0 Views

ตุ้ม, ตุ้ม… พื้นดินกำลังสั่นสะเทือนอีกครั้ง  หยู๋เซิงกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

 

“เขากำลังทำอะไร?”  ผู้คนกำลังมองไปที่หยู๋เซิงและประหลาดใจว่าชายสองคนนี้กำลังจะท้าทายอำนาจของทางสำนัก

 

การตัดสินใจครั้งสุดท้ายของการสอบภาคฤดูใบไม้ร่วงได้มีกาตัดสินใจโดยผู้นำของบ้านทั้งสอง  มันไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่ายๆ  เป็นเรื่องบ้ามากที่พวกเขากำลังพยายามเปลี่ยนความคิดของพวกเขา?

 

“หยู๋เซิงกลับมานี่”  เย่ฟู่เทียนรู้สึกได้ถึงความโกรธของหยู๋เซิงและเชื่อว่าเขากำลังจะทำเรื่องที่น่ากลัว เขาพยายามจะตะโกนและหยุดเขา แต่ครวามนี้มันกลับไม่ได้ผล

 

รายชื่อความเป็นเลิศยังคงประกาศอยู่ แต่หยู๋เซิงได้เดินเข้าไปกลางเวทีและขัดขวางการประกาศ อาจารย์หลายคนกำลังสับสนกับการกระทำของหยู๋เซิงซึ่งมันจะนำไปสู่ความอับอายของสำนัก อาจารย์ไม่ได้ให้เขารับผิดชอบเพียงเพราะพวกเขาคิดว่าเขายังเด็กอยู่และนั้นคือความผิดพลาด  อย่างไรก็ตามตอนนี้หยู๋เซิงอยู่กลางเวทีและมันทำให้เขาดูยิ่งใหญ่ขึ้น

 

“หยู๋เซิง..กลับไป” เหลิงฉิงเฟงเจ้าแห่งบ้านของนักดาบสั่งเขา เขาวางแผนที่จะให้หยู๋เซิงเป็นผู้ชนะของการชิงชัยแต่ ซื่อจงยืนกรานว่ามู่หลงฉิงควรที่จะได้อันดับหนึ่ง เขาต้องยอมเพราะว่าเขาไม่ต้องการที่จะทำให้ความสัมพันธ์ในการทำงานของเขากับซื่อจงต้องอึดอัดเพราะปัญหาเล็กน้อยเช่นนี้ แต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ยังคงดื้นด้าน

 

“ข้าต้องการท้าทายมู่หลงชิว” หยู๋เซิงกล่าวขณะจ้องมองที่เหลิงฉิงเฟง

 

“เจ้ากล้าพูดแบบนั้นได้ยังไง การสอบได้จบลงแล้ว ไม่มีทางที่เจ้าจะเปลี่ยนผลการตัดสินได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำกริยาที่ไม่สุภาพแบบนี้  มันจะดีกว่าถ้าเจ้าเคารพกฏของทางสำนักและกลับออกไปตอนนี้” ซื่อจงตะโกนใส่หยู๋เซิงขณะที่เขาลุกขึ้น

 

หยู๋เซิงเงยหน้าขึ้นมองเจ้าแห่งสำนัก กลิ่นอายของความโกรธแพร่ออกมาจากร่างของเขาทำให้บรรยากาศอึดอัดขึ้น  เย่ฟู่เทียนรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่อันตรายที่ออกมาจากร่างกายของหยู๋เซิงและเริ่มตะโกนดังขึ้น “หยู๋เซิง ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะกลับมาเดี๋ยวนี้!”

