0 Views

 

ซูเจี่ยนอันเหนื่อยจนไม่อยากจะพูดอะไร เธอให้พ่อครัวช่วยทำบะหมี่ให้หนึ่งชาม หลังอาบน้ำเสร็จก็เดินไปกิน จกนั้นจึงกลับห้องเพื่อเข้านอนทันที

เธอรีบเสียจนประตูห้องนอนยังไม่ได้ปิดสนิทดี ลู่เป๋าเหยียนเดินเข้ามาช่วยปิดผ้าม่านให้เธอ จากนั้นค่อยๆดึงผ้าห่มที่เธอนอนทับอยู่มาห่มบนตัวเธอให้เรียบร้อย

วันนี้เธอดูว่าง่ายกว่าทุกที เธอนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มดั่งเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ ไม่ขยุกขยิก ไม่เตะผ้าห่มแม้แต่น้อย

ลู่เป๋าเหยียนขยับมือจะไปเตะเธอหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจเดินออกจากห้องไป

เหมือนเมื่อตอนเที่ยงที่เขาอยู่ข้างเธอ ซูเจี่ยนอันไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเขาเข้าห้องมา

ซูเจี่ยนอันนอนยาวจนถึง 5 โมงกว่า เธอรู้สึกเหมือนหลับไปเป็นศตวรรษ ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ เธอบิดขี้เกียจแล้วค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ถึงได้รู้สาเหตุที่ทำให้ตนนอนได้เต็มอิ่มขนาดนี้ คงเป็นเพราะผ้าม่านที่ถูกปิดไว้จนห้องมืดสนิทสินะ

ว่าแต่ ก่อนนอนเธอเดินไปปิดมันเหรอ?

ตอนนั้นร่างกายเธอเหมือนถึงขีดจำกัด ตัวเองเดินมานอนบนเตียงตอนไหนยังจำไม่ได้ ปิดผ้าม่านยิ่งไม่ต้องพูดถึง

อาจเป็นเพราะลักษณะงานที่ทำให้เธอต้องใส่ใจรายละเอียดในเรื่องมากมาย ทำให้ในชีวิตจริงเธอกลายเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ซูเจี่ยนอันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงลงไปข้างล่างและมุ่งหน้าตรงไปยังห้องครัวทันที

ลุงสวีนึกว่าเธอจะเตรียมมื้อค่ำให้กับลู่เป๋าเหยียนจึงพูดพลางยิ้มว่า

“คุณผู้หญิง ไม่ต้องรีบก็ได้นะครับ คุณชายยังหลับอยู่เลยครับ”

ซูเจี่ยนอันได้แต่ยิ้มน้อยๆกลับไป “ลุงสวีคะ ช่วยหาหม้อเก็บความร้อนให้หนูหน่อยสิคะ”

ลุงสวีเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง รอยยิ้มเมื่อครู่ถึงกับชะงักไป แต่เขาก็ยังคงไปหาของให้ซูเจี่ยนอันตามที่ได้รับสั่ง

ซูเจี่ยนอันจัดการทำอาหารอย่างรวดเร็ว เธอต้มซุปสองอย่าง แล้วจึงลงมือผัดกับข้าว

ผ่านไปหนึ่งชม. อาหารทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย ซุปก็ต้มจนได้ที่แล้ว

ซูเจี่ยนอันนำซุปกระดูกหมูใส่ลงในหม้อเก็บความร้อน จากนั้นเธอและคนรับใช้อีกคนจึงช่วยกันยกกับข้าวอย่างอื่นออกไปวางที่ห้องอาหาร

ลู่เป๋าเหยียนตื่นลงมาพอดี ซูเจี่ยนอันยิ้มแล้วพูดกับเขาว่า

“กินข้าวได้แล้ว”

ลู่เป๋าเหยียนอารมณ์ขุ่นมัวมาตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเห็นรอยยิ้มสดใสของซูเจี่ยนอันเมื่อครู่

“อืม” เขาตอบกลับไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย จากนั้นจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร

ตอนนี้ทั้งเรื่องข่าวฉาวของเขากับหานรั่วซี ทั้งเรื่องที่เขาจะนำของมาเซอร์ไพร์สเธอ ซูเจี่ยนอันพยายามกล่อมตัวเองให้ลืมมันไปให้หมด เธอตักซุปให้ลู่เป๋าเหยียนเหมือนอย่างเคย จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่พูดไม่จา

คิ้วของลู่เป๋าเหยียนขมวดมุ่น

“เธอหิวมาก?”

ซูเจี่ยนอันเงยหน้าขึ้นทันที “นายต่างหากที่โง่!”

*พูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองฟังผิด เขาไม่ได้กำลังว่าเธอ ซูเจี่ยนอันยกนิ้วลูบปลายจมูกตัวเองอย่างเขินๆ และก้มหน้ากินข้าวต่อไป

“เปล่า หลังจากนี้ฉันมีเรื่องต้องทำน่ะ”

อยู่ๆเธอก็รู้สึกอิ่มขึ้นมา เธอวางตะเกียบลงและเดินไปหยิบหม้อซุปที่เตรียมไว้ในห้องครัว จากนั้นก็ตั้งท่าจะเดินออกไปข้างนอก แต่ขณะที่เธอกำลังจะหยิบกุญแจรถก็มีคนมารั้งมือเธอไว้

เธอหันกลับไปมองก็พบว่าคือ ลู่เป๋าเหยียน

“จะไม่บอกฉันหน่อยเหรอว่าเธอจะไปไหน”

สายตาอ่านยากของเขาถึงจะไม่แสดงอารมณ์ แต่ทว่ากลับให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรกำลังคุกกรุ่นอยู่ภายใน

ซูเจี่ยนอันตอบไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “ฉันจะไปโรงพยาบาล”

“ไปเยี่ยมเจียงเส้าข่าย?” ลู่เป๋าเหยียนถาม

“อืม” ซูเจี่ยนอันพยักหน้า “เขาน่าจะฟื้นแล้ว”

ลู่เป๋าเหยียนแย้มยิ้ม ซูเจี่ยนอันดูไม่ทันว่าเป็นรอยยิ้มธรรมดาหรือเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยตัวเองกันแน่ เขาก็หุบยิ้มไปเสียก่อน จากนั้นจึงปล่อยมือเธอ

“งั้นฉันไปนะ”

ซูเจี่ยนอันหยิบกุญแจรถแล้วจึงเดินไปที่โรงจอด เธอขับ SLK350 คันเดิมที่เคยขับมาก่อนหน้านี้ตรงไปโรงพยาบาลทันที

เจียงเส้าข่ายฟื้นตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว ตอนนี้เขากับลั่วเสี่ยวซีที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไรกำลังเล่นเกม Fruit Ninja ใน iPad กันอย่างเมามัน

หางตาของลั่วเสี่ยวซีมองไปเห็นหม้อซุปที่อยู่ในมือซูเจี่ยนอัน จึงถามขึ้นว่า

“เธอพกของอร่อยอะไรมา”

“ซุปกระดูก”

ลั่วเสี่ยวซีตาเป็นประกาย และเพราะถูกเบนความสนใจมือจึงเผลอไปฟันโดนระเบิดเข้า แสงสว่างจ้าเต็มหน้าจอในทันที เจียงเส้าข่ายชนะแล้ว

เจียงเส้าข่ายขยับนิ้วเล็กน้อยพลางพูดขึ้นว่า

“ลั่วเสี่ยวซี ชีวิตนี้เธอจะเอาชนะฉันสำเร็จสักรอบไหมเนี่ย เหมือนที่เธอตามจีบซูอี้เฉิงยังไงก็จีบไม่ติดไม่มีผิด”

ลั่วเสี่ยวซีถลึงตาใส่เจียงเส้าข่าย เธอทำท่าเหมือนจะไปจิ้มแผลเขา

“ขืนพูดมากอีกฉันทำแผลนายฉีกแน่!”

ว่าแล้วเธอก็เปิดหม้อซุป จนกลิ่นหอมโชยฟุ้งไปทั่วห้อง ลั่วเสี่ยวซีรีบวิ่งไปล้างชามเพื่อเตรียมตัวลงมือกินในทันที

ซูเจี่ยนอันนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียง แล้วถามเจียงเส้าข่าย “เป็นยังไงบ้าง”

“ยาชาหมดฤทธิ์แล้ว ปวดสุดๆ” เจียงเส้าข่ายทำหน้าตาน่าสงสาร

“เล่นเกมชนะลั่วเสี่ยวซีได้แบบนั้น ใครจะไปเชื่อนาย” ซูเจี่ยนอันสวนกลับ

เจียงเส้าข่าย:“……”

ลั่วเสี่ยวซีหยิบชามออกมา แล้วจึงลงมือตักซุปให้เจียงเส้าข่าย

“เดี๋ยวจะหาว่าฉันดูแลคนป่วยอย่างนายไม่ดี”

“เธอมาแย่งซุปฉันกินนี่เรียกดูแลฉันดี?”

“…..ฉันกำลังช่วยนายนะ” ลั่วเสี่ยวซีพูดอย่างมั่นใจ “หม้อใหญ่ขนาดนี้นายกินคนเดียวไม่หมดหรอก”

ซูเจี่ยนอันเพลียที่จะดูสองคนนี้เถียงกัน จึงเดินไปค้นกระเป่าลั่วเสี่ยวซี ลั่วเสี่ยวซีพกมือถือมาให้เธอด้วยตามที่คิด เพราะมือถือเธอแบตหมดแล้ว เธอจึงยืมสายชาร์ตของเจียงเส้าข่าย จากนั้นจึงกดเปิดเครื่อง

มีสายที่ไม่ได้รับเป็นสิบๆสาย จากคนๆเดียวกัน…

‘ลู่เป๋าเหยียน’

เธอมองดูเวลา เขาโทรมาช่วงเช้าของเมื่อวานตอนที่ข่าวฉาวของเขากับหานรั่วซีเพิ่งออกมาพอดี

ที่แท้เขาก็โทรหาเธอ เขาอยากจะพูดอะไรกันนะ จะอธิบายเรื่องของเขากับหานรั่วซีงั้นเหรอ

ลั่วเสี่ยวซีเห็นซูเจี่ยนอันนั่งจ้องมือถืออย่างเหม่อลอย เธอเติมซุปอีกถ้วยพลางพูดว่า

“จ้องอะไรขนาดนั้น มีคนโอนเงินล้านมาให้เธอหรือไง”

ซูเจี่ยนอันวางมือถือลงแล้วปล่อยให้มันชาร์ตต่อไป จากนั้นจึงเบนความสนใจตัวเอง

“บ่ายเมื่อวานไปสัมภาษณ์กับโมเดลลิ่งมาไม่ใช่เหรอ เป็นยังไงบ้าง”

“ก็ไม่เป็นไง” ลั่วเสี่ยวซีถอนหายใจ “เป็นบริษัทเล็กๆ ในบริษัทมีแต่สาวสวยทั้งนั้น พวกเขาซื้อ Chanel มาสองใบคนละสีกัน เสร็จแล้วก็บอกว่าถ้าใครยอมไปกินข้าวกับบอส คนนั้นก็จะได้สะพายมัน”

“……”

“สิ่งที่ฉันต้องการคือเวทีที่จะทำให้ฉันเจิดจรัส ไม่ใช่บอสรวยๆสักหน่อย” ลั่วเสี่ยวซีไม่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารเย็น จึงตักเนื้อติดกระดูกไปให้เจียงเส้าข่าย “ถ้าจะต้องไปกินข้าวเพื่อหาเงินล่ะก็ ฉันกลับบ้านไปกินข้าวกับพ่อฉันก็หมดเรื่อง”

เธอเคยกินข้าวกับพ่อเพื่อหาเงินมาแล้วตามที่พูด ตอนนั้นเธอเอาแต่เที่ยวเล่นข้างนอก และสลัดพวกบอดี้การ์ดของที่บ้านทิ้งตลอดเวลา พ่อเธอโมโหจนระงับบัตรเครดิตทุกใบของเธอ พ่อบอกเธอว่า ถ้าเธอไปกินข้าวทุกอาทิตย์กับเขา ก็จะให้เงินสดเธอใช้ เธอจะได้เรียนรู้การคุยธุรกิจไปในตัว

ลั่วเสี่ยวซีเชื่อฟังพ่อเป็นอย่างดี เธอแต่งตัวเซ็กซี่สุดเย้ายวนไปกินข้าวกับเขาทุกครั้ง ไม่ว่าจะลูกค้าหรือพนักงานในบริษัทต่างพากันประจบพ่อเธอไม่ขาดสาย พ่อเธอโกรธจนโรคหัวใจแทบกำเริบ สุดท้ายจึงยอมยกเลิกการระงับบัตรเครดิตของเธอเพื่อตัดรำคาญ

“แล้วเธอจะเอาไงต่อ” ซูเจี่ยนอันถาม

“รอสิ จะต้องมีบริษัทใหญ่ๆมาขอให้ฉันเซ็นสัญญาด้วยแน่นอน!”

ลั่วเสี่ยวซีตอบด้วยรอยยิ้ม บางครั้งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอไปเอาความมั่นใจมาจากไหน เธอมักจะเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างโดยไม่มีเหตุผล เหมือนกับที่เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งซูอี้เฉิงจะต้องชอบเธอ ในตอนนี้เธอก็เชื่อในตัวเองว่าตัวเองจะต้องได้เซ็นสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่และโด่งดังอย่างแน่นอน

เจียงเส้าข่ายพูดเสียงเอื่อย “โมเดลลิ่งเจ้าใหญ่สุดในประเทศ ไม่ใช่บริษัทในเครือตระกูลลู่ Lu Media หรือไง”

Lu Media? ซูเจี่ยนอันรู้สึกคุ้นหู

ลั่วเสี่ยวซีรับไม่ได้กับสีหน้างงงวยของซูเจี่ยนอัน จึงบอกไปว่า “บริษัทสามีเธอไง!”

ซูเจี่ยนอันถึงบางอ้อ “งั้นกลับไปฉันช่วยถามเขาให้ดีไหม”

“ไม่เอา!” ลั่วเสี่ยวซีปฏิเสธอย่างมีศักดิ์ศรี “ได้ยินมาว่าบรรดาผู้จัดการของ Lu Media สายตาเฉียบคมกันทั้งนั้น เดี๋ยวพวกเขาคงจะมาหาฉันเองแหละ!”

พูดจบลั่วเสี่ยวซีก็หิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องไป

คิดจะมาก็มาจะไปก็ไป ซูเจี่ยนอันกับเจียงเส้าข่ายคิดอย่างชาชิน

เจียงเส้าข่ายพูดกับซูเจี่ยนอัน “ไปปิดประตูทีสิ ฉันมีอะไรจะถามเธอ”

ซูเจี่ยนอันทำตามที่เขาบอก เธอเดินกลับมาพลางมองหน้าเขาอย่างสงสัย

“ทำเป็นลึกลับไปได้ ตกลงนายจะถามอะไรฉัน”

“คืนวันก่อนทำไมอยู่ๆเธอถึงไปที่เกิดเหตุกะทันหันกลางดึกแบบนั้น”

“ฉันอยากกลับไปหาเบาะแสเพิ่มเติมน่ะสิ เผื่อว่าอาจจะมองข้ามจุดไหนไป ศาสตราจารย์เคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอว่า ให้เชื่อสัญชาตญาณตัวเอง เวลาเจอทางตัน ให้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง เพราะฉะนั้นฉันก็เลย…”

“ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนจริงจังกับงาน” เจียงเส้าข่ายขัดซูเจี่ยนอันกลางคัน “แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าเธอจะจริงจังขนาดนี้”

ซูเจี่ยนอันนิ่งไป “นายอยากจะพูดอะไรกันแน”

“วันก่อนเธอพยายามบังคับตัวเองให้โฟกัสกับงาน ขนาดเวลากินข้าวยังนั่งคิดเรื่องงานไปด้วย ตอนเย็นก็ไม่ยอมกลับบ้าน พอตกดึกก็ไปที่เกิดเหตุอีก…” เจียงเส้าข่ายจ้องตาซูเจี่ยนอัน “ฉันเป็นเพื่อนกับเธอมา7ปี รู้จักเธอดีแค่ไหนเธอก็รู้ เธอกล้าปฏิเสธไหมล่ะว่าไม่ได้เอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้างไม่ให้คิดถึงเรื่องอื่น?”

สิ่งที่เธอแอบซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ถูกคำพูดของเจียงเส้าข่ายขุดมันออกมาวางไว้ตรงหน้าจนหมด

เจียงเส้าข่ายหย่อนระเบิดชิ้นสุดท้าย

“เธอคิดว่าตัวเองปิดได้มิดงั้นเหรอ คนทั้งออฟฟิศมองออกกันหมด ทุกคนเลยไม่กล้าพูดเรื่องลู่เป๋าเหยียนกับหานรั่วซีออกมาไง”

ซูเจี่ยนอันหลุบตาลงต่ำ “งั้นฉันคงต้องขอบคุณพวกนายมาก”

ถ้าหากพวกเขามาถามเอาความจริงจากเธอว่า สองคนนั้นนอนด้วยกันจริงหรือเปล่า เธอคงเป็นบ้าแน่ๆ

“เจี่ยนอัน เรามาย้อนความหลังกันหน่อย” เจียงเส้าข่ายลุกขึ้นนั่ง “ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย ฉันกับลั่วเสี่ยวซีถามเธอเล่นๆว่า มีคนมากมายมาตามจีบเธอ แต่ทำไมถึงไม่ตกลงปลงใจกับใครเสียที หรือว่าเพราะมีคนที่ชอบอยู่แล้ว ตอนนั้นเธอนิ่งไป พวกเราเลยถือว่านั่นคือคำตอบรับ แต่เธอก็ไม่ยอมบอกสักทีว่าคนๆนั้นคือใคร”

“ไม่กี่เดือนก่อน จู่ๆเธอก็มาบอกว่าจะแต่งงานกับลู่เป๋าเหยียน เธอพูดว่าระหว่างพวกเธอไม่ได้มีใจให้กัน ที่แต่งงานก็เพราะความปลอดภัยของเธอและเพื่อไม่ให้พี่ชายเธอเป็นห่วง แถมยังบอกอีกว่า เขากับหานรั่วซีต่างหากที่เหมาะสมกัน ในสองปีข้างหน้าพวกเธอก็จะหย่า”

“ฉันเกือบเชื่อไปแล้วว่าเธอไม่ได้คิดอะไรกับลู่เป๋าเหยียน แต่หลังจากที่เธอแต่งงานกับเขา สภาพจิตใจของเธอเหมือนตกอยู่ในการควบคุมของเขา เช้าวันที่เขามาหาเธอเพราะเธอทำโอทีทั้งคืน เธอยิ้มไม่หุบทุกวันเมื่อวานพอข่าวฉาวของเขากับหานรั่วซีออกมา เธอก็กลายเป็นคนบ้างาน เพื่อทำให้ตัวเองดูปกติที่สุด”

“เจี่ยนอัน เธอไม่ได้เปลี่ยนใจไปชอบคนอื่น แต่คนที่เธอชอบมาตลอดหลายปีคนนั้นก็คือลู่เป๋าเหยียนใช่หรือเปล่า”

 

*คำว่า 饿 (è) ที่แปลว่า “หิว” ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายกับคำว่า  (èr) ที่เป็นคำสแลง แปลว่า “โง่”