม่เคยลืมภูมิฐานของตนเอง ก็เหมือนกับสุนัขที่ไม่เคยลืมรอบเท้าของมัน?

 

“นี่เจ้า! เย่ หยวน…ดูเหมือนว่าอยากตายอีกรึไง!” สำหรับคนที่รู้จักกับเฟย หยางปิง…จะรู้ดีว่าการที่เอาเขาไปเปรียบกับสุนัขคือข้อห้ามเด็ดขาด

 

“หืม…อย่างเจ้าน่ะรึ?” เย่ หยวยถามอย่างเมินเฉย

 

“หึ หลังจากไม่ได้เจอเจ้ามาสองสามวัน..ดูเจ้าเพี้ยนขึ้นทุกวัน”

“ก็แค่แก่นแท้แห่งปราณระดับนะ-…หนึ่….เป็นไปได้อย่างไร? จะ-เจ้า..ระดับสาม?”

เฟย หยางปิงได้เพ่งสายตาไปยังเย่ หยวนอีกทีและได้หายใจเข้าลึกๆ เดิมที่เย่ หยวนเป็นเพียงขยะระดับหนึ่งเท่านั้น…แต่เพียงแค่2-3วัน เขาได้พัฒนาจนก้าวไปสู่ระดับสามได้แล้ว

 

เฟย หยางปิงยังคงคิดว่าเขาสัมผัสพลังพลาดไป และได้ค่อยๆสัมผัสพลังใหม่อีกครั้ง…ก่อนที่จะพบว่า เย่ หยวนได้สำเร็จระดับสามไปแล้วจริงๆ…มันเป็นไปได้อย่างไร?

 

“ว่าไงเจ้าสุนัข…เจ้าตาบอดอย่างงั้นรึ? ยังไม่สามารถวัดพลังได้…ทั้งๆที่จ้องข้านานแบบนี้?”

คำพูดของเย่ หยวนทำให้เฟย หยางปิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย

 

และเมื่อเขาฟื้นจากความตกใจนั้น เฟย หยางปิงก็ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง

เขารู้ว่าพ่อของเย่ หยวนคือเย่ ฮานที่เป็นนักหลอมโอสถ มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ว่าพ่อของเขาอาจทุ่มเงินจำนวนมากในการปรุงยาที่ทำให้เขาสำเร็จถึงสองระดับภายในเวลาอันสั้น และสิ่งเหล่านี้อาจเป็นไปได้

เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง..มีวิธีมากมายในการเพิ่มพลังของตนเองขึ้นมาอย่างฉลับพลัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยพื้นฐานที่ไร้ความมั่นคง

และเขาเคยได้ยินมาว่าได้มีวรยุทธมารที่ชื่อ กลืนกินวิญญาณ คือการถ่ายโอนพลังจากอีกคนสู่อีกคน แต่มันก็ต้องแลกกับอายุขัยที่ลดลงตามพลังที่ได้มา

เพียงไม่กี่วันเย่ หยวนสำเร็จแก่นแท้แห่งปราณระดับสามได้ เย่ ฮานผู้เป็นพ่ออาจรู้ดีว่าลูกของตนไร้ซึ่งพรสวรรค์..และกลัวถูกคนอื่นๆรังแก เขาจึงใช้วิธีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆกับ วรยุทธมารกลืนกินวิญญาณ มายกระดับให้แก่ลูกของตน

เมื่อเฟย หยางปิงได้ปะติปะต่อเรื่องต่างๆเข้าด้วยกัน  เขาก็ได้หัวเราะอย่างเยือกเย็น…ผู้ที่ไร้ซึ่งฝีมือที่เก่งได้เพราะพึ่งพาสิ่งของ แม้จะเป็นระดับห้า…เย่ หยวนก็ไม่คนามือเขาเลย

 

เฟย หยางปิงมีพลังอยู่ที่อาณาจักรแก่นแท้แห่งปราณระดับสี่ ซึ่งสูงกว่าเย่ หยวนอยู่หนึ่งขั้น…ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องกลัวแต่อย่างใด

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นโชคของเจ้าที่มีพ่อฝีมือดี..แต่กระนั้นแม้จะแข็งแกร่งขึ้นแบบนี้ มันก็ไร้ค่า…สุดท้ายเจ้าก็แค่ขยะที่พึ่งพาแต่พ่อ!” เฟย หนางปิงได้มองเย่ หยวนด้วยสีหน้าที่ดูถูก

 

เย่ หยวนรู้ดีว่าเฟย หนางปิงกำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สื่ออกมาตรงๆ

“นั้นสิ…แต่ข้าก็ภูมิใจที่มีพ่อที่ทั้งเก่งและมีชื่อเสียง แต่อย่างเจ้าจะได้รับอะไรแบบข้าได้หรือป่าว?…ข้าได้ยินมาว่า พ่อของเจ้าก็เป็นเพียงคนใช้ของตระกูลอื่น…แถมที่เจ้าเข้ามายังสำนักดานวูได้ก็เพราะพ่อของเจ้าไปขอขมาอ้อนวอนเจ้านายมา”

“อ่อ…หลังจากสำเร็จวิชาจากที่นี่ เจ้าจะไปสืบทอดตำแหน่งคนใช้ต่อจากพ่อเจ้าไหม?…มันเป็นอาชีพอันส่งเกียรติของตระกูลเจ้าเลยนิ? ฮ่าฮ่า…ช่างน่าประทับใจ!”

