0 Views

TWO Chapter 116 ปฏิบัติการรุ่งอรุณ

ไกอา ปีที่ 1 เดือนที่ 5 วันที่ 9 ปฏิบัติการทางทหารที่มีชื่อว่ารุ่งอรุณได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

หลังจาก 5 วัน ในการจัดการกองทัพป้องกันเมืองฉิวซุ่ยและเมืองมิตรภาพ รวมถึงกองพันทหารราบที่ 2 จากเมืองหลัก ในเวลาเดียวกัน กองร้อยทหารม้า 1 กอง จากเมืองฉิวซุ่ย และกองร้อยทหารม้า 2 กอง จากเมืองมิตรภาพ ได้เข้าร่วมกับกองพันทหารม้า และเริ่มฝึกฝนร่วมกัน

เพื่อไม่ให้งูรู้ตัวก่อนที่จะตีพุ่มไม้ สถานที่ฝึกอบรมจึงไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้เมืองมิตรภาพ แต่อยู่ในเขตเปิดโล่งทางทิศตะวันตกของเมืองซานไห่ ใกล้กับค่ายกองพันทหารราบ

ในตอนแรก หลินยี่ได้เสนอว่า ก่อนที่จะฝึกอบรมร่วมกัน ควรจะกวาดล้างค่ายโจร 1-2 แห่ง นอกดินแดน เพื่อฝึกกองกำลังให้มีประสบการณ์ต่อสู้จริง แต่โอหยางโชวปฏิเสธ

มีสาเหตุหลายประการ ประการแรก กองกำลังที่ส่งมาในตอนนี้เป็นทหารม้าทั้งหมด แม้มีการโจมตี แต่มันก็จะไม่ส่งผลต่อความร่วมมือมากนัก, ประการที่ 2 การโจมตีใครก็ตามในตอนนี้ อาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งไม่ส่งผลดีก่อนการปฏิบัติการรุ่งอรุณ โอหยางโชวไม่ต้องการให้ทหารเหน็ดเหนื่อยเกินไป ปฏิบัติการครั้งนี้สำคัญมาก

เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจจากเผ่าเทียนเฟิง กองกำลังที่เข้าร่วมปฏิบัติการจึงเตรียมตัวอยู่ที่ริมแม่น้ำมิตรภาพ เพื่อข้ามแม่น้ำมิตรภาพจากเมืองซานไห่ ไปยังพื้นที่ตะวันตกโดยตรง ซึ่งมันเป็นพื้นที่ของเผ่าเร่ร่อนขนาดเล็ก นี่ก็เพื่อให้แน่ใจว่า พวกเขาจะประสบความสำเร็จ ในการสังหารไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียวโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

เวลา 16.00 . กองพันทหารเรือจากเมืองเป่ยไห่ ได้เดินทางมาพร้อมกับเรือรบเมิ่งชง และเทียบท่าที่ริมแม่น้ำมิตรภาพ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของชนเผ่าขนาดเล็ก

ในขณะเดียวกัน ทหารม้า 800 นาย ที่เข้าร่วมปฏิบัติการรุ่งอรุณก็ตั้งค่ายของพวกเขาอีกฝั่งของแม่น้ำ

เวลา 4.00 . ก่อนรุ่งสาง  กองกำลังทั้งหมดเริ่มทานอาหาร

เวลา 5.00 . ทหารม้าพร้อมม้าศึกได้ขึ้นเรือข้ามแม้น้ำมิตรภาพ พวกเขาทุกคนต้องปกปิดตัวตน จึงหยุดใช้เวลาครู่หนึ่ง ใช้ผ้าปิดปากม้า เพื่อไม่ให้มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา, กีบเท้าถูกห่อด้วยผ่าลินินหนา เพื่อปกปิดเสียงฝีเท้าของพวกมัน หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนขบวนไปข้างหน้า เหมือนกองทัพแห่งความตายที่ไร้เสียง

พวกเขาเดินช้าๆเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร และเริ่มแบ่งออกเป็น 4 ทัพ

ทัพหน้า เป็นกองพันทหารม้าที่รับผิดชอบการโจมตีหลัก พวกเขามาพร้อมกับม้าศึกฉิงฟู่และทหารในแนวหน้า 50 คน ยังสวมชุดเกราะหมิงกวง พวกเขาวิ่งนำหน้ากองกำลังหลักไป ภายใต้การนำของหลี่หมิงเหลียง เพื่อใช้ชุดเกราะของพวกเขาสะท้อนการโจมตี และดึงดูดความสนใจของศัตรู

