0 Views

หลังจากที่เหยินปาเชียนออกจากวังไป อีกคนก็มาถึงที่นั่น

 

บุคคลนั้นมีอายุประมาณ 40-50 ปี รูปร่างหน้าตาของเขาดูธรรมดามาก หากเขาถูกพาเข้าไปในฝูงชน คงจะไม่มีใครสามารถจำแนกเขาได้ เขาสวมชุดธรรมดาทั่วไป การที่เขาสูง 170 เซนติเมตร ความสูงของเขานับว่าธรรมดาในหมู่ชนเผ่าด้วยกัน ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงยืนสูงเด่นเป็นสง่าราวกับภูเขา ขับกลิ่นอายที่ขยับไม่ได้ออกมา

 

“ฝ่าบาท !” ชายร่างยักษ์กำมือถวายความเคารพแด่องค์จักรพรรดินีด้วยเสียงอันทรงพลัง

 

“นำที่นั่งอันทรงเกียรติมาให้แม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้นซิ !” สีหน้าอันอบอุ่นที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนหน้าของจักรพรรดินี

 

นางจะเป็นเช่นนี้ก็ต่อเมื่อนางได้พบกับแม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้นนามหงอู่

 

ครั้งที่จักรพรรดินีทรงขึ้นครองราชบัลลังก์ นางมีพระชนมพรรษาเพียง 16 พรรษาเท่านั้น ใคร ๆ ก็จินตนาการได้ถึงความยากที่เด็กอายุ 16 ปีขึ้นเป็นผู้ปกครองแคว้น ในตอนนั้น ทุกคนทั้งในและนอกราชสำนักกำลังเฝ้าสังเกตนาง แม้แต่ผู้คนในมหาจักรวรรดิเซี่ย แคว้นหยูน และแคว้นเฉินนับไม่ถ้วนต่างก็เฝ้าสังเกตด้วย

 

ระดับความแข็งแกร่งของนางในตอนนั้น ห่างไกลจากระดับเทียบพระท่านของนางในปัจจุบัน

 

นั่นเป็นเพราะแม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้นนามหงอู่ ที่ทำให้นางสามารถครองราชบัลลังก์ได้

 

หงอู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ช่วยแคว้นโดยจักรพรรดิแห่งต้าเย่าองค์ก่อน แสดงให้เห็นว่าความคาดหวังของจักรพรรดินั้นสูงเพียงใด

 

หงอู่ดำเนินชีวิตตามความคาดหวังของจักรพรรดิองค์ก่อน

 

เพราะฉะนั้น หงอู่จึงเป็นลุงของจักรพรรดินีในช่วงเวลาดังกล่าว เขาเป็นคนเดียวที่นางสามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้

 

7 ปีผ่านไป ความสัมพันธ์ของพวกเขากินเวลามาจนถึงปัจจุบัน

 

ทุก ๆ ปี ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดินี หงอู่จะกลับจากทางเหนือและคุยกับนางเรื่อยเปื่อยราวกับคนในครอบครัวพูดคุยกัน

 

ช่วงเวลาที่แสนอบอุ่นเช่นนี้เป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับองค์จักรพรรดินีได้ยาก

 

“ฝ่าบาททรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนข้าก็แก่ตัวลงเรื่อย ๆ แล้ว” หงอู่นั่งลงแล้วหัวเราะเบา ๆ สายตาที่เขามองไปยังจักรพรรดินีมีความอบอุ่น แม้แต่หงเสี้ยนเองก็แทบไม่เคยเห็นสายตาลักษณะนี้จากปู่ของนางเลย

 

“แม่ทัพ ท่านดูไม่ต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนเลยนะ” จักรพรรดินีหัวเราะเบา ๆ บนโซฟา “ชิงยวน เติมให้แม่ทัพซิ”

 

“ถึงแม้ว่าใบหน้าของข้าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่คอยใคร ข้าแก่แล้วจริง ๆ” หงอู่กล่าว

 

หลังจากที่เขารับแก้วแห่งชัยชนะ เขาก็หัวเราะเสียงดังแล้วยกขึ้นดื่มหมดแก้ว “ฝ่าบาท ขอบพระคุณสำหรับไวน์ขอรับ !”

 

“ชิงยวน เติมให้เค้าอีกแก้ว นี่เป็นการดื่มเพื่อขอบคุณสำหรับการปกป้องทางเหนือ การที่ท่านปรากฏตัวเพียงลำพังได้หยุดมหาจักรวรรดิเซี่ยไม่ให้ทำอะไรบ้า ๆ ได้ แม่ทัพ ท่านได้ทำงานหนัก ข้าขอชื่นชมในความทุ่มเทของท่านเป็นอย่างมาก”

 

หลังจากพูดจบ จักรพรรดินีก็ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

 

เมื่อทั้งคู่ได้ดื่มอวยพร พวกเขาก็คุยกันเรื่องอื่น

 

“ข้าเกรงว่ามหาจักรวรรดิเซี่ยจะทำสิ่งเลวร้ายในไม่ช้า จักรพรรดิแห่งมหาจักรวรรดิเซี่ยเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานขอรับ เมื่อใช้ความพยายามอย่างมากในการปกครองมหาจักรวรรดิเซี่ย ตอนนี้มหาจักรวรรดิเซี่ยมีอำนาจมาก เค้าอาจมีความตั้งใจที่จะขยายอาณาเขตก็เป็นได้นะขอรับ” หงอู่พูดออกมา

 

จากนั้นหงอู่ก็ถอนหายใจแล้วพูดต่อ “ย้อนกลับไปในวันนั้น ข้าน่าจะฆ่าเค้าที่ชายแดนก่อนที่เค้าจะขึ้นครองบัลลังก์ น่าเสียดายที่เค้าหนีไปได้ขอรับ”

 

จักรพรรดินีพยักหน้าแล้วตอบกลับ “ข้าเกรงแค่ว่าพวกนั้นกำลังเตรียมการแล้วน่ะสิ ข้าคิดว่าข้าจะต้องรบกวนแม่ทัพให้จัดการกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วล่ะ”

 

ถ้าหากว่าเหยินปาเชียนได้ยินการสนทนาของพวกเขาล่ะก็ เขาจะเข้าใจว่าเหตุใดมหาจักรวรรดิเซี่ยจึงส่งหมีขาวให้กับต้าเย่า

 

“ถึงแม้ว่าทหารของมหาจักรวรรดิเซี่ยจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและมีความเพียบพร้อม แต่นักรบของต้าเย่าก็ไม่ได้เกรงกลัวพวกนั้น ถ้าพวกนั้นบุกเข้ามาในดินแดนของพวกเราล่ะก็ พวกเราจะแสดงให้เห็นว่าพวกเราแข็งแกร่งเพียงใด !” หงอู่แผดเสียงด้วยความรักชาติ

 

“อีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าจะสั่งการไปยังภูเขาและเกณฑ์ทหาร 20,000 นาย” จักรพรรดินีพูดออกมาพร้อมกับพยักหน้า

 

ใคร ๆ ต่างก็เข้าใจว่าชนเผ่าโดยทั่วไปนั้นมีแข็งแกร่งมาก หลังจากผ่านการฝึกทหารแล้ว พวกเขาก็ทำได้ดีกว่าแม้กระทั่งหน่วยหัวกะทิของมหาจักรวรรดิเซี่ยในแง่ของความแข็งแกร่ง

 

บุคคลที่ฉลาด แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะกล่าวว่านักรบชนเผ่า 1 คนสามารถต่อสู้กับพลทหารของมหาจักรวรรดิเซี่ย 2 คนได้

 

นอกจากนี้ มันถูกนำมาพิจารณาถึงความจริงที่ว่าต้าเย่านั้นขาดแคลนชุดเกราะและอาวุธ

 