 

พ่อทูนหัวของเขาเคยบอกกับเขาว่าไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตามอย่าให้ใครเห็นความสามารถที่แท้จริงของ หยู๋เซิง

 

“ไม่!”  หยู๋เซิงตอบอย่างน่ากลัว ขณะนี้มีกระแสพลังงานที่น่ากลัวอยู่รอบตัวของเขา พลังสีทองเข้มของเขาก่อตัวขึ้นกลายเป็นเกราะที่ดูน่ากลัวที่ห่อหุ้มตัวของหยู๋เซิง  อาจารย์บางคนเริ่มเคร่งเครียด สายตาของพวกเขาดูจริงจังขึ้น พวกเขาจ้องมองที่หยู๋เซิงและเห็นถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“หยุดข้าโกรธแล้วนะ กลับมา!”  เสียงของเย่ฟู่เทียนฟังดูโกรธมาก เขาพยายามที่จะยับยั้งอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยการข่มขู่เขา  หยู๋เซิงดูเหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของเขา  เขาหยุดและพลังด้านมืดรอบตัวของเขาก็หายไป  เขามองกลับไปที่เย่ฟู่เทียน

 

พ่อของหยู๋เซิงเคยบอกว่าเขาไม่ควรให้มาเหยียบย่ำความภาคภูมิใจของเย่ฟู่เทียน เมื่อใดก็ตามที่มันเกิดขึ้นเขาควรจะลุกขึ้นสู้ด้วยทุกสิ่งที่เขามี

 

“เฮ้พี่ชายเจ้ารู้อะไรไหม?  เพียงแค่ลืมเรื่องนี้ไปและแสดงให้เห็นว่าพวกเรานั้นถูกต้อง”  เสียงของเย่ฟู่เทียนฟังดูอ่อนโยนและนุ่มนวล หยู๋เซิงเป็นคนที่พยายามจะเกลี้ยกล่อมเขาก่อน แต่ตอนนี้เขากำลังพยายามพูดความรู้สึกบางอย่างให้หยู๋เซิง แม้ว่าหยู๋เซิงจะเป็นคนปากแข็งแต่เขาก็เดินกลับไปตามที่เย่ฟู่เทียนบอก  การกระทำนี้ช่วยทำให้ช่วยคลายความตึงเครียดบนใบหน้าของเหล่าอาจารย์

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่หน้าของผู้คนที่เห็นการตอบสนองของทั้งสองคนนั้นกลายเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด พวกเขานั้นมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน  พวกเขามองไปที่หญิงสาวที่สมบูรณ์แบบ, หวาเจียยวีและเริ่มกังวลกับอนาคตของสาวน้อยคนนี้

อาจารย์ยังคงประกาศรายชื่อความเป็นเลิศต่อไป  แม้จะมีความหวังแต่ชื่อของเย่ฟู่เทียนก็ยังไม่ถูกเรียก น่าแปลกใจที่บางคนเริ่มรู้สึกไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ก่อนการชิงชัยหลายคนคาดว่าเย่ฟู่เทียวจะทำตัวโง่เง่า มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวจนกระทั่งมันมาถึงหวาเจียยวีเทพธิดาในฝันของพวกเขา แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ความสามารถของเย่ฟู่เทียนก็เยี่ยมยอด อย่างน้อยเขาก็ควรจะอยู่ที่สาม

แน่นอนมันไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้สึกรู้สึกเห็นอกเห็นใจเย่ฟู่เทียนความเกลียดชังของเขาที่ทำท่าทางเจ้าชู้ต่อเทพธิดาของพวกเขายังคงอยู่  นอกจากนี้ไอ้หมอนี่ก็ยังเป็นคนไร้ยางอาย

เย่ฟู่เทียนรู้สึกสงบกับข้อเท็จจริงที่ว่าเขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อของผู้เป็นเลิศ ตอนนี้เขารู้สึกไม่แยแสกับสถานการณ์นี้  อย่างไรก็ตามเขาสงสัยว่าพวกเขานั้นตัดสินอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ในการจัดอันดับของหยู๋เซิงในรายชื่อ ผู้เป็นเลิศ

สำหรับส่วนใหญ่ของเจ้าเมือง พวกเขายังคงติดตาอยู่กับความมืดรอบๆตัวหยู๋เซิง  พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร พวกเขามีความรู้สึกว่าในอนาคต เด็กที่เคยแสดงความสามารถในการสอบครั้งนี้จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในเมือง พวกเขาเชื่อว่ามันคุ้มค่าแล้วที่ได้มาดูพวกเขา

 

