0 Views
“เฉินเฟิง”
ซูเฟยเดินเข้ามาหาอย่างตื่นเต้นดีใจ
ปากของเฉินเฟิงบิดกระตุกอยู่หลายครั้ง เขารู้สึกอยากจะหัวเราะทุกครั้งเมื่อได้เห็นหัวเหม่งๆของซูเฟย
ซูเฟยที่เห็นใบหน้าของเขาเช่นนั้นก็กล่าวออกมาอย่างขัดใจ “อยากหัวเราะล่ะสิ เอาเลยไม่ต้องยั้ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เฉินเฟิงตบไหล่ของเขา “นายไม่ได้ใช้น้ำยาปลูกผมรึไง?”
น้ำยาปลูกผมเป็นยีนรีเอเจนต์คลาสFระดับ1ดาว แม้ว่ามันจะไม่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้แต่มันก็ยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากความสามารถของมันที่ทำให้ผมของผู้ใช้เติบโตงอกเงยออกมาอย่างเงางามและรวดเร็วภายในวันเดียว หลังจากนั้นคนผู้นั้นก็เพียงแค่ไปตัดผมตามทรงที่ตัวเองต้องการได้เลย
“ไม่มีประโยชน์”
ใบหน้าของซูเฟยกลายเป็นไม่น่ามอง
“หมอนี่กระทั่งไปที่โรงพยาบาลมาแล้วด้วยซ้ำ” จ้าวหลิงแย้มยิ้มสว่างไสวและกล่าวแทรกขึ้น
“หมอบอกว่าหนังหัวของหมอนี่ได้รับผลกระทบจากพลังที่ไม่ทราบที่มาบางชนิด ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะงอกออกมาอีกครั้งดังนั้นผมของเขาจึงไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้”
เฉินเฟิงจ้องมองไปที่ซูเฟยอย่างสงสาร
“เฮ้ย เลิกพูดถึงเรื่องนี้ทีเถอะเสียอารมณ์เปล่าๆ”
ซูเฟยโบกมือ “เมื่อตอนที่นายติดต่อชั้นมาก่อนหน้านี้ชั้นกำลังจัดการกับไอ้กลุ่มที่ลอบโจมตีเฮิสของพวกเรา…เอ่อชั้นหมายถึงกลุ่มที่ลอบโจมตียานบินของพวกเราน่ะนะ ดังนั้นชั้นจึงไม่ได้สังเกตุแจ้งเตือนตอนที่นายติดต่อมา หลังจากนั้นชั้นก็วุ่นๆจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก” เฉินเฟิงยิ้ม “ชั้นจัดการเรื่องพวกนั้นไปหมดแล้ว”
“ถ้างั้นก็เยี่ยมเลย ถ้ามีปัญหาอะไรอีกนายก็ติดต่อมาได้ตลอดเวลานะ ถ้าชั้นไม่สามารถรับสายได้นายก็ทิ้งข้อความเอาไว้แล้วกัน”
เฉินเฟิงส่ายหัว “ไม่มีปัญหาใหญ่ๆหรอก”
ซูเฟยกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา “แล้ววันนี้นายมาที่หุบเขาเขียวขจีนี่ทำไม? ต้องการความช่วยเหลือรึเปล่า?”
“นัดกับเพื่อนเอาไว้น่ะ”
“ชายหรือหญิงล่ะ?”
ซูเฟยถามซอกแซก
เฉินเฟิง “…”
“ผู้หญิงสิท่า?” ซูเฟยเดาจากท่าทีของเฉินเฟิง
“ซูจิน?”
ซูเฟยคาด “นรกเอ๊ย! ไอ้น้อง นายกำลังจะลองนอกสถานที่(out door…นั่นแหละครับคงไม่ต้องอธิบายเยอะ)รึไง?”
เฉินเฟิง “…”
เฉินเฟิงถอนหายใจ “หวังเหยา”
“เฮือก…” ซูเฟยสำลักลมหายใจ “นายกำลังตามจีบเธอจริงๆ? ยังไม่บรรลุนิติภาวะนา”
“เธอเป็นพี่สาวของหวังเยว่” ใบหน้าของเฉินเฟิงกลายเป็นน่าเกลียดพร้อมกับสายตาดุร้ายที่จับจ้องไปที่ซูเฟย “นายช่วยไม่โรคจิตซักวันได้ไหม?”
“พี่สาว?”
ซูเฟยงุนงง
หลังจากผ่านไปซักพักเขาจึงฟื้นสติกลับมาได้พร้อมๆกับคำรามขึ้นมา “หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ เจ้าหนูนายได้เจอกับโลลิถูกกฏหมายตัวจริงเสียงจริงแล้วใช่ไหม? สวรรค์ไม่ยุติธรรมเลยถึงได้ทำให้นาย….”
“ฟุ่มมมม!”
เปลวเพลิงที่ดูคุ้นตาปรากฏออกมา
อุณภูมิที่สูงจนน่าหวาดกลัวทำให้ซูเฟยหุบปากฉับอย่างหวาดกลัวพร้อมกับตาลีตาเหลือกถอยไปทางด้านหลังอย่างตะหนกตกใจ อย่างไรก็ตามก้อนเปลวเพลิงก็ยังคงตกลงบนหัวซูเฟยโดยปราศจากคำเตือนใดๆอยู่ดี
“ตึ้ม!”
เสียงระเบิดดังขึ้น
“วีรสตรีท่านนี้ไว้ชีวิตผู้น้อยเถ้ออออ!” ซูเฟยกรีดร้องออกมาอย่างน่าสังเวช
ในตอนนั้นเองเงาร่างเล็กจิ๋วก็ปรากฏขึ้นมาที่บริเวณทางเข้าของแคมป์ นั่นก็คือหวังเหยาที่กำลังจับจ้องมาที่ซูเฟยด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนที่ท้ายที่สุดสายตานั้นจะมาหยุดลงที่เฉินเฟิง
“ไปได้แล้ว” หวังเหยากล่าวออกมาอย่างไม่แยแส
“ตกลง”
เฉินเฟิงตบไหล่ซูเฟยเบาๆ เมื่อเขาจับจ้องไปที่หัวของซูเฟยก็มีเพียงความเห็นอกเห็นใจเท่านั้นที่อยู่ภายในใจของเขา ‘ไอ้พี่ชายได้เวลาที่นายต้องเลาะหมาออกจากปากบ้างแล้วนะ’
หลังจากที่พวกนั้นจากไปแล้วซูเฟยก็เปิดหน้าจอของเขาขึ้นมาขณะที่เล็งด้านหน้าจอมาที่ตัวเขาด้วยมือที่สั่นเทา ถัดมาเขาก็จ้องมองไปที่จุดสีดำเก้าจุดบนหัวของเขาอย่างโง่งม
“แผลเป็นรูปวงกลม?”
“ห่าไรวะกระทั่งมีตั้ง9จุดด้วย?”
“กูยังไม่อยากเป็นหลวงจีน!” ซูเฟยกรีดร้องออกมาอย่างเสียใจขณะเดียวกันจ้าวหลิงเองก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ข้างๆกายของเขา “สาวน้อยผู้นั้นคงบอกเป็นนัยๆว่าให้นายให้หัดหุบปากแล้วสวดมนตร์ซะบ้างเพราะนายมันปากอยู่ไม่สุขเกินไปล่ะมั้ง”
“ที่นี่มันมีกฎไม่ใช่รึไง?”
“ในแคมป์นี้มันไม่ใช่มีกฎว่าห้ามสู้กันหรอกเรอะ?!”
ซูเฟยจ้องไปที่หุนยนตร์ต่อสู้ภายในแคมป์อย่างขัดใจ “พวกแกมีหน้าที่แค่เป็นเครื่องประดับสถานที่รึไงวะ?”
“สวัสดีคุณชาย”
ดวงตาสีแดงของหุ่นยนตร์ต่อสู้กระพริบปิ๊ปๆก่อนที่มันจะกล่าวออกมาตรงๆ “ตามที่เราคำนวณดูแล้ว อย่างแรกคือผู้ที่ลงมือไม่ได้มีเจตนาสังหารใดๆ อย่างที่สองคือผู้ที่ลงมือน่าหวาดกลัวเกินไป ถ้าพวกเราลงมือคงเป็นการชักนำให้แคมป์แห่งนี้ถูกกวาดล้างและทุกๆคนที่อยู่ที่นี่คงเสียชีวิตกันหมด อย่างที่สามคือพวกเราได้ส่งรายงานไปยังสหพันธ์พันธุกรรมแล้ว ถ้าท่านยังต้องการให้เธอรับผิดชอบหรือกลัวว่าจะมีอันตรายใดๆเกิดขึ้น คนระดับสูงจากสหพันธ์จะลงมาที่นี่ด้วยตัวเอง ท่านคิดเช่นไรกับข้อเสนอนี้?”
อะไรนะ?
เป็นการชักนำให้แคมป์แห่งนี้ถูกกวาดล้างและทุกคนที่นี่ตายกันหมดงั้นหรอ?
ซูเฟยและกลุ่มของเขารู้สึกราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างและร่างกายก็เริ่มสั่นเทาอย่างหวาดกลัว หวังเหยาผู้นี้เป็นคนแบบใดกันแน่?
นี่คือแคมป์เขาเขียวขจีนะ!
เป็นอาณาเขตของสหพันธ์พันธุกรรมนะ!
แม้จะเป็นแค่แคมป์เล็กๆที่อยู่ในขอบเขตชั้นนอกสุดก็เถอะ มันก็ยังคงเป็นอาณาเขตของสหพันธ์อยู่ดี! หวังเหยาน่ากลัวกระทั่งถึงจุดที่ว่าแม้แต่หุ่นยนตร์ต่อสู้เองก็ยังไม่กล้าลงมือเลยงั้นหรอ?
เธอเป็นใครกันแน่?
ซูเฟยพลันรู้สึกว่าที่เขารอดอยู่ได้นี้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว
จ้าวหลิงทันใดนั้นก็เปิดปากขึ้นมา “ดูเหมือนว่านายจำเป็นต้องหัดสงบปากแล้วเริ่มสวดมนตร์จริงๆซะบ้างแล้วนะ”
ซูเฟยเงียบงัน
“โปรดยืนยันด้วยว่าต้องการให้เธอรับผิดชอบหรือไม่?” หุ่นยนตร์ยังคงถามออกมาอย่างซื่อๆ
ให้เธอรับผิดชอบห่าอะไรล่ะ?
ซูเฟยโบกมือก่อนที่จะจากไปพร้อมกับทีมของเขา พวกเขาเองก็มีภารกิจที่จัดการในวันนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหลังจากที่ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ตัดสินใจที่จะส่งข้อความไปยังเฉินเฟิง
ในตอนนั้นเองเฉินเฟิงและหวังเหยาที่ยังจากมาได้ไม่ไกลนัก
“ติ๊ดดด…”
สายรัดข้อมือสั่นไหวขึ้นมา
เมื่อเฉินเฟิงมองดูเขาก็กลายเป็นไร้คำพูดไปโดยปริยาย มันเป็นข้อความจากซูเฟยที่ว่า : ช่วยขอโทษคุณหนูหวังเหยาในเรื่องที่ชั้นทำตัวไม่สุภาพด้วยนะ ชั้นจะไปฝึกสวดมนตร์เงียบๆทั้งเดือนเลย
เฉินเฟิงแสดงมันให้หวังเหยาดู
“แม้ว่าปากของเขาจะต่ำไปหน่อย แต่เพื่อนนายก็ฉลาดดี” หวังเหยากล่าวออกมาอย่างไม่แยแส
“โฮ่?”
เฉินเฟิงไม่คิดเลยว่าจะเป็นเช่นนี้
“เหล่าผู้เชี่ยวชาญเองก็มีเกียรติของตัวเองเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนแบบเดียวกันชั้นทุกคนหรอก” ใบหน้าของหวังเหยายังคงเฉยเมย
“โอ้” เฉินเฟิงกล่าวตอบอย่างสบายๆ
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าสิ่งที่หวังเหยากล่าวออกมามันสมเหตุสมผลดี แต่ด้วยเหตุผลกลใดมิทราบได้เมื่อเขามองไปที่คนผู้นี้ที่มีลักษณะราวกับเด็กหญิงวัย11-12ปีที่ซึ่งกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาเขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าสาวน้อยผู้นี้ดูน่ารักดี แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าหวังเขาน่ากลัวขนาดไหนก็ตาม!
“เราต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”
เฉินเฟิงถอนหายใจ ดูเหมือนว่ายังมีบางแง่มุมในโลกใบนี้ที่เขายังไม่อาจทำใจยอมรับมันได้อย่างเต็มที่
ในตอนนั้นเอง
“เฉินเฟิง!”
เสียงกัดฟันกล่าวดังขึ้นมา หวังเยว่จับจ้องมาที่เขาอย่างมาดร้าย เฉินเฟิงไม่ได้สนใจการมีตัวตนของเขามาตลอดทาง ทำราวกับว่าเขาไร้ตัวตน!
นี่มันเกินไปแล้ว!
“พวกเราจะถึงยัง?”
เฉินเฟิงจับจ้องมองไกลออกไป
“พวกเรามาถึงแล้ว”
หวังเหยาพาพวกเขาเข้ามายังส่วนลึกของป่า ที่แห่งนี้กล่าวกันว่ามีน้ำพุเวทย์มนตร์อยู่ที่นี่
“เฉินเฟิง!” หวังเยว่ตะโกน “แกกล้าเมินชั้นงั้นรึ?”
เฉินเฟิงจับจ้องมองไปที่เขาอย่างไม่แยแส “ครั้งนี้ชั้นมาที่นี่เพื่อช่วยพี่สาวของแก ส่วนแกก็นั่งอยู่เฉยๆและทำตัวเป็นสัมภาระต่อไป อย่าได้พ่นวาจาไร้สาระออกมา ชั้นยังไม่ได้ลืมเรื่องที่แกส่งคนมาลอบเล่นงานชั้นหลังจบการสอบหรอกนะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวของแกแกคิดหรอว่าแกจะยังมีชีวิตรอดอยู่ได้?”
“หุบปาก!” หัวใจของหวังเยว่สั่นระรัวพร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“ลอบเล่นงาน…” หวังเหยาพลันเปิดปากกล่าวออกมา “นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ”
หวังเยว่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ นรกเอ๊ยทำไมเขาต้องไปยั่วยุเฉินเฟิงแบบไร้เหตุผลด้วยวะ?
“นี่เธอไม่รู้?” เฉินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหัว “มันไม่สำคัญแล้วล่ะ ทั้งหมดมันเป็นอดีตไปแล้ว ชั้นมาที่นี่วันนี้ก็เพื่อช่วยเธอเรื่องอื่นอย่าไปสนใจเลย”
ดวงตาของหวังเหยากวาดผ่านทั้งเฉินเฟิงและหวังเยว่ไปก่อนที่เธอจะกล่าวออกมา “ไปต่อ”
ลึกเข้าไปภายในหุบเขาเขียวขจี เฉินเฟิงตอนนี้เริ่มมองเห็นน้ำที่ไหลออกมาแล้ว
“นี่คือน้ำที่มาจากบริเวณตาน้ำของน้ำพุเขาเขียวขจี”
เพื่อพยายามจัดการกับความผิดก่อนหน้านี้หวังเยว่จึงกล่าวออกมาเสียงอ่อย “มันมีพลังจิตวิญญาณเข้มข้นอย่างมาก เป็นวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างยีนหลายๆชนิด อย่างไรก็ตามเป้าหมายของพวกเราก็ยังไม่ใช่สิ่งนี้แต่เป็นจุดที่ลึกที่สุดซึ่งเป็นที่ตั้งของตาน้ำของน้ำพุเขาเขียวขจี!”
“โอ้”
เฉินเฟิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด
เมื่อหวังเยว่เห็นจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาความโกรธของเขาก็ปะทุขึ้นมา
พวกเขาทั้งสามคนเดินผ่านเข้าไปตามเส้นทางที่น้ำพุเขาเขียวขจีไหลผ่าน เมื่อพวกเขามาถึงเขตในรอบกายของพวกเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก การมองเห็นของพวกเขาลดลงเหลือเพียงน้อยนิดและมีผนึกที่มองไม่เห็นขวางกั้นเส้นทางด้านหน้าของพวกเขาเอาไว้
ติดตามตอนใหม่ๆก่อนใครได้ที่ The Strongest Gene ยีนส์เทพ