0 Views

        เย่ชิงหยูสูดอากาศสดชื่นให้เต็มปอดอยู่ยาวนาน

        ครู่ต่อมา เขาร่วงหล่นสู่พสุธา ยืนตระหง่านบนยอดเขาหิมะ

        เมื่อมองทั่วทิศ จะเห็นแต่ยอดเขาหิมะสีขาวเสียดแทงละลานตา สามารถอนุมานคร่าวๆ ได้ว่ายังคงอยู่ที่ภูร้อยพัง ทว่าห่างจากป้อมปราการไกลมากเป็นแน่ เย่ชิงหยูไม่มีแผนที่เส้นทางของป้อมปราการทหาร เขาจึงไม่รู้ว่าควรไปทางไหนดี

        “ด่านโยวเยี่ยนอยู่ทางเหนือ หากข้าเดินทางไปทางเหนือ คงถึงด่านไม่ช้าก็เร็วกระมัง?”

        เย่ชิงหยูหัวเราะขมขื่น ราวกับใช้ได้เพียงแค่วิธีโง่ๆ นี้เท่านั้น

        เขากำลังจะเหาะขึ้นฟ้าตรงไปยังทิศเหนือ ทว่าก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อน

        “ใครตะโกนเมื่อกี้น่ะ?”

        เสียงตะโกนราวฟ้าร้องในหน้าร้อน ดังจากที่ไกลๆ ไม่ขาดสาย อบอวลทั่วทิศทาง ความแข็งแกร่งของเนื้อเสียงทำให้ทะเลเมฆโดยรอบกลิ้งหลุนอย่างรุนแรง สายลมพลอยหยุดไปชั่วขณะ

        เสียงตะเบ็งยังไม่ทันหาย ก็มีเสียงหนึ่งผ่าอากาศเข้ามาหา

        ฟิ่ว!

        ชั้นเมฆถูกความคมผ่าออกเป็นรูโหว่ยักษ์

        ร่างๆ หนึ่งราวลูกศรอัสนีแหวกผ่าฟากฟ้า มาโรยตัวลงอากาศหน้าเย่ชิงหยูไปห้าสิบเมตร

        “เมื่อกี้เจ้าใช่ไหมที่ร้องเรียกเป็นบ้าเป็นหลังน่ะ?…เอ๊ะ? เจ้าเองเรอะ…” ร่างนั้นเดิมทีสีหน้านิ่งเย็น แต่เมื่อมองเห็นหน้าเย่ชิงหยูเข้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นในทันที “แม่งเอ๊ย ไอ้เด็กตัวเหม็นนี่เอง ไปตายห่าที่ไหนมาหา หาเรื่องจนพ่อวุ่นวิ่งหามานานแล้วนะโว้ย”

        ว่าพลางหายตัวมาโผล่อยู่ตรงหน้าเย่ชิงหยู

        ปึ้ง!

        ชายคนนี้ต่อยหมัดใส่อกเย่ชิงหยูทีหนึ่ง

        เย่ชิงหยูเห็นหน้าเขาแล้วก็ดีใจมาก เด็กหนุ่มร้องถามลั่น “เจ้าเวิน? เจ้า…เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?”

        บุรุษผู้จู่ๆ ก็ปรากฏตัวนี้คือเวินหว่านตัวจริงเสียงจริง

        เย่ชิงหยูนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาบังเอิญเจอกับเวินหว่านที่นี่เสียได้

        “ข้ามาที่นี่ได้ยังไง? ไม่ใช่เพราะโดนเจ้าหาเรื่องมาให้หรอกเรอะ พอได้ยินว่าเจ้าเกิดปัญหาที่ป้อมข้าก็รีบถ่อมาจากด่านโยวเยี่ยน แม่งเอ๊ย เจ้ารู้บ้างรึเปล่าว่าข้าตามหาเจ้ามาหนึ่งเดือนเต็ม แทบจะพลิกภูร้อยพังหาอยู่แล้วนะโว้ย…” เวินหว่านยิ้มโมโห “สรุปเกิดอะไรขึ้น? ป้อมปราการพังแล้ว พวกเจ้าเจออะไรเข้าล่ะ?”

        “เรื่องมันยาวน่ะ” เย่ชิงหยูหัวเราะขื่น เขาบอกเล่าทุกอย่างที่พบเจอมาให้เวินหว่านฟังรอบหนึ่ง

        กระนั้นก็ปิดบังเรื่องคัมภีร์ทองแดงและหม้อทองเหลืองยอดเมฆาจำพวกนั้นไว้ด้วย

        “ที่แท้ก็หมาแก่สองตัวนั่นเอง” เวินหว่านฟังจบแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ดีที่พวกมันชิงตายไปก่อน ไม่งั้นพ่อจะเล่นให้รู้เรื่องเลย…ฮ่าๆ แต่จะว่าไป เจ้านี่ก็เจอะเรื่องซวยได้เรื่องดีมาเสียอีกนา พลังเพิ่มไวปานนี้ เฮยๆ ดีๆๆ ทีนี้ข้าก็วางใจฝึกทหารเจ้าในด่านโยวเยี่ยนได้แล้ว”

        ว่าพลางมีคลื่นพลังปรี่มาจากอากาศไกลๆ

        มีคนหลายคนเหาะตามมา

        “ใต้เท้า!”

        ชายคนแรกสวมเกราะเงินทั้งตัว ร่างกายกำยำ ใบหน้าคมสันเหลี่ยมมุมชัดเจน มีความสง่างามไม่หยอก คนที่เหลือก็สวมหมวกเกราะและเสื้อเกราะสีเงิน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนของกองทัพ เข้ามารายล้อมเวินหว่าน ดูท่าน่าจะเป็นลูกน้อง

        เวินหว่านปัดมือหัวเราะ “เอาล่ะ หาตัวเจอแล้ว อู่ก้วนหลง เจ้าไปรายงานคนกองทัพพวกนั้น ให้พวกเขาแยกตัวไปได้แล้ว บอกให้รู้คร่าวๆ ก่อน เดี๋ยวข้าค่อยส่งคนไปอธิบายภายหลัง”

        นายทัพใบหน้าหล่อเหลารับคำอย่างนอบน้อม เขากลายเป็นลำแสงมุ่งสู่ทิศใต้

        “เอาล่ะ พวกเรากลับ ถึงด่านโยวเยี่ยนก่อนค่อยว่ากัน”

        เวินหว่านตบบ่าเย่ชิงหยูพลางหัวเราะเป็นการใหญ่

        ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ สังเกตเย่ชิงหยูด้วยแววตาประหลาดใจ

        เจ้านายของพวกเขาเป็นแม่ทัพชอบใช้กำลังที่ขึ้นชื่อแห่งด่านโยวเยี่ยน นับตั้งแต่รับตำแหน่งมา นอกจากคำสั่งการทางกองทัพแล้ว ไม่เคยขายหน้าใครแม้แต่คนเดียว แล้วก็ไม่รู้ไปสั่งสมบารมีมาจากไหน เหล่าพี่น้องชนชั้นสูงที่เสนอตัวชิงความชอบ ล้วนไม่เคยเห็นเวินหว่านให้ความสำคัญกับชั้นผู้น้อยขนาดนี้มาก่อน ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เอาแต่ตะโกนเรียกชื่อเด็กที่ชื่อเย่ชิงหยู แทบจะพลิกภูร้อยพังตามหา บุรุษรุ่นนามว่าเย่ชิงหยูผู้นี้ เป็นใครมาจากไหนกันแน่ ถึงทำให้แม่ทัพจอมใช้กำลังเป็นห่วงขนาดนี้ได้?

        “ทุกท่าน ลำบากพวกท่านแล้ว”

        เย่ชิงหยูน้อมมือขอบคุณ

        …

        …

        สามวันต่อมา

        เย่ชิงหยูมาถึงด่านโยวเยี่ยนในที่สุด

        ด่านตะเข็บชายแดนแนวหน้าที่สุดของอาณาจักรเสวี่ยกับเผ่าปีศาจหิมะ มีประวัติยาวนานใกล้ร้อยปี ผ่านการบริหารจัดการอย่างยากลำบากของชายชาติทหารของอาณาจักรนับรุ่นไม่ถ้วน ตั้งอยู่บนยอดเขาหนึ่งในสามยอดเขาใหญ่แห่งเทือกเขาตัดกวาง ด้านนอกมีตำหนัก ป้อมปราการ ด้านในขุดเจาะบ้านถ้ำและอุโมงค์ เทือกเขาส่วนมากถูกขุดเจาะเป็นรูจนหมด กระบวนอักขระนับจำนวนแน่ชัดไม่ได้กับป้อมทหาร แน่นหนาเหมือนป่า…

