0 Views

“นักเล่าเรื่องเหยิน คุณภาพของกระจกนั้นดีมากเลยล่ะ แต่ข้าจะแกล้งทำเป็นว่าเจ้าไม่เคยพูดเรื่องบ้า ๆ นั่นก็แล้วกัน เจ้าออกไปจากที่นี่ซะ”

 

ชายชราบนที่นั่งอันทรงเกียรติตัวที่ 3 พูดออกมา

 

เขาคือผู้อาวุโสรอง เจ๋อโค่วไห่ ในต้าเย่านั้นนอกจากฉีจี่เซียว หงอู่ และฉีชิงแล้ว ตำแหน่งของเขานั้นสูงที่สุด

 

ถ้อยคำของเขาได้ตัดสินเรื่องนี้ ด้วยการอ้างอิงถ้อยคำของเหยินปาเชียนว่าเป็นเรื่องไร้สาระแล้วจากนั้นก็ขับไล่เขา เรื่องนี้ถูกตัดสินแล้ว

 

อาจดูเหมือนว่าผู้อาวุโสรองได้ช่วยให้จักรพรรดินีพ้นจากสถานการณ์ แต่หลายคนก็ยังคงขมวดคิ้วอยู่ คนที่เหลือที่ตำแหน่งไม่สูงเท่าผู้อาวุโสรองก็ไม่กล้าพูดอะไรจนกว่าจักรพรรดินีจะพูด

 

ในตอนนี้ เหยินปาเชียนจิตใจสงบผิดจากธรรมดา ดูจากปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว เขาคงจะโง่หากไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิดไป อันที่จริงเขาได้คิดถึงปัญหานี้แล้วก่อนที่จะถวายของขวัญแด่องค์จักรพรรดินี แต่ทว่าด้วยบุคลิกของจักรพรรดินี เขาจึงตัดสินใจพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมาในที่สุด

 

“บางทีทุกท่านอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นเป็นเรื่องน่าขำ แต่ถ้อยคำเหล่านี้ก็มาจากใจ หากข้าจะถูกขับไล่ พระองค์ก็จะต้องตรัสเช่นนั้นด้วย” เหยินปาเชียนกำมือแล้วพูดออกมา เขารู้ดีว่าควรฟังคำพูดของใคร

 

ลึก ๆ แล้ว เหยินปาเชียนรู้สึกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ช่วงนี้เขาได้ทำความเข้าใจจักรพรรดินีดีขึ้นแล้ว และเขาก็ยังรู้ด้วยว่าความคิดของนางนั้นไม่เหมือนกับคนพวกนี้

 

“พวกเจ้าทุกคนคิดว่าถ้อยคำเหล่านี้น่าขำงั้นรึ ?” หลังจากที่เหยินปาเชียนพูดจบ เสียงอันเยือกเย็นของจักรพรรดินีก็ดังก้องไปทั่ว

 

ในตอนที่ถ้อยคำของจักรพรรดินีดังก้องทั่วห้องโถงพระราชวัง ความหนาวสั่นก็ไหลลงกระดูกสันหลังของทุกคน

 

พระองค์กำลังจะทรงมีพระอารมณ์เกรี้ยวแล้วเหรอ ? ใครบางคนได้คิดกับตัวเอง

 

หากพวกเขาตอบคำถามของจักรพรรดินีว่า “ใช่” มันก็จะส่อให้เห็นว่าจักรพรรดินีไม่คู่ควรถ้อยคำเหล่านั้น การตอบว่า “ใช่” จะเป็นการเสี่ยงตาย โดยเฉพาะในตอนที่จักรพรรดินีกำลังจะโกรธ

 

เพราะฉะนั้นคนจากมหาจักรวรรดิเซี่ย แคว้นหยูน และแคว้นเฉินจึงไม่กล้าพูดอะไรเลย พวกเขาทำได้เพียงรอดูจุดจบของเรื่องนี้เท่านั้น

 

เหยินปาเชียนหันกลับมามองจักรพรรดินี สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งเหมือนปกติ เขาไม่สามารถบอกได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่

 

“ข้า…” ในตอนที่ชายร่างกำยำกำลังจะยืนขึ้นแล้วพูดอะไรสักอย่าง เขาก็ถูกขัดด้วยเสียงหัวเราะลั่นที่ดังมาจากที่นั่งอันทรงเกียรติ

 

“ข้าคิดว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่ดีและเหมาะสมกับพระองค์ ถ้าใครมีความเห็นอะไร มาพูดกับข้าก่อน” หงอู่ตบโต๊ะตรงหน้าในทันทีแล้วหัวเราะออกมา

 

แทนที่จะพูดว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่เหมาะกับจักรพรรดินี เขากลับพูดว่าจักรพรรดินีมีค่าคู่ควรแก่ถ้อยคำเหล่านี้

 

เขาตบโต๊ะแล้วหัวเราะอย่างเต็มที่โดยไม่มีความลังเลใจแม้แต่น้อย น้ำเสียงของเขาไม่มีความกลัวแต่อย่างใด

 

เขาเป็นสุดยอดผู้ทรงพลังอันดับ 9 ของโลก ดังนั้นเขาจึงกล้าพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา

 

ถ้าหากเขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดถ้อยคำเหล่านี้ เขาก็จะไม่เหมาะที่จะเป็นสุดยอดผู้ทรงพลังอันดับ 9 ของโลก

 

คนอื่นนั้นแตกต่างจากเขา แม้แต่คนที่เลือดร้อนก็ไม่กล้าพูดอย่างเขา ยังไงซะ คนอื่นก็ไม่ได้ทรงพลังและยอมรับความเห็นต่างเหมือนหงอู่

 

นี่คือความแตกต่างระหว่างหงอู่กับคนอื่น ๆ

 

หงอู่กวาดสายตาผ่านทุกคนทางด้านขวาของห้องโถงพระราชวัง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลย

 

“ใช่แล้ว ถ้าใครมีความเห็นอะไร มาพูดกับมีดของข้าสิ !” เขาคือชายร่างกำยำผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยืนอยู่ตลอด

 

ถึงแม้ว่าทุกคนจะเป็นชนเผ่า แต่แนวคิดของพลทหารและข้าราชสำนักก็ยังคงแตกต่างกันอยู่บ้าง

 

เจ๋อโค่วไห่ขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืน กำมือแล้วพูดออกมา “ฝ่าบาท ! ข้าน้อยมีเรื่องจะพูดขอรับ”

 

“เจ๋อโค่วไห่ ! เจ้ากล้าดียังไง !” กิ๊บติดผมบนหัวของจักรพรรดินีแตกออกและผมของนางก็ลอยขึ้น

 

“พระองค์ทรงมีพระอารมณ์เกรี้ยวจริง ๆ ด้วย !” ทุกคนคิดกับตัวเองเมื่อเห็นฉากนี้

 

กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วห้องโถงพระราชวัง มันทำให้ทุกคนช็อก มันไม่เหมือนจักรพรรดินีในอดีตที่ไม่เคยโกรธมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่กลิ่นอายของนางน่าสะพรึงกลัวมากขนาดนี้

 

มีหลายคนที่ถูกทำให้ไม่สามารถขยับตัวบนเก้าอี้โดยกลิ่นอายนี้

 

มี 2 คนในห้องโถงพระราชวังที่ไม่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายนี้ คนหนึ่งคือเหยินปาเชียนซึ่งดูราวกับว่าเขาอยู่ในใจกลางพายุเฮอริเคน เขารู้สึกอะไรเลย

 

อีกคนที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อยคือหงอู่

 

ข้าราชการของต้าเย่าคนอื่นทุกคนต่างรู้สึกราวกับว่า มีภูเขาขนาดใหญ่อยู่บนหัวที่พร้อมจะร่วงแล้วบดขยี้พวกเขาได้ทุกเมื่อ

 

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าจักรพรรดินีจะไม่ทำเช่นนี้ แต่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ยังทำให้พวกเขาหวั่นกลัวอยู่ดี

 

จักรพรรดินีมองไปที่เจ๋อโค่วไห่พร้อมกับสีหน้าอันเยือกเย็น อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้สึกว่านางจะปะทุราวกับภูเขาไฟได้ทุกเมื่อ

 

 

 

ย้อนกลับไปในวันนั้น วันที่ข้าขึ้นครองบัลลังก์ เจ้าเป็นคนที่ปลื้มใจที่สุด พอตำแหน่งของข้ามั่นคง เจ้าก็เลิกสนับสนุนข้า แต่ข้ายังคงเก็บเจ้าไว้เคียงข้าง แต่แล้วตอนนี้ เจ้ากล้าพูดต่อหน้าข้าได้อย่างไร ? และเจ้ายังกล้าขับไล่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าออกจากงานเลี้ยงของข้าได้อย่างไร ? บังอาจนัก !

 

คนอื่นอาจไม่รู้เจตนาของเจ้า แต่เจ้าคิดหรอว่าข้าไม่รู้น่ะ ?

 

“เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับถ้อยคำเหล่านี้ ?” จักรพรรดินีถามอย่างเยือกเย็น

 

“เจ้ากล้าขับไล่ผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าออกงานเลี้ยงได้อย่างไร ?”

 

“เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่ ?”

 

เม็ดเหงื่อไหลลงหน้าผากของเจ๋อโค่วไห่ เขาไม่คิดว่าจักรพรรดินีจะมีปฏิกิริยาแบบนั้น

 

กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของจักรพรรดินีทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้

 

เขารู้สึกตกใจในเวลาเดียวกัน จากกลิ่นอายของจักรพรรดินี เขาสามารถบอกได้ว่านางทรงพลังมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถบอกถึงความทรงพลังของนางได้แน่ชัด

 

“ฝ่าบาท ข้าน้อยมีอะไรจะพูดขอรับ” เจ๋อโค่วไห่กัดฟันแล้วพูดออกมา

 

“พูดมา !” เสียงอันเยือกเย็นของจักรพรรดินีดังก้องในหูของทุกคน

 

“ข้ามันโง่เขลา เมื่อครู่นี้ข้าน้อยคิดผิดไปขอรับ” เจ๋อโค่วไห่ตอบกลับ ในตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลดศีรษะลง กลิ่นอายของจักรพรรดินีนั้นน่าสะพรึงกลัวมากจนทำให้เขาเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์ นอกจากนี้เขามีความรู้สึกว่า ถ้าหากเขาพูดอะไรผิดพลาดอีกครั้งล่ะก็ เขาอาจไม่สามารถมีชีวิตรอดออกจากห้องโถงพระราชวังแห่งนี้ได้

 

เมื่อได้ยินเจ๋อโค่วไห่ยอมรับความผิดพลาดของตนแล้ว จักรพรรดินีก็ถอนหายใจแล้วซ่อนกลิ่นอาย

 

ในขณะที่ผู้คนจากทั้งสามแคว้นมองดูจักรพรรดินี พวกเขามีสีหน้าขุ่นเคืองใจ นี่คือความแข็งแกร่งของสุดยอดผู้ทรงพลังอันดับ 7 ของโลกงั้นเหรอ ? แค่กลิ่นอายของนางเพียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับตัวได้ ราวกับว่าพวกเขาถูกตอกไว้กับเก้าอี้ยังไงยังงั้น มันช่างน่ากลัวจริง ๆ

 

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของจักรพรรดินีอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เคยเห็นความโกรธเคืองของนางด้วยตัวเองมาก่อนเพราะฉะนั้นพวกเขาจึงมีความเห็นเกี่ยวกับนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยอายุและรูปร่างหน้าตาของนางแล้ว มันยากที่พวกเขาจะไม่คิดถึงนางจนเกินเลย

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับนาง สีหน้าของหนุ่มหล่อผู้อ่อนแอและบอบบางพวกนั้นได้เปลี่ยนเป็นสีขาว

 

ในทางกลับกัน ชาวต้าเย่าหลายคนต่างคิดกับตัวเองว่า “จักรพรรดินีทรงพลังมากขึ้นจริง ๆ ด้วย”

 

จักรพรรดินีกวาดสายตาผ่านทุกคนแล้วพูดออกมา “ข้าชอบถ้อยคำเหล่านี้มาก ข้าจะเก็บกระจกบานนี้ไว้ ถ้าใครมีความเห็นอะไรล่ะก็ บอกให้มันมาหาข้า”

 

น้ำเสียงของนางเฉื่อยชา เยือกเย็น และมีอำนาจ

 

ใช่แล้ว ข้าปฏิบัติต่อพวกเจ้าทุกคนราวกับไม่มีอะไร ! หากใครมีความเห็นอะไรล่ะก็ มาท้าสู้ข้าสิ !

 

จากนั้นจักรพรรดินีก็มองเหยินปาเชียนซึ่งกำลังยืนอยู่ด้วยตัวเองแล้วยิ้มให้ นางไม่ได้พูดอะไร

 

ในขณะนี้ ทุกคนไม่รู้ว่าจักรพรรดินีกำลังคิดอะไรอยู่ พวกเขาย้ายสายตาไปที่เหยินปาเชียนด้วยเช่นกัน โดยพยายามดูว่ามีอะไรพิเศษในตัวเขา

 

ผู้คนกว่า 200 คนกำลังมองไปที่เหยินปาเชียนในขณะนี้ นอกเหนือจากคนใหญ่คนโตของต้าเย่ากับชนชั้นสูงจากแคว้นอื่น ใครล่ะจะได้รับการปฏิบัติแบบนี้อีก ? ร่างกายของเขาเริ่มแข็งทื่อ

 

เหยินปาเชียนถามตัวเองต่อไปว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ?”

 

ห้องโถงพระราชวังยังคงสภาพนี้ไว้อีก 10 นาที

 

ตอนนั้นเอง จักรพรรดินีเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดจากธรรมดา “เหยินปาเชียน เจ้าคือคนที่ข้าต้องการ ดังนั้นข้าจึงขอประกาศว่าเจ้าคือราชาของข้า”

 

ในตอนที่คำนี้ออกมาจากปากของจักรพรรดินี นอกจากเหยินปาเชียนซึ่งยังคงอยู่ในความตกตะลึงแล้ว ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยความช็อก แม้แต่หงอู่ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

ติดตามอัพเดทนิยายตอนใหม่ล่าสุดได้ทาง

Facebook Fanpage: R-Zan Fanpage