ทัพหลังเป็นกองร้อยทหารม้าจากเมืองฉิวซุ่ย ซึ่งนำโดยจางต้าหนิว พวกเขาอ้อมไปด้านหลังของศัตรู พวกเขามีหน้าที่ตัดเส้นทางหลบหนีของชนเผ่าเร่ร่อนที่จะมุ่งไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู้เท่าเทียนฉี และเป็นเส้นทางหนีที่สำคัญที่สุดของศัตรู ดังนั้น ความรับผิดชอบของจางต้าหนิวและทหารของเขาจึงสำคัญมาก

ปีกขวาเป็นกองร้อยทหารม้าที่ 1 จากเมืองมิตรภาพ มีฮูยี่เปียวเป็นผู้นำ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่เผ่าเทียนเฟิง แม้ว่าโอกาสที่ศัตรูจะหลบหนีไปทางทิศตะวันออกจะต่ำ แต่มันก็ยังเป็นเส้นทางที่สำคัญอย่างมาก เพราะหากมีคนหลบหนีไปทางนี้ได้ มันอาจดึงดูดความสนใจของเผ่าเทียนเฟิง และทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีนัก

ปีกซ้ายเป็นกองร้อยทหารม้าที่ 2 จากเมืองมิตรภาพ ซึ่งเป็นกองร้อยที่ถูกตั้งขึ้นใหม่ พวกเขาได้มุ่งหน้าๆทางทิศตะวันตก เพื่อปิดกั้นเส้นทางหนี เนื่องจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกไม่มีเผ่าอื่นๆอยู่ ความรับผิดชอบของพวกเขาจึงไม่สูงนัก หน้าที่หลักของพวกเขาคือการเฝ้าระวังเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีทหารจากฝ่ายข่าวกรองอย่างน้อย 1 นาย ในแต่ละทัพ ทั้ง ทัพหน้า, ทัพหลัง,​ ปีกขวา และปีกซ้าย พวกเขาอยู่ที่นั่นเพื่อชี้แนะเส้นทาง และเก็บรวบรวมข้อมูล ในเวลาเดียวกัน พวกเขายังช่วยอำนวยความสะดวกด้านการสื่อสาร พวกเขาแต่ละคนยังพกนกส่งสาส์นเก็บไว้กับตัวอีกด้วย

เมื่อเวลา 6.30 . กองกำลังทั้งหมดได้มาถึงที่หมายตามที่กำหนดไว้ตามแผนแล้ว

นี่เป็นเวลาที่ดี โอหยางโชวนำทัพหลักเหมือนเช่นเคย เขาขี่ม้าฉิงฟู่ชั้นสูง สวมชุดเกราะหมิงกวงขุนพล ข้างๆเขาคือ หลินยี่ ที่ขี่ม้าศึกฉิงฟู่ชั้นสูงอีกตัว เขาสวมชุดเกราะหมิงกวงหัวหมู่

รายงาน!” ผู้ส่งสาส์นจากด้านหน้าตะโกน

ว่ามา!”

เรียนนายท่าน ทัพหน้าได้เข้าใกล้ค่ายของศัตรูตามแผนแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ ขอคำสั่งด้วยขอรับ?”

เคลื่อนทัพไปข้างหน้า!”

ขอรับนายท่าน!”

20 นาทีต่อมา ทัพหลักก็ได้พบกับแนวหน้า

หลี่หมิงเหลียงขี่ม้ามาทางโอหยางโชว แล้วกล่าวว่าเรียนนายท่าน ทุกอย่างเป็นไปตามแผนขอรับ

โอหยางโชวพยักหน้า แล้วมองออกไป เผ่าเร่ร่อนเผ่านี้ไม่ใช่เผ่าขนาดใหญ่หรือกลาง แต่เป็นเผ่าขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้วเผ่าขนาดเล็กจะไม่ตั้งถิ่นฐานถาวร ตอนนี้ เป็นช่วงฤดูร้อน มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการต้อนฝูงแกะออกไปกินหญ้า ชนเผ่าเร่ร่อนนี้ก็ทำเช่นกัน

ดังนั้น ค่ายชั่วคราวของชนเผ่าเร่ร่อนด้านหน้าอหยางโชวนี้ จึงไม่มีกำแพง เหมือนเมืองขนาดใหญ่ พวกเขาไม่ได้สร้างกระทั่งรั้วที่เหมาะสม มีเพียงเต้นท์นับร้อย ตั้งรวมกับอยู่เป็นวงกลม เต้นท์เหล่านี้มีขนาดต่างกัน ตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ที่จุดศูนย์กลางของค่าย เป็นเต้นท์ขนาดใหญ่ที่สุด มันคงจะเป็นเต้นท์ของผู้นำเผ่า

พวกเจ้าพบม้าฉิงฟู่แล้วหรือไม่?” โอหยางโชวถาม นี่เป็นสิ่งที่เขากังวลมากที่สุด

พบแล้วขอรับ พวกมันถูกเก็บไว้ในคอกม้าหลี่หมิงเหลียงกล่าวอย่างตื่นเต้น

ดี ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มโจมตีได้!” โอหยางโชวหันไปทางหลินยี่ แล้วกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

