0 Views

ตอนที่ 1 Cube (1)

วันหนึ่ง ผมได้รับอีเมล์ฉบับหนึ่ง ผู้ส่งร้องขอเชิงว่าจะให้ผมกลับมาสานต่อนิยายที่ผมได้ค้างไว้
ในตอนนั้นผมถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก ผมอาจจะขาดตอนไปช่วงหนึ่ง แต่ขอให้ทำใหม่มันต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์เป็นตอนๆ
แน่นอน…ว่าผมปฏิเสธไป จริงๆแล้วผมไม่ได้ตอบอีเมล์กลับ
มันแค่บางส่วนเท่านั้น เพราะทำอะไรบางอย่างเช่นนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจะขัดต่อเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่ก็เป็นเพราะผมละอายในสถานะ ‘ขาดตอน’ ที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้

นิยายที่ผมเขียนมันชื่อเรื่องว่า ‘วีรบุรุษผู้หวนกลับคืน’
มันไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่มันเป็นนิยายที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากและเป็นนิยายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผมเขียน
แต่ตอนที่ผมได้รับอีเมล์นั้น ผมได้ขาดตอนการเขียนนิยายมากว่า 3 เดือนแล้ว

ด้วยเหตุผลง่ายๆแค่ ผมไม่รู้จะเขียนอะไร

ตอนแรก ผมเขียนด้วยความหลงใหลที่พรั่งพรูออกมา บันทึกส่วนตัวของผมบนทิวทันศน์ของโลกใบนี้เขียนไว้กว่า 10,000 ตัวละคร และผมได้ทุ่มเทใจลงไปในทุกๆบทที่ผมเขียนขึ้นมา
แต่หลังจากช่วง 1 ปีที่ผมเขียน ร่างกายของผมทรุดลงอย่างรวดเร็ว
ถึงกระนั้นนิยายก็ยังดำเนินต่อไปถึง 6 เดือน จนเดินทางมาถึงกลางเรื่อง แต่เพราะผมฝืนตัวเองที่จะเขียนต่อจึงทำให้เนื้อหาในเรื่องมีจุดด่างพล้อยเต็มไปหมด และทำให้ลักษณะเฉพาะของตัวละครนั้นๆด่างพล้อยตามไปด้วย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมยอดผู้อ่านถึงได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกๆวัน ผมหวาดกลัวเกินกว่าจะอ่านความคิดเห็นของผู้อ่านได้
ในท้ายที่สุด…ผมจึงหยุดงานเขียนไว้เท่านั้น
แต่ก็ไม่ได้สำคัญว่าผมจะพักฟื้นนานแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถกลับมาสานต่อเนื้อเรื่องได้อีก ไม่แม้แต่ประโยคเดียว…
เมื่อผมกำลังจมปรักอยู่กับความทุกข์ยากจากการที่ตระหนักถึงทักษะการเขียนที่ขาดหายไปของผม
ผมก็ได้รับอีกอีเมล์อีกฉบับที่ร้องขอให้ผมกลับมาเขียนนิยายต่อ

[[email protected]]
[ได้โปรด นี่สำหรับความพึงใจส่วนตัวนะครับ ผมจะไม่เปิดเผยนิยายเวอร์ชั่นใหม่ที่ไหนแน่นอน เรื่องนี้จะมีแค่เรา 2 คนที่รู้กัน ใครจะรู้ล่ะ? บางที คุณอาจจะได้แรงบันดาลใจโดยกลับมาเขียนต่อและไล่ทันเส้นทางที่จะสานต่อเนื้อเรื่องก็ได้…]

มันเป็นอีเมล์ที่ค่อนข้างยาวพอสมควรประกอบด้วย 6 ประโยค แต่สิ่งที่ร้องขอมาก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่าย

เพื่อความพึงพอใจส่วนตัว เขาต้องการที่จะให้ผมสานต่อนิยายอีกครั้ง

เขาชอบนิยายของผมถึงขั้นไหนกันถึงกับต้องส่งอีเมล์มาขนาดนี้? ตั้งแต่ผมไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจในงานแล้ว ผมก็เห็นด้วย ทั้งรู้สึกขอบคุณและละอาย

…ถ้าเป็นเช่นนั้น นั่นเป็นสาเหตุของสถานการณ์เช่นนี้หรือเปล่า?
เขาพูดกันว่าโอกาสที่จะชนะลอตเตอรี่คือ 1 ใน 8,145,060 แล้ว…สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผมอยู่ตอนนี้ คงเป็นโอกาส 1 ใน 7 ล้านได้ล่ะมั้ง