ที่เย่ หยวนรู้ว่าพ่อของเฟย หยางปิงเป็นคนใช้ ก็เพราะความทรงจำของเย่ หยวนในอดีต

ในความทรงจำมันปรากฏไว้ว่า…พ่อของเฟย หยางปิงเป็นพ่อบ้านตระกูลหวัง และเขาได้ขอร้องให้ตระกูลหวังออกหน้าให้ลูกของตนได้เข้าไปยังสำนักดานวู มิฉะนั้นแค่พรสวรรค์ของเฟย หยางปิงอย่างเดียวคงไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้แน่นอน

 

แต่หากนำเขา และ ถางหยุนมาเปรียบเทียบกันคงไม่ได้…แม้ในตอนแรกพวกเขาทั้งสองจะอยู่ในระดับสี่เหมือนกัน แต่เฟย หยางปิงอายุมากกว่าถางหยุนถึง2ปี และแม้ถางหยุนจะเป็นตระกูลสามัญชนแต่เขาก็ยังได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยาการต่างๆจากพ่อของเขา แต่ถึงแม้…เฟย หยางปิงเป็นระดับสี่เช่นกัน แต่เนื่องด้วยไร้การสนับสนุนใดๆแถมยังมีพรสวรรค์ที่น้อยอีก อย่างมากเขาก็สำเร็จเพียงระดับต้นของอาณาจักรหลอมรวมวิญญาณ ดีไม่ดีอาจได้ติดอยู่ในอาณาจักแก่นแท้แห่งปราณจนชั่วชีวิตก็เป็นได้

 

“นี่แก…!” เฟย หยางปิงได้ตะโกนออกมาพร้อมกับระเบิดความโกรธออกมาทันที เรียกเขาเป็นสุนัขยังไม่พอ ยังมาดูถูกพ่อของตน…ต่อหน้าคนอื่นๆอีก

เฟย หยางปิงได้หันไปมองพวกๆของตน..แม้จะไม่มีใครหัวเราะ แต่ก็สามารถบอกได้ว่าทุกคนคงกำลังหัวเราะเขาอยู่ในใจ ดูได้จากใบหน้าแต่ละคนที่กำลังกลั้นขำพร้อมหลบหน้าเขาอยู่

 

“จะทำอะไรข้า?…อยากกัดข้างั้นรึ?” เย่ หยวนยื่นแขนออกมาด้วยรอยยิ้มพร้อมพูดต่อว่า

“นี่ๆ…มันกัดแขนข้ามา”

 

“ฮ่าๆๆๆ!” ในคราวนี้ทุกคนไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะได้ ทุกคนต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมาในทันทีที่ได้ยิน

ทุกคนต่างหัวเราะเยาะใบหน้าของเขา ที่เย่ หยวนเอาไปเปรียบกับสุนัข

 

“เย่ หยวน! ข้าขอท้าประลองกับเจ้าตัวต่อตัว!…หวังว่าเจ้าจะกล้าพอ!”

เฟย หยางปิงชี้ไปยังหน้าเย่ หยวนด้วยความโกรธ

 

สำนักดานวูไม่ได้มีข้อห้ามให้ต่อสู่กัน แต่พวกเขาจะต้องนำเรื่องความขัดแย้งนั้นๆไปแจ้งกับทางสำนักก่อน…และมีกฎที่ควรรู้คือ ทางสำนักห้ามให้ฆ่าฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต..มิเช่นนั้นจะโดนลงโทษจากทางสำนักทันที

แต่หาก ถ้าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาณกันว่าสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้…ไม่ว่าจะเป็นทางสำนัก

, อาจารย์ก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม หรือแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจมาขอยกเลิกทีหลังได้

 

เย่ หยวนประหลาดใจอย่างมากและถามว่า “เจ้าต้องการอะไรกันแน่จากการประลอง?”

 

“เจ้ากลัวงั้นรึ? หากกลัวเจ้าก็มากราบเท้าข้าสามครั้งพร้อมพูดว่า “ข้าเป็นสุนัข”อีกสามครั้ง!”

เฟย หยางปิงคิดว่าเย่ หยวนคงกลัวที่กล้ามาพูดหยามเขา

“ไหนๆ..พูดสิว่า“ข้าคือสุนัข”สามครั้ง!” ทันทีที่เฟย หยางปิงพูดเสร็จ เขาก็กะว่าจะเตะตัดขาเย่ หยวนให้ล้มลง

 

“ฮ่าๆๆๆ!”

คนรอบตัวต่างระเบิดหัวเราะอีกครั้ง

 

เฟย หยางปิง หวังตบสั่งสอนเจ้าขยะนี้สักสองสามครั้ง เขาตะโกนออกมาด้วยความโกรธว่า

“เย่ หยวน…แกมันไอ้ขี้ขลาด แค่ต่อสู้กันเล็กๆน้อยๆยังไม่กล้า…แกมันขยะ!”

 

 

“เจ้าสุนัข เจ้านี่มันดื้อจริงๆ!…สงสัยพ่อสุนัขจะไม่เคยสอนลูกสุนัขอย่างเจ้ามา ตั้งแต่ออกมาต้อนรับเจ้าของหน้าประตู..ก็ทำท่าจะกัดซะล่ะ ถ้าไม่ตีสุนัขอย่างเจ้าบางคงไม่เชื่องง่ายๆ”

เย่ หยวนพูดพร้อมรอยยิ้ม