เข้าใจแล้วขอรับ!” หลินยี่ก้มลงหยิบคันธนูของเขา แล้วยิงลูกศรที่ถูกทำมาพิเศษไปที่ค่ายของศัตรู ลูกศรเพลิงเดินทางผ่านอากาศเหมือนดางตก มันพุ่งไปยังเต้นท์ของหัวหน้าเผ่าที่อยู่ห่างไกล ทันใดนั้น เพลิงก็ลุกขึ้นมาจากเต้นท์นั้น

ลูกศรของหลินยี่เป็นสัญญาณเช่นเดียวกับเพลิงที่ลุกไหม้ เมื่อเห็นลูกศรของเขา ทหารม้า 500 นาย ก็ยิงลูกศรเพลิงของพวกเขาอย่างรวดเร็ว ไปยังพื้นที่ที่พวกเขาถูกสั่งไว้ตามแผน แทบจะในทันที เต้นท์เกือบทั้งหมดก็ลุกเป็นไฟ ไฟลุกสูงไปจนถึงท้องฟ้า และความร้อนจากการแผดเผาก็สู้สึกได้ระยะไกล

ศัตรูจำนวนมากตายจากการถูกไฟครอก ขณะที่พวกเขายังอยู่ในความฝันของพวกเขา คนอื่นๆที่ระมัดระวังตัวขณะนอนหลับ ก็ตื่นขึ้นมาและรีบวิ่งออกมาข้างนอก แม้แต่คนที่ใจเย็นก็รีบหยิบอาวุธแล้ววิ่งออกมาจากเต้นท์

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินยี่ก็วางคันธนูและหยิบหอกขึ้นมา แล้วพุ่งไปทางค่ายขณะที่ตะโกนว่าทหารบุกกก!”

ฆ่าพวกมันให้หมด!” ทุกคนหยิบอาวุธแล้วตามหลินยี่ไป เพื่อสังหารศัตรู ขณะที่ทหารม้ากำลังโจมตีศัตรูที่กำลังแตกตื่น โอหยางโชวพร้อมผู้คุ้มกัน ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม เพื่อสังเกตความเป็นไปของสนามรบอย่างใจเย็น

ทหารม้าวิ่งไปรอบๆค่าย และฆ่าทุกคนที่ออกมาจากเต้นท์ ฉากที่กำลังเกิดขึ้นนี้รุนแรงและน่ากลัวอย่างมาก โอหยางโชวยังคงขี่ม้าของเขาและอยู่ในตำแหน่งเดิม เพราะเขาไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการสังหารนี้ เขาเป็นคนยุคใหม่ แม้จะผ่านมา 5 ปี จากชีวิตที่แล้ว เขาก็ไม่สามารถฆ่าทุกคนโดยไม่รู้สึกอะไรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายที่เป็นเพียงสามัญชนธรรมดา

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า พลังก็เหมือนยาพิษ มันสามารถกัดกร่อนบุคคลใดก็ได้ และอาจเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นคนที่มีจิตใจเยือกเย็นเหมือนเหล็ก(ไร้ความรู้สึก) ตอนนี้ โอหยางโชวได้ตระหนักแล้วว่า ความแตกต่างระหว่างผู้เล่นนักผจญภัยและผู้เล่นลอร์ดเป็นเช่นไร เขาตระหนักว่า เขามีการเปลี่ยนแปลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆนี้มากเพียงใด

เพื่อที่จะกำราบการยั่วยุของเผ่าจีเฟิง และสร้างอำนาจกับเผ่ารอบๆ เขาไม่ลังเลที่จะส่งกองทัพของเขาไปยังหุบเขาจีเฟิง และทำการกำราบพวกเขาด้วยเลือดของพวกเขา

เพื่อที่จะได้รับม้าฉิงฟู่ สำหรับทหารม้าของเขา เป็นอีกครั้งที่เขาไม่ลังเลที่จะกำจัดเผ่าทั้งเผ่า แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เข้าร่วมสงคราม มือของเขาก็ปกคลุมไปด้วยเลือดอยู่ดี และเลือดนั้นจะคงอยู่ตลอดไป มันไม่สามารถล้างออกได้ มันจะอยู่กับเขาตลอดชีวิตของเขา

สิ่งเดียวที่พอจะปลอบโยนโอหยางโชวได้ก็คือ เขาเตือนตัวเองอย่างต่อเนื่องว่า มันเป็นเพียงแค่เกมส์เท่านั้น และคนที่ถูกสังหารหมู่เหล่านี้พวกเขาเป็นเพียง NPC นี่เป็นเหตุผลเดียวที่เขาใช้เป็นข้ออ้างได้

