0 Views

ตอนที่ 1 บทนำ

 

ฉึก !

 

เลือดสาดกระจายไปทั่วทุกที่ หญิงสาวจ้องมองด้วยความงุนงงขณะที่มองลงไปยังหอกที่แทงทะลุอกซ้ายของเธอ เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นของใบมีดที่แทงทะลุหัวใจ  ดวงตาของเธอสั่นสะท้าน เรี่ยวแรงค่อยๆหายไปจากร่างกายของเธออย่างช้าๆ  

 

ในขณะที่ร่างของหญิงสาวหล่นลงพื้นดิน  เจ้าของเสียงร้องที่เจ็บปวดก็พุ่งมาด้านหลังของชายถือหอก. ชายถือหอกปล่อยหอกในมือลงด้วยความตกใจจากเสียงที่ดังเข้ามาใกล้ แต่ตอนนั้นเอง ชายถือหอกก็หมุนกลับไปอย่างรวดเร็วและชกกำปั้นไปยังศัตรูที่อยู่เบื้องหลัง  

 

เป้าหมายของเขาถูกชกกระเด็นไปข้างหลังด้วยแรงกระแทก แต่ถึงฉะนั้นชายถือหอกก็ยังไม่หยุดและส่งกำปั้นออกไปอีกครั้ง   

 

เพะ !

 

หัวของเป้าหมายก็ระเบิดออกทันที แต่ถึงฉะนั้นชายถือหอกก็ยังไม่ได้หยุดมือ หนึ่งหมัด สองหมัด สามหมัด…… เขาคำรามและกรีดร้องออกมาในขณะที่ทุบหัวของเป้าหมายจนกะโหลกศีรษะของชายคนนั้นระเบิดออกและสมองก็แตกกระจายเป็นชิ้นๆ 

 

เมื่อเขาหยุดกำปั้นของตัวเองลง เขาก็มองไปรอบๆด้วยสายตากระหายเลือด เขาหยิบหอกของเขาขึ้นมา  จากนั้นก็ถีบเท้าออกไปจากพื้นดินที่เต็มไปด้วยหัวสมองและเลือดเนื้อที่น่ารังเกียจของมนุษย์  

 

ชายที่ดูคล้ายกับปีศาจก็พุ่งเข้าไปในม่านหมอกที่กำลังหมุนเกลียว  

 

จากนั้นหมอกนั้นก็หายไป …

 

**

 

แค่ก ๆ หญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นก็ไอออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง จากนั้นก็มองไปยังหมอกที่หายไปพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก แต่หลังจากที่ตกตะลึงไปเพียงชั่วครู่ เธอก็ยกหัวขึ้นและสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ  

 

“มีใครอยู่ที่นี่ไหม …?”

 

ตอนนี้มีเพียงสายลมหนาวเย็นเท่านั้นที่พัดอยู่รอบๆ  

 

“ทุกคน … ตายแล้วงั้นรึ? “

 

เธอเฝ้ารอสักพักแต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆกลับมา จู่ๆเธอก็หัวเราะออกมาและเริ่มฮัมเสียงของเธอเป็นเพลงกล่อมเด็ก  

 

“ตาย ตาย, ทุกคนตาย …”

 

เธอมองไปยังศพที่ถูกไฟไหม้ใกล้ๆเธอและคิดว่ามันมีสภาพดีกว่าร่างอื่นๆ ตรงจุดอื่นนั้นปรากฏก้อนเนื้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของมนุษย์กำลังลอยอยู่บนกองเลือด  เธอมองไปรอบๆอีกครั้งแล้วก็แสดงออกด้วยความผิดหวัง

 

ลำคอของเธอรู้สึกเจ็บปวด

 

เธอพยายามยกร่างกายส่วนบนของเธอขึ้นก่อนที่จะกระอักเลือดออกมา ผิวของเธอสว่างขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เธอจะแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปด้วยสาตตาพร่ามัว  

 

‘ ได้ยังไง … ‘

 

… เธอมาจบลงด้วยสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ?