ผมกำลังยืนอยู่หน้าบ้านที่ดูธรรมดาๆ
แต่โลกกลับไม่ใช่ใบเดิมที่ผมเคยอยู่ และผมไม่ใช่ ‘ตัวผม’ แม้ใครบางคนอาจหลงคิดว่าผมนั้นเป็นนักปรัชญาหรือเปล่า จริงๆแล้วผมไม่ใช่ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะอธิบายถึงสถานการณ์ที่อยู่ผมเจออยู่ตอนนี้

ผมกลายเป็นตัวประกอบในนิยายของตัวเอง
ตัวประกอบที่ไม่หลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับการเขียนเลย

คิม ชุนดง
ชุนดงอาศัยอยู่ในห้องอพาร์ทเม้นท์ธรรมดาๆ ที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่ ส่วนเหตุผลนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ตอน 9 ขวบชุนดงสอบติด ‘โรงเรียนนายร้อย’ เป็นสถานที่อุปถัมภ์เหล่าหัวกะทิเพื่อต่อสู้กับปีศาจและจิน
แล้วทักษะพิเศษอะไรที่ชุนดงแสดงออกมาจนผ่านการสอบคัดเลือก?
ผมก็ไม่รู้…
ผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเขา ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งใบหน้า นี่ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมไม่รู้จริงๆ

เมื่อผมมองไปที่กระจก…

(?)

นั่นคือสิ่งที่ผมเห็น รูปวงรีที่เป็นเครื่องหมายคำถาม

นี่มันร่างกายบ้าอะไรกัน(?) หรือการกลับชาติมาเกิด(?) มันช่างไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ผมกลับไปนอนเช่นวันอื่นๆ เมื่อผมตื่นขึ้น ผมพบว่าตัวเองอยู่ในวันสุดท้ายของเทอมที่โรงเรียนนายร้อย

ตอนแรก ผมมีข้อสงสัย 2 อย่าง
ข้อแรก ผมกำลังถูกแกล้ง
แต่ความคิดนั่นก็ถูกขว้างทิ้งไปหลังจาก 5 วินาที ผมไม่สามารถที่แม้แต่จะอธิบายได้ว่าทำไม…
ข้อสอง คือผมกำลังฝันอยู่
แต่แล้วผมก็ยกเลิกความคิดนั่นไป อย่างที่ทุกคนรู้ ความคิดในภาพฝันนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนที่กำลังฝันอยู่ และที่สำคัญ ไม่มีฝันไหนที่ต่อเนื่องจนถึง 2 สัปดาห์ได้ ด้วยความรู้สึกที่ชัดเจนว่าเหมือนจริงเช่นนี้

ดังที่ผมใช้เวลาในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพิจารณาไม่ว่าจะเป็น ‘โลกในนิยาย’ หรือไม่ ควรได้รับรู้ว่า ‘ความเป็นจริงคือผมเข้ามาในโลกนิยายจริงๆ’

ดิ๊ง ด่อง…
ดาดาดาด่าดาดาดา…

มันคล้ายกับสิ่งที่ผมเคยทำเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ผมกำลังทอดตัวยาวนอนบนเตียงและจ้องมองเพดานด้วยความว่างเปล่า เมื่อเสียงแจ้งเตือนมือถือของผมดังขึ้น ผมก็เบนความสนใจ ผมเห็นแจ้งเตือนว่า ‘ถึงเวลาไปโรงเรียนแล้ว’

“แล้วทำไมฉันต้องอยากไปโรงเรียนด้วยวะ?”

13 วันก่อน…เป็นวันจบการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย แต่คนที่จบการศึกษานั้นยังเป็นเพียงแค่ว่าที่นายร้อยเท่านั้น และว่าที่นายร้อยไม่มีสิทธิ์ที่จะถูกขนานนามว่า วีรบุรุษ นักเรียนนายร้อยชั้นการต่อสู้ต้องเข้าเรียนที่สถาบันเป็นเวลาสามปี
3 ปีนี้จะถูกใช้ไปใน [Cube] สถาบันของวีรบุรุษ
โชคไม่ดีที่เจ้าบ้าชุนดงเป็นนักเรียนนายร้อยประเภทต่อสู้ เป็นอีกครั้ง ที่ผมไม่รู้เบาะแสอะไรของเขาเพิ่มเติม

“เห้อ…น่ากลุ้มใจอะไรเช่นนี้”