คืนนี้เป็นเหมือนฝันร้าย ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างไสวด้วยเปรวเพลิงที่ลุกไหม้เต้นท์ต่างๆ เสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้สามารถได้ยินได้จากระยะไกล ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คือ โศกนาฏกรรม ในขณะที่เปลวเพลิงยังคงลุกไม้อย่างรุนแรง ใบหน้าของโอหยางโชวก็มืดมัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากมุมมองของคนอื่นๆ ขณะที่พวกทหารม้าเห็นลอร์ดของพวกเขา โอหยางโชวที่กำลังยืนอยู่และจ้องมองมาที่พวกเขา พวกเขารู้สึกว่าหัวใจสูบฉีด ราวกับว่าการจ้องมองนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ที่สามารถเพิ่มอำนาจให้แก่ทุกคนได้ พวกเขารู้ว่าลอร์ดของพวกเขากำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ พวกเขาจึงมองไปที่ศัตรู และสู้กับศัตรูเพื่อลอร์ดของพวกเขา

แม้ว่านักรบของเผ่าจะพยายามโจมตีกลับ แต่ภายใต้การโจมตีที่รุนแรงของทหารม้า ความพยายามของพวกเขาก็ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง และถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง การต่อสู้ก็เบาบางลง บางคนเริ่มจะวิ่งหนีออกไปจากค่าย หลินยี่สั่งใก้กองร้อยที่ 5 ไล่ตามพวกเขาไป

นอกจากนี้ ยังมีบางคนที่ต้องการสร้างเกียรติให้ตนเอง พวกเขาวิ่งสุดชีวิตของพวกเขา พยายามจะจับโอหยางโชว อย่างไรก็ตาม โอหยางโชวไม่ใช่คนเดิม ภายใต้การฝึกที่เข้มงวด ความกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เหล่านักรับที่พยายามจะจับเขาถูกสังหารอย่างไร้ปราณี

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา ในที่สุดการสังหารก็สิ้นสุดลง กองร้อยทั้งหมดยกเว้นกองร้อยที่ 1 รับผิดชอบการเก็บกวาดสนามรบ และร่วมมือกับทัพอื่นๆไล่ล่าคนที่หนี

นายท่าน เราควรบิดเบือนสนามรบ แล้วสร้างสัญลักษณ์ของเผ่าเทียนเฟิงขึ้นหรือไม่?” หลินยี่ถาม

โอหยางโชวส่ายหัว แล้วกล่าวว่าไม่จำเป็นหรอก เพียงแค่เผาทุกสิ่งทุกอย่าง และอย่าทิ้งร่องรอยไว้ให้เป็นเบาะแสก็พอ เราไม่คุ้นเคยกับการกระทำของชนเผ่าเหล่านี้ การบิดเบือนสนามรบอาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามแทน สิ่งที่ดีที่สุด คือ การไม่ทำอะไรเลย ด้วยวิธีนี้ เผ่าเทียนฉีจะเริ่มหาว่าใครเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการสังหารนี้ พวกเขาจะคิดว่า คนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ น่าจะเป็นคนทำมัน และด้วยเหตุผลนี้ พวกเขาจะคิดว่าเพื่อนบ้านของพวกเขา เผ่าเทียนเฟิง เป็นคนทำมัน ด้วยความสามารถของพวกเขา ข้ามั่นใจว่าพวกเขาจะไม่คิดว่าพวกเราเป็นคนทำมัน มีอีกสิ่งที่เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้ว พวกเราเพิ่งซื้อม้าฉิงฟู่มาจากเผ่าเทียนเฟิง ดังนั้น พวกเราจึงไม่มีแรงจูงใจในเรื่องนี้

หลินยี่มองโอหยางโชวด้วยความชื่นชม แล้วกล่าวว่านายท่านช่างเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก

โอหยางโชวโบกมือ แล้วกล่าวว่ารีบจัดการให้เร็วที่สุด เวลาเป็นสิ่งมีค่า

ขอรับนายท่าน!”

เวลา 10.00 . กองกำลังทั้งหมดก็เข้ามารวมตัวกันอีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นไปตามแผนที่วางไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีศัตรูรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว แล้วพวกเขาก็มุ่งหน้ากลับเมือง พร้อมกับรางวัลที่พวกเขายึดได้จากศึกนี้

ปฏิบัติการรุ่งอรุณ สามารถยึดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ม้าฉิงฟู่ได้ 100 ตัว, ม้าศึกฉิงฟู่ คุณภาพดี 300 ตัว และม้าศึกฉิงฟู่ชั้นสูง 4 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีแกละ 1,000 ตัว และหนังแกะ 3,000 หน่วย

 

แฟนเพจ : TWOแปลไทย