0 Views

“ผู้น้อยตรวจดูอาการของคุณหนูน่าหลานจึงพบว่านางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาสามัญที่ไร้สิ้นวรยุทธ โอสถเม็ดกล้ามเนื้อหยกจัดเป็นตัวยาที่มีคุณสมบัติขั้นสี่ย่อมเป็นอันตรายต่อคุณหนูน่าหลาน ดังนั้นผู้น้อยจึงถือวิสาสะตัดสินใจเปลี่ยนตัวยาเป็นโอสถหยาดน้ำค้างหยกพิสุทธ์ที่จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากทว่าภายหลังคุณหนูน่าหลานยังร้องขอให้ผู้น้อยมอบโอสถเม็ดกล้ามเนื้อหยกให้แก่นาง ขอนายท่านโปรดเข้าใจเจตนาของผู้น้อย”

หนานกงยวี่เอ่ยเพียงแผ่วเบา “ข้าเพียงลองถามดูเท่านั้น เจ้าอย่าได้ตื่นกลัวจนเกินไป”

ฉับพลันเขาชี้นิ้วไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายพลางเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของเจ้า?”

จูเฉวี่ยยกมือขึ้นสัมผัสแก้มข้างซ้ายด้วยความอดสู ความโกรธกริ้วฉายวาบผ่านดวงตาคู่นั้น

นาง จูเฉวี่ยผู้งดงามอย่างไม่มีผู้ใดในตำหนักองค์ราชันมัจจุราชจะสามารถเทียบกับนางได้ อีกทั้งความสามารถในทักษะการแพทย์ของนางนับว่าสูงส่งพลังฝีมือพอตัว ซึ่งแม้กระทั่งนายท่านยังให้อภิสิทธิ์แก่นาง นอกจากตัวนางแล้วไม่มีสตรีใดสามารถเข้าใกล้นายท่านได้อีก

ทว่าหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นถึงกับขวัญกล้าทำให้ใบหน้าที่นางหวงแหนนักหนาได้รับริ้วรอยเช่นนี้ย่อมทำให้ความเกลียดชังภายในใจยิ่งโถมกระหน่ำราวคลื่นลมในมหาสมุทร

รอยข่วนนั้นลากผ่านแก้มนวลของนางเป็นทางยาวครึ่งซ้ายของใบหน้า รอยแผลนี้ไม่ยาวนัก และมีสีเทาบางๆ หากสังเกตให้ดีย่อมสามารถเห็นริ้วรอยนี้ได้อย่างง่ายดาย

ใบหน้าคือสิ่งที่จูเฉวี่ยทะนุถนอมเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อต้องกลับกลายเป็นเช่นนี้ย่อมเสมือนถูกทะลวงดวงใจ เมื่อวานนางไม่รีบรักษาจึงสงผลให้เป็นเช่นนี้

จูเฉวี่ยลดสายตาลงด้วยสีหน้าที่ว้าวุ่นอับอาย นางกล่าวตอบแผ่วเบา “คุณหนูน่าหลาน ต้องการโอสถมีค่ากว่าสิบชนิดจากผู้น้อย เมื่อผู้น้อยปฏิเสธ…ผู้ใดจะคาดคิดว่านางจะซัดเข็มเงินแปลกประหลาดใส่ผู้น้อย ตอนนั้นผู้น้อยไม่ทันรู้ตัว…หากแต่ นายท่าน ได้โปรดอย่าได้ตำหนิคุณหนูน่าหลานเลยเพคะ นางเพียงห่วงกังวลว่ารอยแผลเป็นบนร่างจะไม่สามารถจางหายไปได้เท่านั้นจึงหุนหันพลันแล่น เป็นผู้น้อยเองที่สะเพร่าจนเกินไป ผู้น้อยเป็นผู้มีพลังฝีมือระดับปฐพีสะท้านสะเทือนแต่กลับถูกคนธรรมดาทำให้ได้รับบาดเจ็บได้”

จูเฉวี่ยเงยหน้าขึ้นขณะที่แอบบดบังแววตาที่เบิกบานของตนไว้ขณะเผยสีหน้าท่าทางที่จำทนและเจียมตนออกมายามเมื่อนางจับจ้องไปยังหนานกงยวี่

นางไม่สามารถเชื่อได้ว่านายท่านจะถูกสตรีที่เย่อหยิ่งละโมบผู้นั้นปั่นหัวเอาได้

หากแต่ผู้ใดจะสามารถล่วงรู้ถึงความคิดอ่านของหนานกงยวี่ เขาเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำสนิทประดุจดั่งบ่อน้ำโบราณที่สงบนิ่งไม่เผยร่องรอยแห่งอารมณ์ใดออกมา

ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป จูเฉวี่ยจึงออกมาจากห้องโถงใหญ่ด้วยใบหน้าฉุนเฉียว

หญิงสาวยกมือขึ้นสัมผัสรอยแผลที่ยังคงรู้สึกเจ็บๆคันๆอยู่บ้างด้วยความเกลียดชังที่อัดแน่นเต็มใจ

นางประณามความชั่วช้าไร้คุณธรรมของน่าหลานเกอซีผู้นั้นให้นายท่านได้ล่วงรู้ ทว่านายท่านกลับไม่กล่าวคำใด แค่เพียงส่งสัญญาณมือโบกให้นางออกมาจากห้อง

หรือนายท่านจะชอบใจหญิงสกปรกผู้นั้นจริงๆ?

ขณะที่จูเฉวี่ยกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขบคิดในเรื่องนี้อยู่ ไป๋หู่ก็เดินออกมาจากอีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้ามืดมัวและรอยแผลบนใบหน้าของนาง เขาอดมิได้ที่จะไต่ถามด้วยความตะขิดตะขวงใจ “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าจึงจึงทำหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้? นายท่านตำหนิเจ้ากระนั้นหรือ?”

“แล้วยังจะรอยแผลบนหน้านั้นอีก มิใช่ว่าเจ้าคือท่านหมอขั้นห้าผู้ยิ่งใหญ่งั้นรึ? แค่รอยแผลกระจ้อยร่อยเท่านี้ก็ไม่สามารถรักษาได้หรือ?”

สีหน้าของจูเฉวี่ยยิ่งหม่นมัว นางตอบกลับอย่างเย็นชา “เจ้ามันช่างสอดรู้เรื่องผู้อื่นนัก ดูแลตนเองให้ดีเถิด!”
ไป๋หู่ยักไหล่ แน่นอนว่าไม่ควรยั่วยุสตรีด้วยเรื่องรูปร่างหน้าตาของพวกนาง หากเมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้เห็นในห้องโถงชายหนุ่มกลับอดมิได้ที่จะกระซิบกระซาบนินทากับจูเฉวี่ย “นี่ จูเฉวี่ย เจ้าไม่เห็นหรือว่าวันนี้นายท่านดูแปลกไป? นายท่านออกไปข้างนอกตั้งแต่รุ่งสาง ซ้ำยังให้ชิงหลงติดตามไปด้วย กว่าจะกลับมาก็ตะวันตกดินแล้ว ทว่าสีหน้าท่าทางของนายท่านกลับสดชื่นแจ่มใสราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ตอนที่ข้าถวายรายงานแก่นายท่าน นี่เป็นครั้งแรกเชียวนาที่ข้าเห็นนายท่านใจลอย”

ภายในใจของจูเฉวี่ยยิ่งเหน็บหนาวจับจิต นางอดไม่ได้ที่จะถามออกไปอย่างลังเล “เจ้ารู้ไหม…วันนี้นายท่านไปพบผู้ใด?”

***จบตอน ไป๋หู่กระซิบกระซาบ***