ถึงยังไงก็เถอะ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถตัดสินผลลัพธ์ของการต่อสู้ระหว่างสองกองทัพนี้ได้ง่าย ๆ

 

ในตอนนี้ ต้าเย่ามีพลทหารทั้งหมด 100,000 นาย 15,000 นายอยู่ทางใต้ มีอิทธิพลเหนือประชาชนส่วนที่เหลือของแคว้นเฮ่า 20,000 นายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ คุ้มกันชายแดนแคว้นหยูน 50,000 นายอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ คุ้มกันชายแดนแคว้นเฉิน และ 30,000 นายทางเหนือคุ้มชายแดนมหาจักรวรรดิเซี่ย

 

ส่วนที่เหลืออีก 20,000 นาย ประจำการในเมืองหลวงเพื่อคุ้มกันทั่วต้าเย่า

 

อย่างไรก็ตาม พลทหาร 100,000 นายเหล่านี้เป็นมรดกของต้าเย่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษีทั้งหมดที่เก็บได้จากทางเหนือของต้าเย่านั้น ถูกใช้เพื่อสนับสนุนพลทหาร 100,000 นาย

 

พลทหาร 30,000 นายที่ดูแลทางเหนือของต้าเย่าเป็นหัวกะทิ แต่ทว่าอุปกรณ์ของพวกเขาเทียบไม่ได้กับมหาจักรวรรดิเซี่ย

 

พวกเขาล้วนขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของแต่ละคนที่จะปราบปรามพลทหารของมหาจักรวรรดิเซี่ย 20,000 นายตรงข้ามกับพวกเขา อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมหาจักรวรรดิเซี่ยต้องการสู้รบกับต้าเย่า พวกเขาจะใช้พลทหารอย่างน้อย 500,000 คน

 

ในการต่อสู้ตั้งรับที่มีพลทหารที่มีอาวุธไม่ดีจำนวน 30,000 นายต่อสู้กับพลทหารที่มีอาวุธดี 500,000 นาย แม้แต่หงอู่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากมายนัก

 

ถึงยังไงก็เถอะ มหาจักรวรรดิเซี่ยสามารถโจมตีที่ใดก็ได้ในต้าเย่า และหงอู่อาจไม่สามารถคุ้มกันพื้นที่หนึ่งได้

 

ถ้าหากจักรพรรดินีสามารถเกณฑ์พลทหารได้ 20,000 นาย หงอู่ก็จะมีไพ่ตายอยู่ในมือ อย่างน้อยเขาก็สามารถรักษากำลังพลไว้ได้มากมายในแต่ละรอบ

 

นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่นางสามารถทำได้ ยังไงซะ มันก็ยากที่จะจัดสรรอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับพลทหาร 20,000 นาย

 

ยังไงซะ ต้าเย่านั้นมีคลังแสงที่ไม่เพียงพออย่างสุดขีด

 

แต่ทว่า นางนึกถึงเหยินปาเชียนทันที พ่อหนุ่มคนนี้มีกลโกงมากมายอยู่ในแขนเสื้อ เขารู้อะไรมากมายหลายอย่าง นางสงสัยว่าเขาจะช่วยเรื่องนี้ได้หรือไม่

 

อันที่จริง นางเคยได้ยินเหยินปาเชียนพูดถึง “การหลอม” อยู่หลายครั้ง โดยปกติแล้วผู้คนที่นี่จะเรียกว่า “การหล่อ” ในตอนนั้นจักรพรรดินีไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงอะไรและนางก็ไม่ได้สนใจ

 

ถ้าหากเหยินปาเชียนบอกว่าเขารู้วิธีหล่อโลหะและหลอมอาวุธตั้งแต่แรกล่ะก็ เขาก็อาจจะไม่เกือบถูกตัดหัวเลยก็ได้

 

และในตอนนี้ จักรพรรดินีหวังว่าเหยินปาเชียนจะช่วยนางในเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถหล่อโลหะและหลอมอาวุธได้ แต่นางก็หวังว่าเขาจะประดิษฐ์สิ่งที่พวกเขาสามารถใช้แลกเปลี่ยนกับอาวุธของแคว้นหยูนและแคว้นเฉินได้ ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน แคว้นหยูนและแคว้นเฉินจะยังคงยินดีที่จะแลกเปลี่ยนกับพวกเขา ถ้าหากว่ามหาจักรวรรดิเซี่ยพยายามบุกต้าเย่าจริง ๆ ล่ะก็ คงจะยากที่จะค้าขายกับแคว้นหยูนและแคว้นเฉิน

 

ไม่เพียงแค่อาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกลือและแหล่งอาหารอีกด้วย

 

ในตอนนี้ มหาจักรวรรดิเซี่ยยังคงอยู่ในขั้นเตรียมการ ดังนั้นต้าเย่ายังมีเวลาเตรียมตัวอยู่บ้าง

 

“ฝ่าบาท ท่านจงสังเกตแคว้นหยูนและแคว้นเฉิน” หงอู่พูดต่อ

 

จักรพรรดินีพยักหน้า นางเข้าใจว่าต้าเย่านั้นแตกต่างจากอีกสามแคว้น นั่นก็เพราะว่าชนเผ่านั้นแตกต่างจากคนของพวกเขา โดยปกติแล้วแคว้นที่ถือกำเนิดชนเผ่านั้นแตกต่างจากพวกเขาเช่นกัน

 

มันคล้ายกับหมาป่าแอบเข้าไปในฝูงแกะ

 

แคว้นหยูนและแคว้นเฉินนั้นกังวลใจกับความจริงที่ว่าต้าเย่าอยู่ข้างพวกเขาไม่เพียงแต่สร้างขึ้นในไม่กี่วันเท่านั้น ในอดีตแม้กระทั่งต้าเย่าก็เกือบจะบุกเมืองหลวงของแคว้นหยูน ถ้าหากมหาจักรวรรดิเซี่ยโจมตีต้าเย่าล่ะก็ แคว้นหยูนและแคว้นเฉินก็จะฉวยโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน

 

ถ้าหากแคว้นหยูนและแคว้นเฉินโจมตีต้าเย่าพร้อมกัน พวกเขาก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างแท้จริง

 

 

 

หลังจากที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของแคว้นเสร็จแล้ว หงอู่และจักรพรรดินีก็พูดถึงเรื่องอื่น ๆ พวกเขาระลึกถึงช่วงเวลาที่ดีของพวกตนเป็นหลัก ทั้งคู่อารมณ์ดีมากในขณะที่ระลึกถึงช่วงเวลานั้น พวกเขาจะหัวเราะออกมาเป็นครั้งคราว

 

ในตอนที่จักรพรรดินีสนุกสนานกับการสนทนา หงอู่ก็มองไปที่นางแล้วถอนหายใจ

 

“แม่ทัพ มีเรื่องอะไรงั้นรึ ?” จักรพรรดินีถามออกมา หงอู่เป็นทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์และได้รับความนับถือจากใครหลายคน มันยากที่จะเห็นเขาถอนหายใจแบบนี้

 

“ฝ่าบาททรงขึ้นครองราชบัลลังก์ตอนพระชนมพรรษา 16 พรรษา และนับตั้งแต่นั้นมานี่ก็ 7 ปีแล้ว ฝ่าบาทได้เปลี่ยนจากหญิงสาวอ่อนแอเป็นกษัตริย์ที่ทุกคนในโลกเคารพนับถือ เมื่อเห็นว่าฝ่าบาททรงก้าวหน้าในสิ่งที่ท่านเป็นอยู่ทุกวันนี้ ข้าเองก็รู้สึกมีความสุขเป็นอย่างยิ่งขอรับ ว่าแต่ตอนนี้ท่านมีพระชนมพรรษา 23 พรรษาแล้ว ท่านต้องทำให้แน่ใจว่าท่านจะมีทายาทสืบทอดมรดกของท่านน่ะขอรับ” เมื่อหงอู่พูดประโยคนี้ออกมา เขาก็ดูเหมือนคนแก่ที่เป็นห่วง “ลูกสาวที่เหลืออยู่” ขึ้นมาทันที

[“ลูกสาวที่เหลืออยู่” หมายถึง ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วแต่ยังเป็นโสดอยู่]

 

หงอู่ยังคงสถานะของตนในฐานะผู้อาวุโสของจักรพรรดินี

 

ใบหน้าของจักรพรรดินีบูดบึ้งขึ้นมาทันที เมื่อปีที่แล้ว ในขณะที่เฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดินี หงอู่ก็ลองใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้นางแต่งงาน ในปีนี้ เขาเลือกใช้ “อารมณ์”

 

นางรู้สึกว่าตนไม่ควรถามเขาว่า “แล้วมันผิดตรงไหน” และปล่อยให้เขาพูดต่อไปคนเดียว

 

“ฝ่าบาท ข้าน่ะเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว ก่อนที่ข้าจะจากไป ข้าปรารถนาที่จะเห็นฝ่าบาทสมรส นอกจากนี้ข้าไม่ใช่คนเดียวที่กังวลในตัวฝ่าบาทนะขอรับ ทุกคนในสำนักต่างก็กังวลเช่นกันนะขอรับ” หงอู่ยังคงถอนหายใจต่อไป ขณะที่เขาถอนหายใจ เขาก็มองดูสีหน้าขององค์จักรพรรดินี เขาไม่ได้กังวลกับหลานสาวที่แท้จริงของตนมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถเลิกกังวลเกี่ยวกับคนที่อยู่ข้างหน้าในตอนนี้ได้ เขาได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบดูแลจักรพรรดินีโดยอดีตจักรพรรดิ จักรพรรดินีทำงานได้ดีเป็นพิเศษในหลาย ๆ ด้าน และนางก็แข็งแกร่งมากกว่าตนซะอีก มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เขาไม่สามารถเลิกกังวลได้

 

คนนอกอาจจะไม่คาดคิดว่าสุดยอดผู้ทรงพลังอันดับ 7 จะพูดคุยเรื่องดังกล่าวกับสุดยอดผู้ทรงพลังอันดับ 9

 

จักรพรรดินีขมวดคิ้ว

 

ในตอนแรก เมื่อนางพบกับหงอู่ นางค่อนข้างอารมณ์ดีทีเดียว แถมนางยังเป็นกันเองมากในตอนที่นางระลึกถึงอดีตที่มีร่วมกันกับเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อเขายกหัวข้อนี้ขึ้นมาพูด นางก็เปลี่ยนไปในทันที

 

ถ้าหากว่าคนที่อยู่ตรงหน้านางไม่ใช่หงอู่ล่ะก็ นางก็คงจะส่งคนมาไล่เขาออกจากพระราชวังไปแล้ว

 

สองวันที่ผ่านมา ในระหว่างการประชุมราชสำนัก มีหลายคนที่พูดถึงเรื่องนี้มาก ในวันนี้หงอู่ยกมันขึ้นมาพูดใหม่โดยไม่คาดคิด ทำให้นางสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม จักรพรรดินีเองก็รู้อย่างชัดเจนว่าหงอู่เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีแล้ว เรื่องราวของต้าเย่าได้ถ่วงเวลาเขามาตลอดหลายปี ถ้าหากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเขาต้องการช่วยนางในเรื่องของแคว้นของต้าเย่าล่ะก็ เขาก็คงจะจากไปนานแล้ว

 

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

 

ติดตามอัพเดทนิยายตอนใหม่ล่าสุดได้ทาง

Facebook Fanpage: R-Zan Fanpage