        ถูกหิมะปกคลุมนานนับปี ด่านโยวเยี่ยนราวกับเมืองแช่แข็ง

        เพราะรอยแผลแห่งการกระทำของมนุษยชาติ กลางนภามีเมฆหมอกหนาล่องลอยราวสถานแห่งดวงวิญญาณ ว่ากันว่าได้ชื่อด่านโยวเยี่ยนมาก็เพราะเหตุนี้

        แวบแรกที่มองเห็นด่านโยวเยี่ยน เย่ชิงหยูก็สะเทือนไปทั้งร่าง

        ยามยืนอยู่บนอากาศธาตุสูงหลายพันเมตร ก้มหน้ามองลงมา ทั้งด่านโยวเยี่ยนเสมือนมังกรฟ้าหลับใหลอยู่บนพสุธา ร่างกายใหญ่โตมโหฬาร  เป็นความไพศาลปกปักทวารใหญ่ทิศอุดรแห่งอาณาจักรอย่างเข้มแข็ง กันจิตวิญญาณแห่งปีศาจของพวกเผ่าปีศาจไว้ภายนอก

        เนื่องมาจากเป็นพื้นที่สำคัญทางการทหาร การป้องกันจึงเข้มงวดยิ่งนัก

        เย่ชิงหยูเพิ่งเข้ามาใกล้ด่านโยวเยี่ยนได้สิบลี้แท้ๆ กลับโดนทหารลาดตระเวนกลุ่มน้อยสอบสวนมาสี่กลุ่มติด ยานบินอักขระลอยตรวจการณ์กลับไปกลับมา ดีที่เวินหว่านเป็นแม่ทัพใช้กำลังที่โด่งดังในด่านโยวเยี่ยนแห่งนี้ ขั้นตอนสอบสวนจึงผ่อนปรนขึ้นมาก

        หลังผ่านป้อมสังเกตการณ์ยี่สิบแห่ง เย่ชิงหยูก็มาเหยียบด่านโยวเยี่ยนสมใจ

        เป็นเมืองบนภูเขา

        เมืองภูเขากลางหิมะและน้ำแข็ง

        ยามเหมันต์ สภาพอากาศของที่นี่จะโหดร้ายกว่านครลู่หมิงหลายเท่าตัว สิ่งปลูกสร้างภายนอกเมืองส่วนมากสร้างขึ้นจากน้ำแข็งเย็น คนผู้สัญจรไปมาบนถนนหนทางล้วนสวมเสื้อผ้าไหมทับด้วยเสื้อคลุมหนัง ทว่าเหมาะสมกับอากาศหนาวเหน็บนี้เป็นอย่างยิ่ง ไม่ได้ถูกความหนาวแช่แข็ง กลับกันยังมีชีวิตชีวามากเพราะปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดียิ่ง

        “เจ้าต้องไปในสำนักเจ้าด่านก่อน ไปรายงานตัวบอกชื่อกับเจ้าด่านลู่ จากนั้นค่อยไปรับเอาเกราะกับป้ายประจำตัวที่ป้อม”

        เวินหว่านพาเย่ชิงหยูนั่งรถบินมังกรหิมะ โจนทะยานสู่สำนักเจ้าด่าน

        มังกรหิมะเป็นสัตว์อสูรวิญญาณกำเนิดขึ้นที่ด่านโยวเยี่ยน ความสามารถรับภาระแข็งแกร่ง ข่าวว่าเป็นลูกหลานรุ่นหลังของมังกรดินโบราณ ส่วนหัวราวมังกร เหลี่ยมมุมแหลมคมดั่งกระบี่ดาบ ขาหลังแข็งแกร่ง รับน้ำหนักได้หมื่นจิน สองขาออกวิ่งเร็วราวสายฟ้า สามารถโลดโผนไปมาบนผืนหิมะ ขาหน้าดั่งกรงเล็บมนุษย์ สามารถหยิบจับอาวุธต่อสู้ มังกรหิมะชั้นสูงสามารถพ่นสายฟ้าและฟ้าร้องออกมาได้

        ทว่ามังกรหิมะที่นำมาลากรถนั้น ระดับขั้นค่อนข้างต่ำ

        ระหว่างทาง เวินหว่านแนะนำสภาพการณ์ปัจจุบันของด่านโยวเยี่ยนมากมายให้เย่ชิงหยูฟังอย่างไม่นึกรำคาญหรือเกลียด เน้นเรื่องโครงสร้างรูปแบบใหญ่ๆ ของด่านและระบบลำดับขั้นของทหารเป็นหลัก แนะนำว่าพอถึงเวลาควรระวังเรื่องอะไรบ้าง คนพวกไหนไม่ควรเข้าไปแหยม คนพวกไหนต้องเคารพแต่อยู่ให้ไกลไว้ เรื่องไหนทำได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง เรื่องไหนห้ามคิดเป็นอันขาด…

        “ทำไมมาอยู่ที่นี่ไม่ถึงปี เจ้าถึงบ่นเป็นแม่ไปได้นะ?” เย่ชิงหยูหัวเราะ

        ไม่ได้เจอกันมานาน แน่นอนว่าต้องคิดถึง

        พอเจอหน้ากันแล้ว นอกจากความคุ้นเคยก็ยังอดต่อปากต่อคำกันบ้างไม่ได้อยู่ดี

        บางทีนี่ก็คือมิตรภาพลูกผู้ชายกระมัง

        “เจ้าเด็กนี่มีความสุขแต่ไม่รู้ว่าตัวเองสุขเสียจริงเลยนะ” เวินหว่านถอนหายใจเศร้า เขาว่า “ตอนแรกที่ข้าเพิ่งมาถึงก็ไม่ชินหรอก โดนพวกตาหมาดูถูกคนแหย่เล่นเป็นเรื่องตลกไม่น้อย เกือบโดนตัดหัวเพราะฝ่าฝืนกฎอัยการศึกอยู่แล้ว…เจ้ามาที่นี่แล้ว มีข้าคอยระวังหน้าระวังหลัง คอยชี้ทางสว่างให้อยู่นะ เจ้ายังไม่รู้สำนึกอีก”

        เย่ชิงหยูหัวเราะฮ่าๆ

        เวินหว่านเอ่ยไม่พอใจ “ข้าเพิ่งรู้ว่ามาที่นี่ก็เพื่อกรุยทางให้กับเด็กอย่างเจ้านี่เอง”

        ระหว่างทางก็พบเจอกองลาดตระเวนติดอาวุธไม่น้อยผ่านมา

        ไม่เหมือนกับเมืองลู่หมิง สิ่งปลูกสร้างทุกอย่างของด่านโยวเยี่ยนเน้นความแข็งแรงทนทานเหมาะกับทำสงคราม ต่อให้เป็นบ้านของประชาชนก็ยังสร้างเหมือนป้อมปราการ ถนนทุกหนทุกแห่งทั้งกว้างขวางและตรงดิ่ง คนส่วนมากเป็นทหาร หรือไม่ก็ครอบครัวของแม่ทัพนายกอง พวกพ่อค้าและคนธรรมดายังมีอยู่ แต่น้อยเหลือใจ

        ทหารประจำการที่ด่านโยวเยี่ยนของอาณาจักรเสวี่ยมีสองแสนนาย ที่แหลมคมจริงๆ น่าจะมีประมาณหนึ่งแสน

        ยิ่งใกล้สำนักเจ้าด่านมากเท่าไร การป้องกันก็แน่นหนาขึ้นเท่านั้น

        รถบินมังกรหิมะผ่านอักขระยี่สิบสาย เข้าสู่ตัวเมืองแล้วเดินทางไปอีกยี่สิบกว่านาที ในที่สุดก็เห็นสำนักเจ้าด่านตั้งประหนึ่งตำหนักเซียนยอดเมฆาอยู่รำไร

        “รัศมีพันเมตรจากสำนักเจ้าด่าน ขุนนางต้องลงจากม้า ขุนศึกต้องลงจากรถ”

        องครักษ์เกราะเงินตะโกนก้อง

        “ลงรถ”

        เวินหว่านส่งสายตาให้ เขานำเย่ชิงหยูลงรถ จัดการเสื้อผ้าอาภรณ์แล้วเดินนำหน้าไปก่อน

        เจ้าด่านแห่งโยวเยี่ยนนามว่าลู่เฉาเกอ ได้รับสมญานามว่าเจ้าแห่งแดนเหนือ เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ที่สนิทสนมกับราชสำนักเสวี่ย เป็นบุคคลในตำนานอีกคนหนึ่ง

        กล่าวกันว่าลู่เฉาเกอเป็นสหายของพระจักรพรรดิสมัยยังทรงพระเยาว์ มีความสัมพันธ์อันดีกับองค์จักรพรรดิ เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นสุดยอดของวรยุทธ์ที่แท้จริง เป็นหนึ่งคนหนึ่งดาบ ขยายอาณาเขตเข้าไปในเขตของเผ่าปีศาจถึงพันลี้ ทำลายองครักษ์ระดับเทพของเผ่าหนึ่งหมื่นตนจนราบคาบ ฟาดฟันเทวรูปปีศาจชั้นสูงสุดหน้าวังปีศาจแล้วนำกลับมา เรืองอำนาจสะเทือนเผ่าปีศาจ เขานำทหารรักษาด่านโยวเยี่ยนมานานสามสิบปี ทัพปีศาจไม่อาจผ่านยอดโยวเยี่ยนได้แม้แต่ก้าวเดียว

        ในด่านโยวเยี่ยนนี้ ลู่เฉาเกอดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าด่านควบกับราชครูกองทัพโยวเยี่ยน สอดส่องสิทธิทางการทหารและการปกครอง เรียกได้ว่าเอ่ยคำเดียวสะเทือนไปเก้าตลบ

        และในสายตาของแม่ทัพนับคนไม่ถ้วนในด่านโยวเยี่ยนนี้ เจ้าแห่งแดนเหนือผู้ขับไล่ปีศาจเป็นดั่งเทพตัวเป็นๆ สถิตอยู่กระนั้น

        เขามีบารมีสูงส่งเกินใครจะเทียบได้ ทหารและแม่ทัพทุกนายล้วนยินยอมสู้จนตัวตายเพื่อเขา

        แม้แต่เวินหว่าน แม่ทัพผู้ชอบใช้กำลังและไม่ยอมอ่อนข้อ ยามมาอยู่ตรงหน้าสำนักเจ้าด่านแล้วยังไม่วายกิริยาเป็นการเป็นงานขึ้นเยอะ เขาจัดการเสื้อเกราะและเครื่องแบบของตัวเองก่อนแล้วจึงเดินเข้าไป

        ปากประตูสำนักเจ้าด่านมีองครักษ์เกราะเงินพิทักษ์อยู่

        เย่ชิงหยูส่งป้ายสลักนามและให้ แล้วจึงถูกอนุญาตให้เข้าได้

        เวินหว่านยืนรออยู่นอกสำนัก

        หัวหน้าองครักษ์เกราะเงินพาเย่ชิงหยูเดินตรงไปยังตำหนักใหญ่ว่าราชการ

        เวินหว่านเคยชินกับทุกอย่างที่นี่นานแล้ว เขาเข้าไปนั่งในศาลาตรงหน้าอาคารตามใจชอบ พิงตัวแอบกับเก้าอี้ มือทั้งสองปิดขมับรอเย่ชิงหยูออกมา

ด่านโยวเยี่ยนแปลตรงตัวว่ารังวิญญาณนะคะ

ไม่ได้ทักทายกันนาน เอาเป็นว่าขอบคุณที่ติดตามอ่าน ลุ้นกับเรื่องราวไปพร้อมๆกันไปเลย…

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ” : https://goo.gl/JHB7Vt

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊คhttps://www.kawebook.com/story/view/86
120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ย90-100บาท/เล่ม ค่ะ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม