0 Views

ฟูเหมยขมวดคิ้ว “ข้าหาได้ข่มขู่เจ้าเมืองโมกูไม่ แต่ข้าไม่คิดว่า ตระกูลหยุนจะสามารถเอาชนะตระกูลเฟิงได้ด้วยจำนวนคนแค่ 29 คน แถมยังมีศิษย์ของสำนักมังกรทมิฬอีก 4 คนคุ้มกันพวกเขาอยู่ 64 ต่อ 29 มันจะเป็นไปได้อย่างไร” นี่ทำให้ฝูงชนเริ่มรู้สึกว่าที่ฟูเหมยพูดมาก็น่าคิด ตระกูลหยุนจะเอาชนะตระกูลเฟิงที่มีคนมากกว่าได้อย่างไร ตระกูลหยุนเป็นแค่ตระกูลขนาดกลางไม่ใช่หรือ พวกเขาจะเทียบกับตระกูลเจ้าเมืองได้อย่างไร

 

หยานจงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ปรมาจารย์ฟูเหมย เจ้าอย่าได้เฉไฉกลับดำเป็นขาว เข้าข้างคนผิด บริเวณที่อุกกาบาตตกจะต้องมีมังกรจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อดูดซับพลังงานสวรรค์ นี่ทำให้ตระกูลเฟิงต้องต่อสู้กับมังกรที่มาปกป้องอุกกาบาต เป็นเหตุให้พวกเขาอ่อนแรงลงมากหลังจากต่อสู้กับมังกรอย่างยากลำบาก ข้าคาดว่าตระกูลเฟิงต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายคน และเมื่อพวกเขาอ่อนแอ ตระกูลหยุนจึงอาศัยช่วงเวลานี้ลอบโจมตีพวกเขา ตระกูลหยุนช่างชั่วร้ายยิ่งนัก” ก่อนที่เขาจะพูดจบ เขายังไม่ลืมเติมเชื้อไฟ บอกว่าตระกูลหยุนช่างชั่วร้ายยิ่งนัก

 

หยานหมิงเอ่ยด้วยน้ำโกรธแค้น “ตระกูลหยุนพวกเจ้ามันชั่วร้ายมาก ลอบโจมตีตระกูลเฟิงอย่างโหดเหี้ยม พวกเจ้ามันเป็นมารร้าย วันนี้พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอดไปได้ ข้าจะเอาเลือดของพวกเจ้ามาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของน้องชายข้า ” หยานหมิงยิ้มอย่างเย็นชา ตอนนี้เฟิงเฉินกลายเป็นน้องชายของเขาไปแล้ว

 

ศิษย์ของสำนักมังกรคู่โห่ร้อง “ตระกูลหยุนไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกับสำนักมังกรคู่ได้อีกต่อไป พวกเราจะล้างแค้นให้กับศิษย์พี่เฟิงเฉินให้ได้” ตอนนี้ศิษย์ของสำนักมังกรคู่เริ่มเดือดดาลแล้ว พวกเขารอแค่หยานจงออกคำสั่งพวกเขาจะบุกไปฆ่าตระกูลหยุนทันที

 

กลุ่มคนที่ต้องการจะประจบสำนักมังกคู่ พวกเขารีบตะโกนด้วยความเดือดดาล “นายน้อยหยานหมิง พวกเราตระกูลจิวจะช่วยท่านล้างแค้นด้วย”

 

“นายน้อยหยานหมิง พวกเราสำนักมังกรนภาจะช่วยท่านล้างแค้นเอง” และมีอีกหลายตระกูลและหลายสำนักต่างออกตัวประกาศจะกำจัดตระกูลหยุนให้ได้

 

ตระกูลยักษ์ใหญ่พวกเขายืนดูเฉยๆ พวกเขาชอบละครลิง ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ มีช่องโหว่มากมาย แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะออกมาโต้แย้งเพื่อช่วยเหลือตระกูลหยุน

 

ฟูเหมยเห็นฝูงชนเริ่มจะควบคุมไม่อยู่แล้ว นางจึงหันมาหาหลีฟาง หวังว่าหลีฟางจะมีความคิดดีๆ บ้าง

 

หยุนรี้รู้สึกกระวนกระวายจึงเอ่ยถามหลีฟาง “นายน้อยพวกเราจะทำอย่างไรดี ตอนนี้เรื่องเริ่มบานปลายไปใหญ่แล้ว”

 

“เฟิงเฉิน ถึงเจ้าจะตายไปแล้วเจ้าก็ยังไม่เลิกสร้างปัญหาให้พวกข้าอีกนะ” ชูหลิงเค้นเสียงอย่างเย็นชา

 

หลานเสวียชิงได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น

 

หลีฟางเดินออกมายืนเผชิญหน้ากับฝูงชนและหยานจง เขาไม่แสดงความเกรงกลัวแม้แต่น้อย หลีฟางยิ้ม “ข้าขอพูดอะไรสักเล็กน้อยได้หรือไม่ แค่ 3 ข้อเท่านั้น”

 

หยานหมิงเค้นเสียงอย่างเย็นชา “เจ้าสารเลวน้อยเจ้ายังจะแก้ตัวอะไรอีก ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร วันนี้ตระกูลหยุนก็ต้องถูกฆ่าล้างตระกูล แต่ถ้าเจ้าคิดว่า 3 ข้อที่เจ้าจะพูด มันช่วยอะไรพวกเจ้าได้ ข้าก็จะรับฟัง สำนักมังกรคู่ไม่ใช่พวกที่จะฟังความข้างเดียวอยู่แล้ว” หยานหมิงยิ้มอย่างมั่นใจ

 

หลีฟางยิ้ม “ข้าแค่อยากจะเอ่ยบางอย่าง ข้าสงสัยว่าที่ท่านเจ้าเมืองเล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือ? ในเมื่อตระกูลเฟิงถูกฆ่าตายหมดแล้ว ใครกันที่เป็นคนบอกท่านเจ้าเมืองโมกูว่าตระกูลหยุนไปลอบโจมตีตระกูลเฟิงกันล่ะ ท่านช่วยนำพยานคนนั้นออกมาได้หรือไม่” นี่ทำให้ทุกคนตกตะลึง ในเมื่อทุกคนตายหมดแล้ว ใครกันที่เป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าเมืองโมกูฟังล่ะ และเจ้าเมืองโมกูเล่าอย่างละเอียดเลยเหมือนเขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง

 

เจ้าเมืองโมกูอ้ำอึ้ง เขาจะไปหาพยานมาจากไหนกัน ในเมื่อศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลเขาตายหมดแล้ว ไม่สามารถเอาใครมาอ้างได้อีกต่อไป เจ้าเมืองโมกูจึงหันไปมองหยานหมิง หยานหมิงเข้าใจทันทีจึงส่งสัญญาณให้ศิษย์ของเขาออกมาบอกว่าเป็นพยาน

 

“ข้าเอง ศิษย์พี่เฟิงเฉินบอกว่าให้ข้าไปยืนรอเขาที่หน้าประตูมังกร รอเขากลับมาจากประตูมังกรแล้วพวกเราจะนำอุกกาบาตไปมอบให้กับเจ้าสำนักด้วยกัน ข้ายืนรอเขาอยู่นาน แต่แล้วข้าก็ได้ยินเสียงคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ข้าจึงรีบวิ่งเข้าประตูมังกรไป และข้าเห็นตระกูลหยุนกำลังเข่นฆ่าตระกูลเฟิงอย่างโหดเหี้ยม ข้ากลัว ข้าจึงรีบวิ่งออกมาและไปแจ้งให้เจ้าเมืองโมกูรู้ทันที” ศิษย์สตรีของสำนักมังกรคู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว นางเป็นนักแสดงมืออาชีพ นี่ทำให้หยานหมิงยิ้มให้กับศิษย์สตรีคนนั้นอย่างหื่นกระหาย เพราะศิษย์สตรีคนนี้หุ่นของนางช่างเย้ายวน เขาคิดว่าคืนนี้ต้องตบรางวัลให้กับนางสักหน่อย

 

“ใช่ๆ เป็นนางที่มาบอกข้า” เจ้าเมืองโมกูรีบฉวยโอกาสนี้ทันที

 

หยานหมิงยิ้ม “เจ้าสารเลวน้อย นี่ไงพยานที่เจ้าถามหา เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกก็รีบพูดมา” จากนั้นเขาก็หัวเราะอย่างมั่นใจ งานนี้ตระกูลหยุนไม่รอดแน่ๆ

 

หลีฟางยิ้ม “ข้อที่สอง พวกเขาไปเอาอุกกาบาตมาได้อย่างไรกัน เพราะต้องมีมังกรระดับตัดสวรรค์มาดูดซับพลังงานสวรรค์จากอุกกาบาตอย่างแน่นอน พวกเขาจะเอาชนะมังกรระดับตัดสวรรค์ได้อย่างไรกัน” นี่ทำให้ทุกคนจมอยู่ในความคิด ที่หลีฟางพูดมาเป็นความจริง บริเวณที่อุกกาบาตตก มังกรจะต้องไปรวมตัวกันที่นั่น และต้องมีมังกรระดับตัดสวรรค์อย่างน้อย 3 ตัวแน่ๆ ตระกูลเฟิงไม่มีทางที่จะเอาชนะพวกมันได้แน่ๆ ต่อให้เป็นสำนักใหญ่ก็ไม่มีทางที่จะชนะพวกมันได้

 

หยานจง หยานหมิง เจ้าเมืองโมกู หน้าตาดำมืดขึ้นมาทันที พวกเขาไม่รู้จะหาคำไหนไปโต้แย้งกับหลีฟางดี

 

หลีฟางยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “ในเมื่อพวกท่านไม่มีอะไรจะโต้แย้งงั้นข้าขอถามข้อที่ 3 เลยแล้วกัน ทำไมถึงมีแค่ตระกูลเฟิงที่เห็นอุกกาบาตตกภายในประตูมังกร ทำไมทุกคนที่อยู่ที่นี่ถึงไม่มีใครเห็นกัน ถึงจะไม่เห็นด้วยตา แต่พวกท่านก็ต้องสัมผัสได้อยู่แล้วใช่หรือไม่ และยังมีเสียงระเบิดจากการปะทะของอุกกาบาตกับพื้นดินอีก” หลีฟางยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “แต่ถ้าพวกท่านยังมีข้อสงสัยอยู่อีกล่ะก็ พวกท่านสามารถส่งศิษย์เข้าไปสำรวจดูได้ ว่ามีร่องรอยของอุกกาบาตตกลงมาจริงๆ หรือเปล่า เพราะในระหว่างที่พวกข้าอยู่ภายในประตูมังกร ข้าไม่ยักจะเห็นว่ามีอุกกาบาตตกลงมาสักกะลูก” นี่ทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีเลยว่าเจ้าเมืองโมกูกุเรื่องขึ้นมา ถ้ามีอุกกาบาตตกลงมาจริงๆ ล่ะก็ พวกเขาจะต้องสัมผัสได้แน่นอนและภายในประตูมังกรจะต้องสั่นสะเทือนเนื่องจากแรงปะทะของอุกกาบาต

 

นี่ทำให้ฝูงชนจ้องมองเจ้าเมืองโมกู หยานหมิง และหยานจงอย่างเหยียดหยาม

ฟ่งจั่วยิ้มที่มุมปาก ดีนะที่เขาอยู่เฉยๆ ไม่เช่นนั้นเขาจะต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน

 

หยานหมิง หยานจง มองเจ้าเมืองโมกูอย่างโกรธเกรี้ยว ถ้าไม่ติดว่ามีคนอยู่เยอะ เขาจะฆ่าเจ้าเมืองโมกู และแยกส่วนหลีฟางแน่ๆ

 

ประพันธ์โดย L

อ่านต่อกลุ่มเฟสถึงตอนที่ 204 แล้ว https://www.facebook.com/groups/158725318008139/