 

วันหนึ่ง จู่ๆก็มีเผ่าพันธ์ต่างดาวปรากฏตัวขึ้นในโลกของเธอ โลกนั้นได้มาค้นพบในภายหลังว่าเผ่าพันธ์ต่างดาวเหล่านั้นคือคนถูกขับไล่ออกมาจากโลกเดิมของตนเอง หลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ย่อยยับพวกเขาก็ได้เดินทางอยู่ในอวกาศมาเป็นเวลานานก่อนที่จะบุกมายังดวงดาวของเธอ  

 

เพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่

 

“เจ้าพวกสารเลวนั่น”

 

ผู้หญิงคนนี้เป็นเจ้าหญิงของราชอาณาจักรบางแห่งที่อยู่ภายใต้จักวรรดิ เธออายุได้หกปีเมื่อตอนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเผ่าพันธ์ต่างดาวและเมื่อเธออายุได้สิบปีเธอก็ได้ยินข่าวการล่มสลายของจักรวรรดิ   

 

แม้จะมีการยกย่องว่าเป็น ‘ ดวงอาทิตย์ไม่มีวันดับสูญ ‘ และมีเทคโนโลยีที่ล้ำหนาและวิศกรรมทางเวทมนต์ที่ล้ำสมัย แต่จักวรรดิกลับล่มสลายในเวลาไม่ถึงสี่ปี   

 

ไม่นานหลังจากที่เผ่าพันธ์ต่างดาวได้กลืนกินหัวหน้าเทพที่จักรวรรดิบูชาดินแดนก็ถูกเปลี่ยนรกร้างและไร้ซึ่งผู้คน  

 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง…

 

ปราศจากหัวหน้าเทพ ดาวดวงนี้ก็กลายเป็นเหยื่อที่ต้องตาของเผ่าพันธ์ต่างดาวอื่นๆซึ่งพวกเขาสามารถเข้ามากลืนกินได้ตลอดเวลา

 

ครั้งแรกที่เผ่าพันธ์ต่างดาวเหล่านั้นบุกเข้ามาพวกเขาก็วางตัวเป็นผู้นำเทพคนใหม่และเริ่มการบุกรุกนองเลือดไปทั่วดวงดาว และในช่วงเวลานี้เองก็มีเผ่าพันธ์ต่างดาวอื่นๆเริ่มปรากฏขึ้นมาทีละกลุ่ม 

 

หนึ่งในเผ่าพันธ์ต่างดาวที่ปรากฏขึ้นมานั้นมีชื่อว่า ‘ ผู้อยู่รอด ‘, และอีกกลุ่มที่มีชื่อว่า ‘ ผู้พิชิต ‘ …

 

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต เจ้าหญิงก็หัวเราะเบาๆ ดินแดนที่เคยถูกปกครองโดยมนุษย์ชาติตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งสงครามที่เผ่าพันธ์ต่างๆมากมายกำลังแย่งชิงกัน   

 

ถูกพัดผ่านไปมาระหว่างสงคราม ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นเหมือนกับเทียนไขกลางสายลม  

 

แต่สิ่งที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวของเผ่าพันธ์ต่างดาวเหล่านั้นคือเทพทั้งเจ็ดที่ไม่เคยได้รับการบูชา พวกเขาคือผู้ที่เกิดมาระหว่างการกำเนิดของดวงดาว เทพทั้งเจ็ดเหล่านี้ต่างก็สัญญาว่าจะช่วยเหลือมนุษย์ให้มีชีวิตรอดและมนุษย์เองก็สัญญาว่าจะกลับมาบูชาพวกเขาอีกครั้ง

 

และจากนั้นข้อตกลงก็ถูกสร้างขึ้น แต่ด้วยความประหลาดใจของผู้คนเผ่าเทพเหล่านี้กลับเลือกวิธีแปลกประหลาดในการช่วยเหลือ 

 

วิธีการของพวกเขาที่ใช้ตอบโต้กลับนั้นคือการสร้างกองทัพโดยการอัญเชิญเผ่าพันธ์อื่นที่คล้ายกลับมนุษย์ของโลกนี้มา

 

อย่างไม่มีทางเลือก แม้แต่จักวรรดิอันยิ่งใหญ่ยังถูกโค่นล้มภายในระยะเวลาสั้นๆสีปี่  ดังนั้นอาณาจักรที่สร้างขึ้นมาใหม่ภายใต้เทพเหล่านี้จะสามารถต้านทานเผ่าพันธ์ต่างดาวได้อย่างไร   ?

