0 Views

 

หนานกงยวี่หัวเราะออกมาเบาๆ “หากข้าคาดเดาไม่ผิดจุดตันเถียนของเจ้านั้นอยู่ในสภาพที่ถูกผนึกไว้นานแล้ว การผนึกนี้นับว่าลึกลับอีกทั้งยังทรงพลังยิ่งนัก กระทั่งตัวข้าเองยังไม่อาจยืนยันแน่ชัดได้ว่านี่เป็นวิธีการโบราณกาลในรูปแบบใด เช่นนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่น่าหลานเจิ้งเจ๋อไม่อาจรู้ได้เช่นกัน”

นัยน์ตาของเกอซีส่งประกายวาบขึ้นหญิงสาวเอนกายไปด้านหลังโดยที่หลงลืมความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อหนานกงยวี่เมื่อครู่เสียสนิท “เจ้าบอกว่ามีหนทางเปิดผนึกจุดตันเถียนของข้ากระนั้นหรือ? หากผนึกถูกคลายออกได้จริงข้าจะสามารถฝึกฝนพลังยุทธดังเช่นผู้อื่นได้ใช่หรือไม่?”

กลิ่นหอมอ่อนๆพัดโชยมาจากเรือนร่างของหญิงสาว ความหอมกรุ่นบางเบาแตะปลายจมูกหนานกงยวี่ทำให้ประกายตาที่ร้อนแรงของชายหนุ่มยิ่งดูแจ่มจรัสเรืองรอง

เขาหวนรำลึกถึงหญิงสาวผู้เหี้ยมโหดในหอรื่นรมย์ บทลงทัณฑ์ที่หนักหนาแห่งจวนสกุลจู เล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราว เสน่ห์ที่รัดรึงเย้ายวนสายตาท่ามกลางแสงเทียน อีกทั้งยังมีแววตาที่มุ่งมั่นน่าหลงใหลยามเมื่อหมายมุ่งรักษาลมหายใจให้แก่ผู้คน

สตรีผู้นี้กับเขาช่างมีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกันยิ่งนักหากแต่นางนับเป็นผู้ที่มีบุคลิกแปลกแยกโดดเด่นไม่เหมือนผู้ใด ไม่ว่าจะความอำมหิตดิบเถื่อนเผด็จการล้วนทำให้เขารู้สึกชื่นชมในตัวสตรีผู้นี้อย่างยิ่ง มันช่างโหมกระพือแรงปรารถนาให้เขาหมายจะกักขังสาวน้อยร่างบางนางนี้ไว้เคียงกายตนตลอดไป

หนานกงยวี่เหยียดยื่นท่อนแขนออกไป ปลายนิ้วเรียวค่อยบรรจงลูบไล้ไปตามขนตายาวงอนงามของหญิงสาว น้ำเสียงห้าวลึกทุ้มต่ำเปล่งออกไป “รุ่งเช้ายามซื่อ* ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่เพื่อพาเจ้าไปหาสิ่งที่จะช่วยให้เจ้าสามารถคลายผนึกออกได้”
ยามซื่อ คือ 9.00-11.00 น.

ความนัยที่แฝงไว้ในคำพูดที่เรียบง่ายทำให้ดวงตาของเกอซีเปล่งประกาย ท่ามกลางสายตาของหญิงสาว บุรุษผู้ก้มศีรษะลงต่ำเพื่อจับจ้องมองนางได้หายลับไปโดยไม่เหลือร่องรอยใดไว้

กลิ่นหอมฟุ้งกำจายทั่วห้องที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของบุรุษผู้นั้นค่อยๆเลือนหายตามไป คงเหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆจากน้ำชาที่ตั้งทิ้งไว้จนเย็นชืด

หากมิใช่ด้วยเพราะอายอุ่นที่ยังคงติดค้างบนปลายขนตางอนงามนี้เกอซีจะต้องเชื่อว่าตนเองกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝันมายาเป็นแน่

เจ้าวายร้าย ยังไม่ทันกล่าวคำให้กระจ่างก็หนีไปเสียแล้ว! หรือเขาถือว่าพลังยุทธของตนสูงส่งหาผู้ใดเทียบเทียมได้เช่นนั้นสิ?

เกอซียืนกัดฟันแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจากไปด้วยความขุ่นเคืองโดยไม่ทันรู้สึกตัวเลยว่าฉิงหลงผู้ยืนจับจ้องแลดูสถานการณ์อยู่ห่างๆมาโดยตลอดกำลังได้รับความบีบคั้นทางจิตใจอย่างรุนแรงจากอาการตกตะลึง

ปิ่นปักผมหยกบนศีรษะของหนุ่มน้อยผู้นี้ เขาสัมผัสรับรู้ได้ถึงอายพลังปราณอันบริสุทธิ์จากอาคมประทับรอย อายกระแสพลังปราณเช่นนี้เป็นของนายท่านแน่แล้ว ทว่ามิใช่ว่าพระองค์ไม่ชอบให้อายพลังของตนต้องแปดเปื้อนไปกับผู้อื่นกระนั้นหรือ?

หนุ่มน้อย…..หนุ่มน้อยผู้นี้กับนายท่าน แท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์เช่นใดต่อกันแน่?

ย่ำสนธยาแสงอาทิตย์อัสดงผ่านพ้น ม่านรัตติกาลแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนนภา

ยามนี้แสงเทียนยังคงส่องสว่างให้เห็นความหรูหราอลังการในเรือนนอกเมืองที่ตั้งอยู่ไกลห่างจากหมู่ชน

ภายใต้เปลวเทียนชายชราผู้สง่างามภูมิฐานยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เขากำลังก้มกายลงสำรวจซากร่างที่อยู่ตรงหน้า ข้างกายเฒ่าชราผู้นี้คือชายวัยกลางคนผู้อยู่ในอาภรณ์สีเทาหม่น ท่วงท่าของชายวัยกลางคนเปี่ยมไปด้วยความเคารพนบนอบ ทว่าสีหน้านั้นกลับหาได้มีความหวาดกลัวใดๆยามเมื่อจับจ้องมองดูท่านผู้เฒ่าเบื้องหน้า

หากเกอซีอยู่ร่วมในที่นี้ เพียงปรายตามองแค่ครั้งหญิงสาวย่อมต้องสามารถจดจำคนผู้นี้ได้ในทันที ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีเทาผู้นี้คือท่านหมอเซียผู้มีเรื่องกับนางเมื่อตอนกลางวันนี้นั่นเอง

ส่วนซากศพที่นอนอยู่ที่พื้นคือชายชุดดำที่สะกดรอยติดตามนางมากระทั่งถูกหนานกงยวี่อัดพลังทำลายอวัยวะสำคัญและเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงหัวใจจากระยะที่ไกลห่าง

ชายชราพินิจซากศพอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะขมวดคิ้วยุ่ง “พลังฝีมือของคนผู้นี้สูงส่งยิ่งนัก อีกทั้งยังสูงส่งยิ่งไปกว่าข้าผู้นี้ มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างไหม?”

ทันทีที่ได้ยินคำกล่าว ท่านหมอเซียส่ายศีรษะไปมา “เมื่อคนของเราไปพบหวางฟู่ก็ตายเสียแล้ว ที่น่าแปลกนั้นคือเขาสิ้นลมอยู่ไม่ไกลจากโรงโอสถจีเชิงเท่าไรนักหากแต่กลับไม่มีวี่แววหรือเบาะแสใดๆเลย”

ผู้ชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นไปได้ว่าเจ้าหนุ่มนั่นคือผู้ที่ลงมือสังหารเขา?”

“เป็นไปไม่ได้!” ท่านหมอเซียคำรามออกมา ใบหน้าที่ให้ความเคารพพลันแปรเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งจากความชิงชัง “ข้าไม่รู้สึกถึงกระแสพลังปราณใดๆ จากร่างเด็กคนนั้นเลย แม้กระทั่งในยามลงมือรักษาพลังปราณของเด็กคนนั้นก็ไม่ปรากฏ อาวุโสเจียงข้ากล้ารับประกันได้ว่าเด็กคนนั้นเป็นเพียงมนุษย์สามัญผู้ไร้สิ้นพลังยุทธ”

***จบตอน สภาพที่ถูกผนึก***

ฝากติดตามผลงานได้ที่เพจนิยายแปลออนไลน์ฟรี