0 Views

TTC บทที่ 76 – ปราสาทท่ามกลางทุ่งดอกไม้

 

ตัวปราสาทแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เบื้องหน้าของปราสาทเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยทุ่งดอกกุหลาบ จากจุดที่ลั่วฉิวยืนจะสามารถมองเห็นภูเขาที่อยู่ไกลออกไป…

 

ภาพตรงหน้าช่างงดงามราวกับอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน

 

ตัวปราสาทดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ รอบๆปราสาทไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีเพียงถนนแคบๆเป็นทางยาวเข้าสู่ปราสาท

 

ลั่วฉิวกับยูวเย่ เดินอยู่บนถนนที่สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งกุหลาบ พวกเขากำลังพูดคุยกันเรื่องข้อมูลของลูกค้ารายนี้

 

ตลอดช่วง 500 ปีที่ผ่านมาตระกูลเชาส์เซสได้ใช้วิญญาณของคนในตระกูลแลกเปลี่ยนกับการยืดเวลาผนึกที่ใช้จองจำปีศาจให้นานขึ้น

 

ปีศาจที่อยู่ในผนึกก็คือ ‘ดยุค’ ที่ยูวเย่กล่าวถึง

 

หรือเรียกอีกชื่อว่า เจ้าชายวลาด… แต่ผู้คนมักจะเรียกเขาว่า “ดยุคจอมเสียบ” นอกจากนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘เคาท์ แดร็กคูล่า’

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อลั่วฉิวและยูวเย่มาถึงหน้าประตูปราสาท พวกเขาก็พบสิ่งที่ดูแล้วขัดแย้งกับตัวปราสาทที่ดูเก่าแก่เสียเหลือเกิน บริเวณลานจอดรถเต็มไปด้วยรถหรูมากมาย … แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คงเป็นรถคันหนึ่งที่มีล้อสีเหลืองทอง

 

จริงๆแล้วมันคือเกวียน

 

ลั่วฉิวห้ามใจตัวเองไม่ไหว หลายสิ่งหลายอย่างช่างน่าสนใจ เขาจึงเลือกที่จะสำรวจรอบๆปราสาทก่อนแล้วค่อยจึงเริ่มงาน อย่างไรก็ตามลั่วฉิวได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังออกมาจากภายในปราสาท … ช่างไม่เข้ากับทุ่งกุหลาบที่ดูเงียบสงบเสียจริงๆ

ตระกูลเชาส์เซสป็นตระกูลเก่าแก่ในพื้นที่แห่งนี้ พวกเขาอยู่มาหลายชั่วอายุคนแล้ว

 

สองสามวันที่ผ่านมาลูกหลานของตระกูลเชาส์เซสได้รีบกลับมายังที่นี่ เพราะพวกเขาได้รับข่าวมาว่าผู้นำตระกูลเชาส์เซส— โจนาธานผู้ซึ่งพึ่งจัดงานวันเกิดอายุครบ 65 ปีไปหมาดๆได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคประจำตัวและอาจจะเสียชีวิตเร็วๆนี้

 

โจนาธานเรียกทนายความมาจัดการเรื่องมรดก อย่างไรก็ตาม ตามธรรมเนียมของตระกูลเชาส์เซส ทรัพสินย์ส่วนใหญ่จะถูกมอบให้กับคนเพียงคนเดียว และแจกจ่ายให้คนอื่นเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

 

แต่น่าแปลกที่มรดกส่วนใหญ่ที่ได้รับการสืบทอดไปนั้นมักจะไม่ใช่ลูกหลานของผู้นำตระกูล

ตระกูลเชาส์เซสจะใช้วิธีคัดเลือดผู้สืบทอดด้วยกฏโบราณ…

 

ขณะนี้พ่อบ้านที่รับใช้ผู้นำตระกูลมากว่าสามสิบปี กำลังยืนขวางอยู่หน้าประตูไม่ให้ลูกหลานในตระกูลเข้าไปพบกับโจนาธาน

 

“ฟางหมิว หลีกทางไปเดี๋ยวนี้ ฉันต้องการเข้าพบคุณปู่!”

 

คริสต้าพูดออกมาอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นว่าฟางหมิวไม่ยอมให้เข้าไป

 

พ่อบ้านตอบกลับไปว่า

 

“นายน้อยคริสต้า โปรดให้อภัยในความหยาบคายของผมด้วย แต่ผมต้องทำตามคำสั่งของนายท่าน ท่านไม่ต้องการพบใครจนกว่าท่านจะพร้อม”

 

คิ้วของคริสต้าขมวดเข้าหากัน เขาถามออกไปว่า

 

“นี่เป็นคำสั่งของคุณปู่จริงๆใช่ไหม?”