 

นอกจากนี้จำนวนประชากรเองก็ยังลดลงไปอย่างมากเนื่องจากสงครามเกิดขึ้น

 

“ไอ้พวกลูกกระหรี่นั่น !.”

 

เจ้าหญิงถ่มน้ำลายออกมาและสาปแช่งออกมาขณะที่จ้องมองไปยังบนฟ้า   

 

 เราไม่ควรเชื่อใจพวกมันตั้งแต่แรกแล้ว  

 

ในความเป็นจริง ตอนแรกมันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก เมื่อผู้เดินทางคนแรกเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ถูกอัญเชิญมา ความเร็วในก้าวหน้าของเขานั้นรวดเร็วจนน่าตกตะลึงอย่างมากภายใต้การดูแลของเหล่าเทพ  

 

อย่างไรก็ตามในขณะที่อำนาจของพวกเขาเติบโตขึ้นและค่อยๆอยู่เหนือกว่ามนุษย์ดั้งเดิมของดาว สถานการณ์ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป  

 

ความจริงที่อาจไม่หลีกเลี่ยงก็คือ พวกเขาบางกลุ่มนั้นมาจากสัญชาติที่แตกต่างกัน สีผิวของพวกเขาแตกต่างกัน อีกทั้งศาสนาและความคิดทางการเมืองของพวกเขาก็แตกต่างกัน 

 

ในท้ายที่สุดก็คือ ‘ผลกำไร’ ที่เป็นความเห็นแก่ตัวในหมู่ผู้เดินทาง พวกเขาเริ่มที่จะสร้างความแตกแยกขึ้นกับอาณาจักร   พันธมิตรที่เกิดขึ้นภายใต้ความปรารถนาที่จะอยู่รอดถูกทำลายเป็นชิ้นๆและความขัดแย้งภายในก็เกิดขึ้นตามมาจนกองกำลังของพวกเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ  

 

มีบางคนกระทั่งไม่เห็นด้วยกับเหล่าเทพองค์ใหม่ 

 

สิ่งเหล่านี้กัดกินลึกลงไป

 

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 

ในท้ายที่สุดผู้เดินทางส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมสงครามครั้งสุดท้าย พวกเขาไม่สนใจเหล่ามนุษย์ดั้งเดิมและปล่อยให้พวกเขาจมอยู่กับความสิ้นหวังอย่างเย็นชา ผู้เดินทางเหล่านั้นเลือกที่จะเดินทางกลับไปยังโลกของตนเอง

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเจ้าหญิงถึงได้โกรธเป็นอย่างมาก

 

“ไอ้พวกลูก  … .”

 

เธอกำลังจะตะโกนชาปแช่งออกมาอีกครั้ง แต่ทันทีเธอก็หุบปากลงอย่างรวดเร็ว  

 

กึก… กึก …

 

เสียงนุ่มก็ดังสะท้อนออกมาท่ามกลางภูเขาที่เต็มไปด้วยศพเย็น เสียงนั้นเข้ามาใกล้ๆเธอ แล้วมันก็หยุดอยู่ด้านขวาของเธอ  

 

ที่นอนอยู่ข้างเธอนั้นคือศพที่ถูกเผาจนไหม้

 

[เหลื่อเชื่อ…]

 

ตรงหน้าศพนั้นคือความมืดมิดอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจอธิบายด้วยคำพูดได้  

 

[ที่ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ! ข้าไม่ได้หวังอะไรมากนัก แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรอดจากสงครามเลือดนี้ได้   … ]

 

‘ ผู้เดินทางรึ?

 

ราวกับกำลังตอบคำถามของเธอ ชายที่นอนก้มหน้าอยู่ก็เงยหน้าขึ้นตอบรับเสียงนั้น อารมณ์พุ่งพล่านก็ปรากฏภายในหัวใจของเจ้าหญิง แต่เธอก็ได้ทำเพียงกลืนคำพูดลงไป  

 

สภาพของผู้เดินทางคนนั้นน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก มากจนเธอหลีกเลี่ยงที่จะมองตรงๆ 

 

ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยนิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้เดินทางเข้าร่วมสงครามเลย สภาพของชายที่ถูกเผานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดว่าเขาคือหนึ่งในผู้ที่เลือกเข้ามาในสนามรบแห่งนี้   

 

เมื่อเจ้าหญิงจมลึกอยู่กับความคิด เธอก็เริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจแต่ในขณะเดียวกันเธอก็ยังรู้สึกได้ถึงความอัปยศ  

 

‘ถ้าเพียงแต่ ผู้เดินทางคนอื่นๆเป็นเช่นเขาหละก็   … .’