ผลสรุปของการสอบภาคฤดูใบไม้ร่วง  หลังจากที่เหลิงฉิงเฟงและซื่อจงได้ประกาศจบการแข่งกันพวกเขาเดินขึ้นไปเพื่อทักทายนายพลฉินและเจ้าเมือง ผู้ที่สละเวลามาเข้าร่วมงานนี้

ความวุ่นวายในใจของนักเรียนไม่ได้จบลงเหมือนกับการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเย่ฟู่เทียนกำลังอยู่ในสายตาของมู่หลงชิว เขาดูสงบแต่ภายในใจของเขากำลังหนาวเหน็บ  เขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ชนะของการสอบภาคฤดูใบไม้ร่วง แต่เย่ฟู่เทียนได้ตั้งคำถามถึงการตัดสินต่อสาธารณะอย่างอย่างอุกอาจว่าทำให้มู่หลงชิวรู้สึกอับอาย ตอนนี้ผู้คนเชื่อว่าเขาไม่ได้ดีไปกว่าหยู๋เซิง  แย่กว่านั้นเขารู้สึกโกรธเกี่ยวกับปฏิกิริยาของหวาเจียยวีเธอไม่เคยแม้แต่จะพูดกับเขา แต่เธอก็ยังคงยิ้มให้เย่ฟู่เทียนอยู่หลายครั้ง

มีบางสิ่งที่ชั่วร้ายเกิดขึ้นในสายตาของเขาอย่างรวดเร็วและเขาก็เดินตรงไปที่สแตน  เฟิงฉิงเสวี่ยกำลังมองไปที่เย่ฟู่เทียน เธอลังเลเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง

 

“เขากำลังทำอะไร?  เขากำลังจะท้าทายอำนาจของอาจารย์ในที่สาธารณะ!”  มู่หลงฉิงกล่าว

 

เฟิงฉิงเสวี่ยไม่ได้ใส่ใจกับการสนทนา เธอยังคงมองไปที่เย่ฟู่เทียน ในความเป็นจริงเย่ฟู่เทียนรู้สึกว่าเขากำลังถูกมองอยู่ เขาหันหน้าไปมองเฟิงฉิงเสวี่ย เฟิงฉิงเสวี่ยสังเกตเห็นว่ามีความสับสนในสายตาของเขาจากนั้นเขาก็ยิ้มให้เธอและมองไปที่อื่น

ไม่มีความพิเศษในรอยยิ้มของเขา; มันเหมือนกับรอยยิ้มธรรมดาระหว่างความเป็นเพื่อนเท่านั้น – มันดูธรรมชาติและสงบ  แต่มันทำให้เฟิงฉิงเสวี่ยรู้สึกแย่ลง เมื่อก่อนเมื่อเย่ฟู่เทียนยิ้มให้เธอมันมีบางอย่างที่ไม่เหมาะสมอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น แต่ไม่ใช่ในครั้งนี้ เธอรู้ว่าเธอได้รับการเว้นระยะห่างตามที่เธอต้องการแล้ว มิตรภาพเป็นสิ่งที่เธอสูญเสียไปและสูญหายไปตลอดกาล

 

หลังจากหันไป เฟิงฉิงเสวี่ยกลั้นน้ำตาเธอควบคุมตัวเองและเดินไปหาพ่อของเธอ

 

ผู้คนกำลังออกไปเป็นกลุ่มๆ  ในความเป็นจริงพวกเขายังคงสนใจในตัวหวาเจียยวีและประหลาดใจที่เห็นว่าเธออยู่คนเดียวโดยไม่มีเย่ฟู่เทียน สิ่งนี้ทำให้พวกเขามีความหวัง  พวกเขาพยายามปลอบใจตัวเองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคน

 

“เย่ฟู่เทียน!” สาวสวยปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเย่ฟู่เทียนและจ้องมองเขาด้วยความโกรธ “เจ้าทำแบบนั้นได้ยังไง?  เจ้ามีโอกาสที่จะได้เป็นหนึ่งในสามอันดับแรกในรายชื่อของผู้เป็นเลิศและกลายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการเหมือนกับหยู๋เซิง  เจ้ารู้อะไรมั้ย? เจ้าเพิ่งจะทำลายโอกาสนั้น”

 

เมื่อมองดูความงดงามที่เร่าร้อนตรงหน้าเขา เย่ฟู่เทียนก็ยิ้มอย่างอย่างมีเลห์สไน “เจ้ายังคงดูงดงามแม้ว่าในตอนโกรธพี่ฉิน เจ้ารู้ตัวมั้ย?”

 

“อะไร เจ้า … ” ฉินยี่พูดไม่ออก  เขาเปลี่ยนจากคนที่กล้าหาญผู้ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อหยู๋เซิงกลายเป็นคนที่หน้าไม่อายแบบนี้ได้ยังไง?  เขาเป็นคนคนเดียวกันจริงเหรอ?

 

“เจ้าอยู่ในระดับแรกของขั้นปลุกพลังมานาน  เจ้าทำได้ยังไง?”  ฉินยี่ถามอย่างสับสน

 

“จำข้อตกลงเขาเราได้มั้ย?  มันเป็นแรงกระตุ้นต่อข้าอย่างมากจนข้าอยากจะออกมาจากระดับต่ำๆพวกนั้น”  เย่ฟู่เทียนมองไปที่ฉินยี่และพูดว่า “เจ้าจำคำสัญญาของเจ้าได้มั้ย?”

 

ฉินยี่กรอกตาไปมา สัญญา … ฉินยี่ถาม “ข้าได้สัญญาอะไรไว้เหรอ?”

 

“เอิ่มม…” มันทำให้เย่ฟู่เทียนพูดไม่ออก เมื่อมองไปที่ความงดงามตรงหน้าเขา เย่ฟู่เทียนพูดด้วยอารมณ์ขันว่า “เจ้าบอกว่าข้าสามารถทำทุกอย่างที่ข้าต้องการตราบใดที่ข้าสอบผ่าน”

 

“จริงเหรอ? ข้าเนี่ยนะ? ข้าไม่เห็นจำได้เลย”  ฉินยี่รู้สึกสงสัย จากนั้นเธอก็หันไปหานักเรียนคนหนึ่งที่อยู่ในชั้นเรียนและถามว่า “ข้าเคยสัญญาอะไรด้วยเหรอ?”

 

เขาตกใจเมื่อถูกมองอย่างจริงจังและตอบว่า “ไม่…แน่นอนไม่อะไรทั้งนั้น”

 

จากนั้นเขามองไปที่เย่ฟู่เทียนด้วยความขำขัน ไอ้คนหน้าด้านกำลังทำเป็นเล่นกับฉินยี่?  ไม่มีทางที่มันจะเกิดขึ้น

 

“เจ้าโกหก…” เย่ฟู่เทียนรู้ว่าเขาถูกหลอกจากนั้นเขาก็ตะโกนว่า “หยู๋เซิงมานี่ซิ!”

 

นักเรียนคนอื่นวิ่งหนีไปอย่างไรเท่าที่พวกเขาจะทำได้  มันเป็นแค่เรื่องตลก  ทำไมเย่ฟู่เทียนถึงจริงจังที่จะถามหยู๋เซิงเพื่อเอาชนะเขา?

 

เย่ฟู่เทียนรู้สึกไม่ยุติธรรม เขามองไปที่ฉินยี่  “พี่ฉินยี่อย่าล้อเล่นสิเจ้าจะทำแบบนี้ไม่ได้”

 

ฉินยี่ฟังด้วยความสะใจและยิ้ม “หน้าไม่อาย แน่นอนมันเป็นสไตล์ของเจ้าหนิ”

 

เธอรู้สึกประหลาดใจกับความสนุกสนานที่เธอเป็นคนไร้ยางอายในครั้งนี้

 

ดูเหมือนว่าฉินยี่จะเข้าใจประเด็ดของข้าผิดไป  เย่ฟู่เทียนรู้สึกขมขื่นที่แผนการที่บ้าบิ่นของเขาได้หายไป

 

“พวกเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร?”  มีคนเข้ามาขัดจังหวะ  ทั้งสองคนหันไปรอบๆและเย่ฟู่เทียนก็มองอย่างสุภาพที่ผู้ที่กำลังเข้ามา “สวัสดีท่านนายพล”

“พ่อ?” ฉินยี่กล่าวว่าน่ารัก มันเหมือนกับว่าคุณจินตนาการถึงสาวสวยวัย 17 เหมือนที่เธอทำ  เย่ฟู่เทียนรู้สึกประหลาดใจกับเธอ

 

“เจ้าข่มขู่เขาอีกแล้วเหรอ?”  ฉินชู่ไอลูบหัวลูกสาวของเขาและพยักหน้าให้เย่ฟู่เทียน “วันนี้เจ้าทำได้ดี”

 

“ขอบคุณสำหรับคำชมท่านนายพล”  แน่นอนเย่ฟู่เทียนรู้ว่าเขาเป็นใคร – ทุกคนในเมืองรู้จักเขา

 

“เจ้าคือหยู๋เซิงใช่มั้ย?”  ฉินซู่ไอมองไปด้านข้างเย่ฟู่เทียน หยู๋เซิงพยักหน้าตอบ

 

“เจ้าเป็นผู้วิเศษที่มีพรสวรรค์ แน่นอนลึกลงไปข้างในเจ้าเกิดมาเป็นนักรบอย่างธรรมชาติ  อย่าโฟกัสในการเป็นผู้วิเศษเพียงอย่างเดียวและไม่สนใจความสามารถของเจ้าในฐานะนักรบ”  เสียงของฉินชู่ไอดูจริงจัง เขาชื่นชมเด็กคนนี้มากเพราะเขาเป็นหนึ่งในนักรบที่มีพรสวรรค์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา หลายปีหลังจากนี้เด็กผู้ชายคนนี้จะมีพลังเท่ากับเขา

 

หยู๋เซิงพยักหน้าอีกครั้ง เขาเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

“ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าจะเข้าร่วมกับกลุ่ม อัศวินกิเลนดำ ข้าจะเปิดทางให้เจ้าตลอดเวลา”  ฉินชู่ไอกำลังเสนอข้อเสนออย่างจริงจัง หยู๋เซิงรู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกับหยู๋เซิงเขาอายุเพียงสิบห้า แต่เขาได้รับเชิญจากนายพลฉินเป็นการส่วนตัว

 

“แน่นอน” หยู๋เซิงตอบ

 

“กลับบ้านกันเถอะ”  ฉินชู่ไอเดินออกไปกับฉินยี่ เธอมองกลับไปที่เย่ฟู่เทียนและยิ้มอย่างเยาะเย้ย

 

“เจ้าเปลี่ยนไป”  เย่ฟู่เทียนถอนหายใจและรู้สึกผิดหวัง เธอสัญญากับเขาว่าเขาสามารถทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้!

 

เย่ฟู่เทียนเดินขึ้นไปบนอัฒจันทร์ พ่อของเขากำลังคุยกับคนอื่นอยู่  “มันเป็นความอัปยศที่เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อความเป็นเลิศ”

 

“ข้ารู้ว่าเขาแข็งแกร่งพอสมควร” คนอื่นตอบ ในความจริง เย่ไป่ฉวนได้พูดเรื่องนี้เป็นร้อยๆครั้งแล้ว

 

“แต่ก็เทียบไม่ได้กับข้าในตอนที่ข้าอายุเท่านั้น” เย่ไป่ฉวนกล่าว

 

เย่ฟู่เทียนรู้สึกอับอาย เขาเผชิญหน้ากับพ่อของเจาและพูดว่า “เอาเถอะพ่อ มันเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับข้า ไม่ใช่เวลาที่จะปลอบข้าแทนการตำหนิข้าเหรอ?”

 

เย่ไป่ฉวนรู้สึกสับสน “ความล้มเหลวนี้ไม่ได้มีความหมายกับเจ้าเลย?”

 

เย่ฟู่เถียนพูดไม่ออก “กลับบ้านเถอะ  ข้าไม่อยากเห็นท่าน”

 

เขากลับไปที่หอพักและถอนหายใจตลอดทาง ทำไมเขาถึงโชคร้ายที่มีพ่อแบบนั้น

 

มีกลุ่มลับแล้วนะครับสามารถติดตามได้ที่ >>> Mc Translate