0 Views

“สำหรับท่านแล้ว ท่านจะพบกับความโชคร้ายที่มาพร้อมกับพรในช่วงเวลานี้ แต่ทว่า สำหรับคนที่อยู่รอบตัวท่าน พวกเค้าจะประสบแต่ความโชคร้ายและไม่ได้รับพรน่ะสิ” เถาจี้หยวนพูดออกมาด้วยสีหน้าอึดอั้นตันใจ แล้วทุกคนต่างก็มองเหยินปาเชียนราวกับเขาเป็นมูลสัตว์ก้อนใหญ่ยังไงยังงั้น

 

เหยินปาเชียนหันหน้าไปมองทุกคนแล้วคิดกับตัวเอง “นี่มันไม่จริงใช่มั้ย ?”

 

หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ชี้ไปยังสถานที่ห่างไกลพร้อมกับทำหน้าใสซื่อ “ไฟไหม้แล้วนั่นน่ะ ไปดับไฟก่อนเหอะ”

 

“…”

 

ทุกคนหันหลังกลับไปมองที่ห้องครัวที่ถูกไฟไหม้ จากนั้นพวกเขาก็หันหน้าไปมองเหยินปาเชียนอีกครั้งแล้วก้าวถอยหลังไปอีกก้าวโดยพร้อมเพรียงกัน

 

ทหารยามที่อยู่ห่างออกไปก็ได้รีบวิ่งไปดับไฟแล้ว

 

ในตอนนี้ แม้แต่เหยินปาเชียนก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเรื่องบังเอิญ และเขาก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

 

มิฉะนั้นแล้ว เขาจะกลับไปที่เมืองได้อย่างไรในขณะที่พกความโชคร้ายติดมาด้วย ?

 

มันก็เป็นแค่แผ่นดินไหวเพียงเล็กน้อยที่กินเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีเมื่อครู่นี้ หลังจากที่รอได้สักพักและเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายนัก ทุกคนก็กลับไปยังที่พักของตัวเองเป็นกลุ่มสองสามคนเพื่อพักผ่อน

 

ที่พักของเหยินปาเชียนถูกย้าย นี่เคยเป็นบ้านไม้ที่เถาจี้หยวนอยู่แต่เดิม เขาได้ย้ายไปอยู่อัดกับเถิงจี้และเหล่าทหารม้าติดปีกคนอื่น

 

ณ ตอนนี้ ไม่ว่ายังไง เขาก็ไม่ยินดีที่จะนอนร่วมชายคาคาเดียวกับเหยินปาเชียน

 

เหยินปาเชียนนอนหลับในบ้านไม้ที่เถาจี้หยวนนอนก่อนหน้านี้ เขาวิตกกังวลและกระสับกระส่ายเป็นเวลานาน เพราะเขาระแวงมากว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นอีก

 

เขานอนหลับลึกหลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนเริ่มเก็บข้าวของและเตรียมพร้อมที่จะลงจากภูเขา

 

ตามความเป็นจริงแล้ว มีของให้เก็บไม่มากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม เถิงจี้ตั้งใจไปหาทหารยามแล้วขอเชือกที่หนาเท่ากับเปลือกไม้ จากนั้นเขาก็ผูกไว้ที่เอวของเหยินปาเชียน

 

ถ้าเป็นก่อนที่จะขึ้นไปบนภูเขา เถิงจี้ก็วิตกกังวลเพียงเล็กน้อย แต่ทว่า หลังจากเหตุการณ์ปี๋ซื่อ ความวิตกกังวลของเขาก็ได้เพิ่มขึ้นจากกังวลเล็กน้อยไปเป็นมาก

 

หากมีอะไรเกิดขึ้นกับเหยินปาเชียน พวกเขาจะประสบแต่หายนะและโชคไม่ดี

 

เมื่อพวกเขาออกเดินทางลงจากภูเขา นอกจากเหล่าทหารม้าติดปีกผู้ชำนาญเดินอยู่หน้าเหยินปาเชียนและเถิงจี้ที่อยู่ข้างหลังเขาแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็ถอยตัวห่างจากเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เถาจี้หยวนซ่อนตัวตลอดทางอยู่ช่วงท้ายขบวน

 

“ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะ มันคงไม่เป็นแบบ ‘ไฟนอล เดสติเนชั่น’ หรอก” เหยินปาเชียนผ่อนคลายทีละน้อยหลังจากที่เดินทางลงจากภูเขามากกว่าครึ่งทางและความกังวลที่เขารู้สึกในตอนแรก

[ไฟนอล เดสติเนชั่น (Final Destination) เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญ/ระทึกขวัญของสหรัฐอเมริกา]

 

ถึงแม้ว่าปี๋ซื่อจะนำพาโชคร้ายมาให้กับผู้คนจริง ๆ ผลของมันก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นทันทีทันใดและไม่น่าจะทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้ขนาดนั้น

 

แต่ทว่า เถิงจี้ไม่รู้ว่าเหยินปาเชียนพูดถึงอะไรตอนที่เขาพูดถึง “ไฟนอล เดสติเนชั่น” และด้วยเหตุนี้ คำพูดของเหยินปาเชียนจึงไม่ได้ช่วยบรรเทาความวิตกกังวลของเขาเลยแม้แต่น้อย

 

“ใต้เท้าเหยิน ตราบใดที่ท่านลงจากภูเขาไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วล่ะ” เถิงจี้ปลอบใจเขา

 

เมื่อเดินไปตามทางบนภูเขาส่วนนี้ไปพร้อมกับความกังวลใจ ไม่ใช่แค่เหยินปาเชียนเท่านั้น แต่คนอื่น ๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

“โชคดีไป มันน่าจะไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น” เหยินปาเชียนหันหลังกลับไปยิ้ม

 

ถึงแม้ว่าทุกคนจะพูดถึงสิ่งที่คล้ายกันเกี่ยวกับปี๋ซื่อ และหลังจากที่ประสบเหตุการณ์สองเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน เหยินปาเชียนก็ยังค่อนข้างกังขาเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้อยู่

 

ถึงแม้ว่าเขาจะเคยประสบกับการเคลื่อนย้ายและเคยเห็นกิเลนมาก่อน แต่เหยินปาเชียนก็ไม่สามารถเชื่อมั่นในสิ่งลึกลับขนาดนี้ได้โดยสัญชาตญาณ

 

นี่เป็นเพราะการศึกษาที่เขาได้รับรวมทั้งนิสัยที่เขาถูกฝึกฝนมาโดยตลอด

 

ในตอนที่เหยินปาเชียนพูดออกมา ทันใดนั้นเอง เงาก็ปกคลุมทั่วตัวเขา สีหน้าของเถิงจี้ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก แล้วเขาก็ดึงดาบออกมาอย่างง่ายดาย เคลื่อนไปทางศีรษะของเหยินปาเชียนแล้วกระโดดข้ามในทันที เขาเร็วมากจนเหยินปาเชียนไม่มีเวลาตอบโต้

 

สำหรับคนที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาสามารถเห็นนกตัวใหญ่ที่มีปีกแผ่กว้างประมาณ 7-8 เมตร มันลงมาจากที่สูงด้วยความรวดเร็ว และในช่วงเวลาที่แม่นยำ มันขยายกรงเล็บอันแหลมคมแล้วพุ่งไปทางเหยินปาเชียน

 

เถิงจี้เขวี้ยงดาบไป และทันใดนั้นเอง ก็มีเลือดพุ่งพรวดออกมา หลังจากนั้นไม่นาน นกตัวนั้นก็เปล่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสยดสยองแล้วร่วงหัวทิ่มลงไปกับพื้น

 

นกทั้งตัวฉีกขาดจากหน้าอกไปจนถึงหน้าท้องโดยสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น แรงเขวี้ยงจากดาบของเถิงจี้ทำให้อวัยวะในของมันหล่นลงมาและกระจายไปทั่วหน้าของเหยินปาเชียน

 

มันเกิดขึ้นเพียงแค่เหยินปาเชียนเงยหน้าขึ้น เขามองขึ้นไป แล้วเขาก็ตัวเปียกโชกท่ามกลางฝนเลือด เขาเกือบจะอาเจียนเลยทีเดียว

 

“ใต้เท้าเหยิน ท่านเป็นอะไรมั้ย ?” เถิงจี้หันไปมองเหยินปาเชียนเมื่อเขามาถึงพื้น

 

เหยินปาเชียนเช็ดหน้าของตัวเอง เขาดึงชิ้นส่วนอวัยวะภายในออกจากหน้าของตัวเอง แล้วโยนมันลงบนพื้น

 

กลิ่นคาวลงไปในรูจมูกของเขา ท้องใส้ของเขาปั่นป่วนด้วยความขยะแขยง

 

“น้ำ..น้ำ” เหยินปาเชียนรีบตะโกนออกมา ทันใดนั้นเอง ก็มีคนส่งถุงใส่น้ำมาให้เขาล้างหน้า

 

ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะเต็มไปด้วยเลือด แต่ในที่สุดเหยินปาเชียนก็รู้สึกว่าตนฟื้นขึ้นมาแล้ว

 

ในขณะนั้น เขาเกือบคิดว่าเขาจะตายด้วยความขยะแขยงอย่างถึงที่สุด

 

เขารีบไปหาลำธารในบริเวณใกล้เคียง ถอดเสื้อผ้าออก แล้วล้างตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นเขาก็สวมกางเกงในแล้วยืนอยู่ตรงนั้น เขาถอนหายใจยาว ๆ

 

“ขออภัยด้วยขอรับใต้เท้าเหยิน ตอนนั้นข้ารู้สึกกังวลมากเลย” เถิงจี้กำมือแล้วขอโทษ

 

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าขอขอบคุณในความดีของท่านนะ ไม่งั้นแล้ว ข้าก็เกรงว่าแต้มบุญคงจะหมดไปแล้วล่ะ” เหยินปาเชียนทำท่าทางด้วยมือ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังสามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

 

“นั่นมันนกอะไรน่ะ มันกล้าจับมนุษย์ด้วย” เขาถามในขณะที่เดินกลับ

 

“มันคือเหยี่ยวบุปผา โดยทั่วไปแล้ว เจ้าตัวนี้จะจับสัตว์ป่าในป่ากิน บางครั้งมันก็จู่โจมมนุษย์ด้วยเหมือนกัน แต่เหตุการณ์แบบนี้หาได้ยากมาก ข้าเกรงว่าเป็นเพราะพลังชีวิตของท่านไม่แข็งแกร่ง และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมันจึงกล้าจู่โจมท่านยังไงล่ะ” เถิงจี้ตอบกลับไป

 

“เอ่อ…”

 

เขากำลังพยายามจะบอกเป็นนัยว่าเราอ่อนแอเกินไปและถูกระรานได้ง่ายงั้นสินะ ?

 

 

 

ตลอดการเดินทางกลับ เหยินปาเชียนเตรียมที่จะดูว่าเหยี่ยวบุปผาจริง ๆ แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อเขามาถึง เขาก็ได้เห็นว่าทุกคนเริ่มถอนขนมันออกแล้ว

 

“ใต้เท้า ท่านจะได้กินอาหารชั้นดี เหยี่ยวบุปผานี้จับตัวได้ยากมากและมีรสชาติที่ดีเยี่ยมเลยล่ะนะ” เถาจี้หยวนยืนห่างจากเหยินปาเชียนแล้วยิ้มหน้าบาน

 

เหยินปาเชียนตกตะลึงจนพูดไม่ออก

 

เจ้าตัวนี้เกือบจะจับเรากินเป็นอาหารแล้วมั้ยล่ะ

 

ไหนจะหน้าของเราที่เต็มไปด้วยเลือดและเครื่องในอีกล่ะ

 

นี่เราผ่านเรื่องทั้งหมดนี้เพียงเพื่อประโยชน์ของทุกคนหรอเนี่ย ?

 

ขนครึ่งหนึ่งบนร่างของเหยี่ยวบุปผาถูกถอนออกโดยพลทหารม้าติดปีกสองนาย แต่ทว่า ใคร ๆ ก็สามารถบอกได้ว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร ปีกคู่หนึ่งของมันถูกกางออกและยาวประมาณ 7-8 เมตร ลำตัวของมันมีขนาดไม่เล็กและยาวประมาณ 2-3 เมตร นอกจากนี้ยังมีกรงเล็บที่หนาและแข็งแกร่งคู่หนึ่ง ถ้าหากขูดเข้ากับร่างใครก็ตาม มันจะเกิดร่องหลายร่องเลยทีเดียว

 

สำหรับลักษณะภายนอกโดยรวม มันน่าจะดูค่อนข้างหนาและแข็งแกร่งก่อนที่จะดึงขนมันออก ในตอนนี้ มันเป็นเหมือนนกฟีนิกซ์ไร้ขนนกที่ด้อยกว่าไก่บ้าน ๆ ซะอีก

 

“ใต้เท้า มีอะไรบางอย่างในท้องของมันขอรับ” พลทหารม้าติดปีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกกับเถิงจี้ เขากำลังถืออะไรบางอย่างไว้ในมือ เมื่อล้างด้วยน้ำแล้ว พวกเขาก็สามารถมองเห็นสิ่งที่คล้ายกับทรายหลากสี

 

“ใต้เท้าเหยินเก็บไว้สิ” เถิงจี้พูดออกมาด้วยความอิจฉา

 

“มันคืออะไรอ่ะ ?” เหยินปาเชียนรับของด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังจากที่สังเกตอย่างละเอียด เขาก็ได้รู้ว่ามันคือเม็ดกรวดขนาดเล็กมากที่หนากว่าทรายเล็กน้อย ภายใต้แสงไฟส่องสว่าง เม็ดกรวดขนาดเล็กเหล่านี้สะท้อนแสงอ่อน ๆ หลากสี

 

“มันคือผลึกเมฆา ตราบใดที่พวกเรานำสิ่งนี้ใส่ลงไปเล็กน้อยเมื่อทำการหลอมอาวุธ มันจะเปลี่ยนอาวุธธรรมดาให้เป็นอาวุธชั้นสวรรค์ทันที ไม่เพียงแต่สามารถตัดโลหะได้เท่านั้นนะ แต่ยังมีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันออกไป ผลึกเมฆาหนึ่งกำมือนี้จะเพียงพอในการสร้างอาวุธชั้นยอดเลยล่ะ” เถาจี้หยวนมาดูสิ่งที่อยู่ในมือของเหยินปาเชียนและเผยให้เห็นภาพที่น่าชื่นชม ถ้าหากผลึกเมฆาอยู่ในมือคนอื่น ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนจะพยายามเอามือมาวางไว้บนนั้นอย่างแน่นอน

 

น่าเสียดายที่มันอยู่ในมือของบุคคลนี้ ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงไม่ควรแม้แต่จะคิดที่จะได้รับผลึกเมฆาจากเขา

 

เมื่อได้ยินสิ่งที่เถาจี้หยวนพูด เหยินปาเชียนก็หากระเป๋ามาใส่ผลึกเมฆาเหล่านี้ไว้อย่างระมัดระวังทันทีด้วยความกลัวว่าเขาอาจจะเล็ดออกไปแม้แต่นิดเดียว ในขณะเดียวกัน เขาก็วิ่งไปดูหน้าท้องเหยี่ยวบุปผาที่ทหารม้าติดปีกถอนออกไป ท้องของมันใหญ่พอ ๆ กับกำปั้นขนาดเล็ก แต่ในตอนนี้ก็หายไปหมดแล้ว

 

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้มัน มันคงจะดีถ้าเขาสามารถถวายให้กับจักรพรรดินีได้ บางทีเขาอาจจะขายผลึกเมฆาให้เป็นเงินก้อนใหญ่ หรือนำมันกลับไปยังดาวโลกเพื่อตรวจสอบดีล่ะ ? ใครจะไปรู้ว่ามันอาจมีประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่นก็เป็นได้

 

“ผลึกเมฆาเหล่านี้หาได้ยากมาก และข้าก็สงสัยว่าเหยี่ยวบุปผาพบมันได้ที่ไหนกัน บางทีมันอาจจะกลืนผลึกเหล่านี้เพื่อช่วยย่อยอาหารก็ได้ ถ้าหากว่าพวกเรารู้ว่าเหยี่ยวบุปผาพบผลึกเมฆาเหล่านี้ได้ที่ไหนล่ะก็ ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกเราอาจหาเพิ่มอีกก็ได้นะ” เถิงจี้รู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเสียดายทีเดียว

 

“ถ้าจะมีเรื่องดี ๆ อย่างนี้อีกครั้งล่ะก็ ต่อให้ข้าจะต้องโดนสาดทั่วหน้าล่ะก็ ข้าก็เอานะ”

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

ติดตามอัพเดทนิยายตอนใหม่ล่าสุดได้ทาง

Facebook Fanpage: R-Zan Fanpage