 

[ข้าเองก็อยากจะชื่นชมความพยายามของเจ้านะ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ]

 

เสียงต่ำก็ดังขึ้นในหูของเธอ

 

[เพราะเจ้ารักษาสัญญา ดังนั้นถึงเวลาที่ข้าจะตอบแทนแล้ว บอกข้ามาว่าเจ้าต้องการอะไร  ?]

 

พร้อมกับกับความมืดมิดในดวงตาของชายคนนั้น ดวงตาที่อ่อนแอของเขาก็จ้องมาด้านหน้า  เมื่อเขาเปิดปากพูดออกมาเล็กน้อยชิ้นส่วนอวัยวะพร้อมกับเลือดก็ไหลออกมา เสียงของเขาฟังดูราวกับว่าจะหายไปกับสายลมและมีเพียงเสียงลมเท่านั้นที่ออกมาจากเขา  

 

[เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าสามารถอ่านใจเจ้าได้   … สรุปก็คือ เจ้าต้องการเกิดใหม่ใช่ไหม?]

 

เจ้าหญิงเกือบหัวเราะ เกิดใหม่งั้นรึ? แล้วมันจะได้อะไร ? ทุกอย่างล้วนจบสิ้นแล้ว   

 

[ไม่ใช่รึ?  ชีวิตที่โง่เขลาของเจ้าห้อยอยู่เส้นด้ายแล้ว บอกมาเถอะว่าเจ้าต้องการอะไร  ? อย่าบอกนะว่าความมั่งคัง? เกียรติยศ? ในสถานการณ์เช่นนี้หนะรึ?]

 

“… .”

 

[อะไรนะ !]

 

ทันใดนั้นเสียงของความมืดก็ดังขึ้นอีก

 

[เจ้าต้องการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งรึ?]

 

ความรู้สึกถึงลางไม่ดีก็ปรากฏขึ้นในใจของเจ้าหญิง 

 

[เป็นไปไม่ได้!]

 

เสียงที่โกรธที่สั่นสะเทือนพื้นก็ดังขึ้น

 

[ด้วยความสำเร็จที่เจ้ามีเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย้อนเวลา !? เจ้าอยากจะย้อนคืนทุกสิ่งกลับไปอย่างที่เคยเป็นด้วยความสำเร็จที่มีเนี้ยนะ…?]

 

“… .”

 

[ช่างกล้านัก! บางทีถ้าเจ้าประสบความเร็จมากกว่าเดิมอีกสิบเท่าก็อาจเป็นไปได้ แต่จากสภาพปัจจุบันของเจ้าแล้วข้าไม่อาจทำตามความปรารถนาของเจ้าได้  อย่าว่าแต่วิญญานของเจ้าเลยแม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายของเจ้าก็ไม่สามารถเอากลับมาได้แล้ว !]

 

“… .”

 

[ดื้อด้านจริงๆ! แต่ด้วยชีวิตของเจ้าที่กำลังจะจบและความสำเร็จที่เจ้ามีจนถึงตอนนี้ ข้าจะยังให้โอกาส ฉะนั้น บอกความปรารถนาของเจ้ามาได้แล้ว ! .]

 

จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลงและกลายเป็นหนักอึ้ง

 

[ … ทำไมเจ้าถึงปรารถนาเช่นนั้นกัน?]

 

เงามืดนั้นก็ขยับและมองไปยังชายที่ก้มหน้าอยู่ด้วยความสมเพช ? จากนั้นเจ้าหญิงก็ได้ยินเสียงพูดเบาๆ  

 

[เด็กน้อย รีบพูดความปรารถนาที่จะเกิดใหม่มาเร็วเข้า ถ้าสิ่งที่บอกก่อนหน้านี้คือความปรารถนาที่แท้จริงของเจ้า เจ้าก็ยังสามารถขอมันได้อีกครั้งในอนาคตหลังจากที่เจ้าประสบความสำเร็จมากกว่านี้ แต่ข้าไม่รับปากว่าถึงตอนนั้นข้าจะทำได้  ]

 

ไหล่ของชายคนนั้นก็ขยับเล็กน้อย ดูเหมือนกับว่ากำลังหัวเราะอยู่ มันนับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้วที่ยังรอดจากสงครามครั้งนี้ได้ แล้วเขาจะยังต้องการประสบความสำเร็จมากกว่าเดิมอีกสิบเท่าอีกงั้นรึ ?

 

ชายคนนั้น เจ้าหญิงและเจ้าของเสียงต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ 

 

ชายคนนั้นยกศีรษะของเขาขึ้น

 

ปากของเขาขยับเล็กน้อย

 

[ความทรงจำของเจ้ารึ?]

 

“… .”

 

[เจ้าต้องการให้ความทรงจำและรู้สึกนึกคิดในตอนนี้ไปกับเจ้าด้วยรึ … ]

 

“… .”

 

[แม้ว่าจะไม่สามารถส่งร่างกายหรือวิญญาณกลับไปได้แล้ว แต่เจ้าต้องการส่งความรู้สึกนึกคิดกลับไปงั้นรึ  ?]

 

ความมืดดูเหมือนจะตกใจเป็นอย่างมาก มันเงียบไปสักพักก่อนที่จะพูดขึ้นมาอีกครั้ง 

 

[ … ส่งความรู้สึกนึกคิดกลับไปยังพื้นฐานความทรงจำรึ  … แต่ถึงกระนั้นความทรงจำความรู้สึกนึกคิดของเจ้าในตอนนี้เป็นเหมือนกับอารมณ์ความรู้สึกชั่ววูบของเจ้าเมื่อเกิดใหม่เท่านั้นนะ  .]

 

หลังจากที่เงียบไปอีกพัก เสียงก็ดังขึ้นอีก

 

[  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี คงไม่อาจเป็นไปได้ ]

 

ผ่านไปไม่นาน ปากของชายที่กำลังจะตายก็หุบลง  

 

[ข้าขอโทษด้วยจริงๆ]

 

จากนั้น

 

ไหล่ของชายคนนั้นก็หยุดเคลื่อนไหว เขาทรุดลงกับพื้นไม่สามารถยกขึ้นมาได้อีก ขณะเดียวกันเขาก็หยุดเคลื่อนไหว  

 

[ช่างโง่เง่านัก … ]

 

ทันใดนั้นสิ่งที่เหมือนมือก็ยื่นออกมาจากความมืด ราวกับว่ามันได้สูญเสียบางสิ่งไป มันค่อยๆลูบศีระษะของชายคนนั้น 

 

“ข้าเข้าใจแล้ว.”

 

เจ้าหญิงที่เห็นฉากนี้ก็พูดขึ้น จากนั้นมือสีดำมืดก็หยุด 

 

[เจ้า … เจ้าเป็นลูกหลานตระกูลราชวงศ์]

 

“นั่นถูกต้องแล้ว ท่านกูล่าที่เคารพ  ”

 

เจ้าหญิงยิ้มเล็กน้อยขณะที่สงสัยว่าคำถามนั้นสำคัญอะไร  

 

“อาณาจักรได้ล่มสลายไปแล้ว ประตูเองก็ถูกยึดไปเช่นกัน ด้วยประสบการณ์ทุกอย่างที่เขาพบเจอ ให้เขาจากไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ? แม้คำสาบานจะทำให้เขาสูญเสียความทรงจำ แต่เขาก็ยังเริ่มใหม่ได้และยังมีสถานที่ให้กลับไป   ”

 

[ไม่ เด็กคนนั้นไม่ต้องการจากไป]

 

เสียงที่หนักแน่นก็ดังขึ้น จากนั้นดวงตาของเจ้าหญิงก็เบิกกว้าง  

 

[เขาบอกว่าต่อให้เขาจากที่นี่ไป เขาก็ไม่มีสถานที่ที่เรียกว่าบ้านให้กลับไปอยู่ดี]

 

“สถานที่ที่เรียกว่าบ้าน … .”