2 สัปดาห์ที่ผ่านมาผมแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับอินเทอร์เน็ต กินเมื่อหิว กลับไปที่ออนไลน์เพื่อหาหนทางที่จะออกไปจากที่นี่ นั่งหัวเราะกับรายการทีวีโชว์และกินอีกเมื่อหิว นอกนั้น…ก็มีแค่เหตุการณ์เดียวที่น่าสนใจก็คือไปกรุงโซลเมื่อ 2 วันก่อน ‘งานเปิดการรับคัดเลือกนักเรียนนายร้อยที่ Cube’ เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
ผมไม่ได้อยากไปนัก แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นตั้งแต่มีคนบอกผมว่าจะถูกไล่ออก หากไม่ไปเข้าร่วมงาน

“ผมก็คิดอยู่ว่าจะไปนะ แต่ก็…”

ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าใครทิ้งผมไว้ตรงนี้ด้วยเหตุผลอะไรและด้วยพลังอะไร
แต่หลังจากที่ใช้ชีวิตว่างๆไป 2 สัปดาห์ ผมก็ไม่ได้เต็มใจนักที่จะต้องก้มหน้ารับโชคชะตาของผม
มันดูเหมือนผมจะใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางนี้มานานพอสมควรแล้ว
ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องการแค่ใช้ชีวิตอยู่ไปเพื่อตัวเองก็เท่านั้น
ในนิยายของผม ใครๆก็มีฝันอยากจะเป็น ‘วีรบุรุษ’ กันทั้งนั้น แม้ว่าสิ่งต่างๆจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายในระหว่างทาง เพราะว่าตัวร้าย และเมื่อเลยกลางเรื่องไปก็จะเข้าสู่ช่วงที่ขาดตอนการเขียนนิยายต่อ
ดังนั้นผมแค่ต้องอยู่รอดให้รอดจนกว่าจะถึงตอนนั้น เมื่อเวลามาถึง ผมมั่นใจว่า ณ ตอนนั้นก็ได้นึกภาพอะไรออกบ้าง

[7:33 AM]

เหลือเวลาอีกแค่ 57 นาทีก่อนจะต้องไปโรงเรียน
ผมลุกจากเตียงและเดินไปเข้าห้องน้ำ
ยืนอยู่หน้ากระจก คุณเครื่องหมายคำถามยังคงอยู่ไม่ไปไหน

“…เอาไงดี มันจะไม่หายไปจริงหรอเนี่ย?”

ไม่ใช่เรื่องตลก ใบหน้าของผมเป็นเครื่องหมายคำถามจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม
มันไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ได้อยากอธิบายรูปหน้าหรอกนะ และหากเป็นเช่นนั้น มันไม่สมเหตุสมผลทั้งๆที่มีคนอีกเป็นพันล้านคนที่มีใบหน้าเป็นของตัวเอง แล้วทำไมเป็นแค่ที่ใบหน้าของชุนดงที่เป็นเครื่องหมายคำถาม

“ผมไม่เข้าใจเลย”

บ่นพึมพำอย่างอิจฉาในสิ่งที่คนอื่นมี ผมล้างหน้า ผมสัมผัสได้ถึงผิวหนัง และมีเส้นผมด้วย เมื่อเอามาประกอบกับภาพที่เห็นแล้วมันยิ่งทำให้น่าขยะแขยงเข้าไปอีก

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จ ผมก็เปลี่ยนเป็นชุดยูนิฟอร์มของ Cube ที่ได้มาจากวันที่ไปงานเปิดคัดเลือกวันนั้น นอกจากนั้นผมก็ไม่มีกระเป๋าใบอื่นอีก
ใครก็ตามที่เห็นผมในชุดยูนิฟอร์มนี้ต่างคงต้องส่งสายตาริษยามาอย่างแน่นอน แต่ผมกลับไม่รู้ว่าผมกำลังจะไปทำอะไร
ใบหน้าของผมเป็นเครื่องหมายคำถามประหลาดๆ แล้วจะให้ผมคิดอะไรอื่นได้อีกล่ะ?

บิดลูกบิดประตู ผมหันมองกลับไปทางด้านหลัง
บ้านของผมที่ผ่านมา 2 สัปดาห์ ห้องอพาร์ทเมนท์ที่ผมแทบจะไม่ได้เห็นเลย ขอบคุณที่เขียนที่อยู่ไว้บนบัตรประจำตัว
มันดูเหมือนผมเชื่อมกับมันในช่วงเวลาสั้นๆ ผมรู้สึกเหมือนผมคิดถึงมัน

Cube ตั้งอยู่กลางทะเลทางทิศตะวันออก ผมออกไปอีกครั้ง และไม่อยากที่จะกลับมาอีก

“อี้ววว”

ผมมีความสุขที่ได้อยู่ซ่อนตัวจากทุกสิ่งอย่างอยู่ภายในห้องอพาร์ทเมนท์ ผมก้าวเข้าไปในความมืดและโลกที่ไม่รู้จัก