 

“ใช่แล้วครับนายน้อย”

 

พ่อบ้านที่ทำงานมานานกว่าสามสิบปีหันไปมองผู้คนตรงหน้า เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าภายใต้ความห่วงใยที่หลายๆคนแสดงออกมานั้นแฝงไปด้วยความโลภ

 

มีเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนจะไม่แยแสปัญหาที่เกิดขึ้น ชื่อของเขาคือ ออสมอนด์ เขามีอายุใกล้เคียงกลับคริสต้า และเป็นหลานชายแท้ๆของโจนาธาน

 

นานมาแล้วแม่ของเขาได้หมั้นหมายกับคนจากราชวงศ์สุลต่าน และทั้งสองตระกูลต่างก็เป็นตระกูลเก่าแก่ อย่างไรก็ตามแม่ของออสมอนด์กลับตกหลุกรักพ่อครัวที่ทำงานในปราสาทแห่งนี้ ทั้งสองหนีตามกันไป สุดท้ายจึงให้กำเนิดออสมอนด์ออกมา

 

ออสมอนด์พึ่งถูกโจนาธานพบตัวในปีที่ผ่านมา และได้รับการยอมรับจากโจนาธานว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลเชาส์เซสแถมเขายังเป็นหลานรักที่ถูกดูแลอย่างดี จนอาจจะเรียกได้ว่าลำเอียงเลยก็ได้

 

ออสมอนด์เดินออกจากบรรดาญาติๆที่กำลังโวยวายกันอยู่ เขาเดินออกไปเงียบๆโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย

 

ออสมอนด์เดินออกจากฝั่งตะวันออกของตัวปราสาท และเดินไปยังลานกว้างที่เชื่อมระหว่างทั้งสองฝั่ง ภายในลานกว้างมีเขาวงกตเล็กๆที่สร้างมาจากพุ่มดอกกุหลาบ

 

 

ออสมอนด์เคยมาที่ปราสาทแห่งนี้หลายครั้งแล้ว เขารู้ว่าที่นี่มีบ่อน้ำเก่าๆที่ถูกปิดตายอยู่ใจกลางเขาวงกต น้ำภายในบ่อก็แห่งเหือดไปหมดแล้ว นอกจากนี้ปากบ่อยังถูกปิดทับไว้ด้วยหินขนาดใหญ่ … แน่นอนว่าสถานที่นี้ไม่ได้พิเศษหรือน่าสนใจอะไรเลยสำหรับคนส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ออสมอนด์เดินเข้าไปใกล้มัน หัวใจของเขามักจะเต้นไม่เป็นจังหวะ และรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง…

 

“คุณออสมอนด์”

 

ออสมอนด์ได้สติกลับมา เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อของเขา เขาหันไปมองตามเสียงและเห็นแม่ชีในชุดสีดำที่มีตรากางเขนสีเงินอยู่อยู่บนเสื้อ เธอคนนั้นมีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าอยู่ แต่ก็มิอาจบดบังความงามที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมได้

จู่ๆก็เกิดกระแสลมอย่างรุนแรงทำให้ม่านภายในห้องแกว่งไปมา ของภายในห้องบางอย่างหล่นกระจัดกระจาย ทนายความที่กำลังให้คำปรึกษากับโจนาธานอยู่ถึงกับงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 

โจนาธานที่นอนป่วยอยู่บนเตียงได้พูดขึ้นมาว่า

 

“ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก ตอนนี้คุณกลับไปก่อน ไว้ฉันจะโทรหาคุณในภายหลัง”

 

ทนายความไม่กล้าคัดค้านอะไร เพราะเขารู้ดีว่าลูกความของเขามีทรัพย์สินและอิทธิพลมากมายขนาดไหน

 

โจนาธานเฝ้ามองทนายความเดินออกจากห้อง หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นจากเตียงแล้วหันไปมองร่างสองร่างที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นตรงระเบียงห้อง

 

นายโจนาธานสูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า

 

“ในที่สุดคุณก็มา”

 

“มิสเตอร์โจนาธาน ตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อ 30 ปีก่อน กำหนดเวลาคือรุ่งเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้ กรุณาเตรียมตัวให้พร้อมด้วย”

 

ยูวเย่พูดพร้อมกับหันไปมองโจนาธาน

 

พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาที่คนไม่ค่อยใช้พูดคุยกัน

 

แต่ลั่วฉิวกลับเข้าใจบทสนธนาของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน —-มันเป็นภาษาฮังการี

 

ลั่วฉิวแลกอายุขัยของเขาถึง 5 วันเต็มเพื่อที่จะให้ตัวเองสามารถรู้และเข้าใจภาษาฮังการีได้อย่างถ่องแท้ แต่ลั่วฉิวกลับคิดว่ามันช่างคุ้มค่าเสียจริงกับอายุขัยแค่ 5 วัน

 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะมาสเตอร์อาซาส”

 

โจนาธานรู้ตัวดีว่าชีวิตของเขาได้มาถึงจุดจบแล้ว เขาจึงรีบปล่อยข่าวเรื่องมรดกและเรื่องผู้สืบทอดคนใหม่ออกไป โจนาธานจ้องมองยูวเย่ที่รูปร่างหน้าตาไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อ30ปีที่ผ่านมาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆเธอคือมาสเตอร์คนเก่า

 

ถึงแม้โจนาธานจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องสวมหน้ากากตัวตลก แต่เขาก็ไม่ได้ถามมันออกไป

 

“มิสเตอร์โจนาธานความจริงแล้ว …”

 

ยูวเย่กำลังจะอธิบายเรื่องเกี่ยวกับมาสเตอร์คนใหม่

 

แต่ลั่วฉิวโบกมือให้เธอหยุดก่อนที่จะพยักหน้าแล้วพูดด้วยภาษาฮังการีว่า

 

“นั่นสิ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

 

ลั่วฉิวใช้ตรรกะนี้ในการดำเนินชีวิต

 

‘ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่มาสเตอร์คนก่อนทำ ผมแค่มาทำตามหน้าที่เท่านั้น…’

**********************************************

ในกลุ่ม120+ แล้วน้าาาาาา