 

คำเหล่านี้ทำให้หัวใจของเจ้าหญิงสั่นไหว บางทีเธออาจเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ด้วยการล่มสลายของอาณาจักรเธอจึงไม่มีสถานที่ที่เรียกว่าบ้านอีกต่อไป แม้ว่ายังเหลือมนุษย์รอดชีวิตอยู่อีกน้อยนิดแต่แน่นอนว่าชะตากรรมของพวกเขาก็คงไม่ต่างอะไรไปจากปศุสัตว์   

 

ท้ายที่สุด มนุษย์ก็ไม่อาจจะกลายเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ได้

 

“แล้วเช่นนั้นทำไมท่านถึงไม่ทำตามความปรารถนาของเขากัน  ?”

 

เสียงบ่นเบาๆของเธอก็ทำให้ความมืดยิ้มออกมา

 

[ไร้สาระ ผลกระทบทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามสาเหตุ ไม่ว่าจะอย่างไร ความปรารถนาของเด็กคนนั้นจะส่งผลให้เกิดการแทรกแทรงอดีตขึ้น ]

 

เจ้าหญิงหัวเราะอย่างขมขื่น เธอไม่เข้าใจและไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวใดๆ  

 

[ความสำเร็จของเขานั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสาเหตุเช่นนั้นได้]

 

“ถึงท่านจะพูดเช่นนั้น แต่ดูเหมือนท่านจะเสียใจไม่น้อยนะ   ”

 

[แปลกตรงไหน? เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับชะตากรรมที่จะเป็นผู้ปฏิวัติ .]

 

“ผู้ปฏิวัติ?”

 

เจ้าหญิงรู้สึกประหลาดใจ ผู้ปฏิวัติคือสาวกที่จะเดินตามประสงค์ของพระเจ้าทั้งเจ็ด พวกเขาถูกผู้นำทั้งเจ็ดเลือกให้เป็นผู้ต่อสู้กับปีศาจที่มาบุกโลก

 

ปัญหาก็คือ กลับมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ 

 

[หึ เขานั้นเป็นดวงดาวที่ส่องประกายมากกว่าคนอื่นๆ ถ้าเขาไม่เลือกมุ่งหน้าเข้าสู่ความตาย  … ทำไมมนุษย์ถึงได้เพิ่งมารู้สึกเสียใจในตอนจบกันนะ ?]

 

ความมืดก็เงียบลง เจ้าหญิงเองก็ปิดปากเงียบเช่นกัน เธอพูดออกมาเพราะไม่ต้องการที่จะตายอย่างเดียวดาย แม้ว่าได้ยังมีสติอยู่แต่มันก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เธอรู้ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาแล้วว่าเธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน  

 

เจ้าหญิงหันไปมองชายที่ตายไป เธอรู้สึกว่าจุดจบของเขาช่างน่าสงสารนัก  

 

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้อย่างแน่ชัด  แต่หากเขาสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะต้องมีชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเหลือเชื่อแน่นอน  ถึงอย่างนั้น ก็น่าเสียดายที่ความปรารถนาของเขาไม่อาจเป็นจริงได้  

 

เขาได้ต่อสู้เหมือนกับสุนัขและตายเหมือนกับสุนัขโดยไร้ซึ่งการตอบแทนใดๆ 

 

“… ท่านกูล่าที่เคารพ.”

 

หลังจากช่วงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหญิงก็หยิบกระเป๋าของเธอขึ้นมา  

 

“ได้โปรดทำให้ความปรารถนาของชายคนนั้นให้เป็นจริงด้วย ”.

 

[หืม !! ?]

 

“คำสัตย์สาบานแห่งราชวงศ์ … ท่านยังคงไม่ลืมใช่หรือไม่?”

 

ความมืดก็กลายเป็นสับสนเล็กน้อยและไม่ได้พูดอะไร

 

ภายในมือของเจ้าใหญ่นั้นมีสร้อยคอที่งดงามอยู่ แม้ว่ามันจะถูกย้อมไปด้วยเลือด แต่ก็ไม่อาจปกปิดความงดงามที่ส่องประกายของมันได้  

 

[นั่นคือ….]

 

“ด้วยคำสาบานที่ท่านให้ไว้กับท่านพ่อของข้าและความสำเร็จของชายคนนั้น ข้าคิดว่ามันคงไม่มากเกินไปที่จะทำให้ตามความปรารถนาสุดท้ายของชายคนนั้น  ? ถึงแม้ว่าการย้อนเวลากลับไปจะเป็นเรื่องยากก็ตาม .”]

 

… เจ้ามีเหตุผลที่ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวรึ?]

‘แน่นอน.’

 

เมื่อตอนที่ผู้เดินทางข้ามมายังโลกแห่งนี้นี้ ตระกูลราชวงศ์ได้สัญญาว่าจะตอบแทนให้กับความพยายามของพวกเขา แต่เจ้าหญิงนั้นคิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขากลับหนีไปก่อนที่จะเกิดการต่อสู้ครั้งสุดท้ายขึ้น อย่างไรก็ตาม กลับมีเพียงชายตรงหน้าเธอเท่านั้นที่อยู่จนทุกอย่างสิ้นสุด  

 

เพื่อเป็นเกียรติแก่หน้าที่ของเขา ในฐานะเจ้าหญิงแล้วการรักษาความปรารถนาของชายคนนี้ไว้คือความภาคภูมิใจสุดท้ายก่อนที่เธอจะตาย  

 

[ แต่ข้าสามารถทำตามความปรารถนาของเจ้าได้นะ ]

 

“ท่านจะสามารถทำอะไรให้ข้าได้ ?”

 

เจ้าหญิงหัวเราะออกมาดัง ๆ

 

สิ่งหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้จากสงครามนี้คือเทพไม่ได้มีอำนาจที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามันทำได้มีหรือที่โลกจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ?

 

[ข้าขอพูดอีกครั้ง เด็กคนนี้ไม่สามารถกลับไปได้ ]

 

[มีเพียงความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นที่กลับไป… แม้กระทั่งสิ่งเหล่านั้นยังไม่อาจฝังลงใจเขาได้ พวกมันจะเป็นเพียงเหมือนกับฝันที่ผ่านไปชั่วครู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น  ]

 

[เขาอาจจะทำกับมันเหมือนกับว่าเป็นเพียงแค่ฝัน จากนั้นก็จะลืมเลือนมันและไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ  ]

 

[สิ่งหนึ่งที่ข้ามั่นใจก็คือ ทั้งเจ้าและเขาจะต้องตายอยู่ที่นี่ ดังนั้นเจ้ายังคงยืนยันเช่นเดิมใช่ไหม?]

 

ความมืดส่งเสียงถามเจ้าหญิงหลายครั้งเพื่อยืนยันความต้องการของเธอ มันจะเป็นการโกหกไปหากเธอบอกว่าไม่ลังเล   

 

แต่ … เธอก็ลบความลังเลทั้งหมดนั้นไป

 

สงครามนั้นได้กินเวลามายาวนานเกินไป เธอนั้นได้ใช้ความพยายามมากมายเพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้ในฐานะผู้ปกครอง ตอนนี้เธอต้องการพักผ่อนและกลับไปสู่ความว่างเปล่าหรือการหลับไหลอันเป็นนิรันดร์ที่ไม่อาจได้ยินเสียงใดๆ  

 

‘ถ้าเพียง แต่ผู้เดินทางทุกคนเป็นเหมือนกับเจ้า … .’

 

หลังจากนั้น ทันทีเธอก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอีกต่อไป

 

[เจ้ายังคงต้องการทำให้ความปรารถนาของเขาเป็นจริงใช่หรือไม่? แม้ว่าค่าตอบแทนนั้นจะคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี?]

 

รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากของเธอเป็นครั้งแรก

 

“ใช่.”

 

ในที่สุด ความปรารถนาก็ได้รับการยืนยัน

 

[เช่นนั้นก็ดี.]

 

เธอรู้สึกได้ว่ามีปีกคู่หนึ่งกางออกมาจากความมืด 

 

[เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆข้า]

 

ทันใดนั้นร่างของเธอก็เบาเหมือนกับขนนก ต่อมาเธอสังเกตเห็นว่าวิสัยทัศน์ของเธอเริ่มกลายเป็นพร่ามัว  

 

โลกก็หมุนและบางสิ่งบางอย่างที่ไม่รู้จักก็เข้ามาในดวงตาของเธอ

 

สิ่งสุดท้ายที่เธอได้เห็นคือ …

 

[ข้าจะเฝ้ารอ….]

 

… เศษชิ้นส่วนสีฟ้าส่องประกายลอยอยู่เหนือร่างของชายคนนั้น  …

 

[จนถึงวันที่ข้าจะได้พบเจ้าทั้งสองคนอีกครั้ง.]

 

และความมืดก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข