0 Views

ตอนที่ 66 – ไร้ตัวตน

 

“ห้าวหยวน นายไปไหนมา? นายมานานแค่ไหนแล้วและทำไมไม่รับโทรศัพท์ของฉัน? นายได้พาเด็กสาวด้วยไหม? บาร์ไหน? ”

ทันทีที่หวูห้าวหยวนเดินออกมานอกห้องก็มีชายหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่งแต่แต่งตัวอย่างหรูหราและทำตัวมางมาดเดินเข้ามากอดคอหวูห้าวหยวนและทำเสียงเอะอะโวยวาย

“ไม่มีอะไร ฉันแค่เจอกับคนรู้จักและชนแก้วกันนิดหน่อย เสียงมันดัง ฉันเลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของนาย” หวูห้าวหยวนเคยเล่าให้คนเหล่านี้ฟังเกี่ยวกับซุนอี้อี้มาก่อนแล้ว เขาแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเขาได้เธอมาแล้ว แต่สุดท้ายซุนอี้อี้ก็ทิ้งเขาไป เห็นได้ชัดว่าหวูห้าวหยวนไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงบอกเพื่อนของเขาว่าเขาเบื่อเธอและทิ้งเธอไป

สิ่งนี้ไม่ค่อยหายากอะไรในแวดวงของพวกเขาและไม่มีใครสนใจจริงๆ แต่หวูห้าวหยวนไม่อาจบอกพวกเขาได้จริงๆว่าเขาไม่ได้สัมผัสแม้แต่มือของซุนอี้อี้และถูกทิ้งไป

ชายคนนั้นไม่คิดว่าหวูห้าวหยวนจะโกหก เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งเครียดของเขา ชายคนนั้นจึงพูด

“อย่าบอกฉันนะว่านายเจอกับเด็กสาวที่มาพร้อมกับพ่อของนาย? นายดูเหมือนว่าพ่อของนายเพิ่งจะหาแม่เลี้ยงมาให้นาย และนายก็มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นไปแล้วอย่างนั้นแหละ?”

ทุกคนในห้องหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน หวูห้าวหยวนเตะและสบถออกมาด้วยเสียงอันดัง “นายหน่ะสิที่มีอะไรกับผู้หญิงของพ่อตัวเอง!”

“อืม มันก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่ฉันมักจะทำแบบนั้นอยู่เสมอๆ ฮ่าฮ่า…… ”

ทุกคนหัวเราะอย่างหยาบคาย แม้แต่หวูห้าวหยวนที่มีใบหน้าเคร่งเครียดก็อดไม่ได้ที่จะยกแก้วของเขาขึ้นมา “นายชนะ!”

“แน่นอน! ชน!”

หลังจากนั้นไม่นาน หวูห้าวหยวนก็ปวดหัวขึ้นมาและทำให้เขาต้องกลับไปก่อน ก่อนที่เขาจะกลับไป เขาจงใจเดินไปที่บาร์ที่สือเหล่ยอยู่และเห็นพวกเขากำลังกินซุปที่ซุนอี้อี้นำมา เขาสบถออกมาและจากไปด้วยความโกรธ

เมื่อหวูห้าวหยวนอยู่หน้าบ้านของเขา เขายังคงรู้สึกว่าไม่สามารถระงับความโกรธลงได้ เขาโทรเรียกผู้หญิงคนหนึ่งและบอกให้เธอมาที่โรงแรม เขารุนแรงกับเธอเป็นอย่างมากจนเธอถามว่าเขาเสพยามางั้นเหรอ ซึ่งมันทำให้หวูห้าวหยวนโกรธมากยิ่งขึ้นและตบเธอ เมื่อได้ยินผู้หญิงคนนั้นบอกว่าเขาบ้า มันทำให้เขารู้สึกถึงความสุขอีกแบบหนึ่ง และในที่สุดคืนนั้นก็จบลงด้วยการอ้อนวอนของหญิงสาวคนนั้น

เขาทิ้งเงิน 20,000 หยวนไว้ให้เธอเพื่อไปโรงพยาบาล แต่เมื่อเขาออกจากโรงแรมไป เขาก็ยังโกรธอยู่

เขาโทรหาเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของสภานักศึกษาและเขาก็เป็นผู้ช่วยที่ดีของหวูห้าวหยวนซึ่งรู้จักกันในชื่อ เป่าต้าถิง

พวกเขาพบกันที่ร้านอาหารโต้รุ่งและหวูห้าวหยวนก็ถาม “คณะของเราในปีเดียวกับพวกเรา มีเจ้าอ้วนอยู่คนหนึ่ง นายคิดยังไงเกี่ยวกับเขา?”

เป่าต้าถิงมีใบหน้าที่เล็กและแหลมซึ่งทำให้เขาดูฉลาดแกมโกง เขากรอกตาเล็กๆของตัวเองและนึกขึ้นมาได้ จากนั้นก็ถาม “นายกำลังพูดถึงจางโม่ใช่ไหม? สูงแต่อ้วน แต่ไม่อ้วนเกินไปและดูปราดเปรียว? ”

หวูห้าวหยวนพยักหน้าและพูด “ฉันก็คิดอย่างนั้น และมีพวกปัญญาอีกสองคนที่อยู่ร่วมห้องกับเขา และอีกคนที่ไม่ได้สูงแต่ก็ดูดี”

“เป็นจางโม่แน่นอน เจ้าพวกปัญญาอ่อนที่นายพูดถึงคือซื่ออี้และลั่วหมิง คนที่ไม่สูงนักนั่นคือสือเหล่ย พวกเขาเรียกกันว่าก้อนหิน”

“พื้นหลังครอบครัวของสือเหล่ยเป็นอย่างไร? บอกฉันมา!”

เป่าต้าถิงจ้องมองหวูห้าวหยวนด้วยความประหลาดใจและพยายามนึกทุกๆอย่างเกี่ยวกับสือเหล่ย “ทำไมนายถึงสนใจเขาขึ้นมาซะอย่างงั้น? ผู้ชายคนนั้นไม่มีตัวตนอะไรมากแต่เขาก็ดูดี ในช่วงปีที่สองของพวกเรา สาวๆรู้สึกเบื่อและได้จัดอันดับชายหนุ่มในคณะของเขา ฉันคิดว่าเขาเป็นสามอันดับแรกหรือไม่ก็ห้าอันดับแรก โอ้ แน่นอน นายเป็นที่หนึ่ง…… ”

หวูห้าวหยวนหัวเราะและสบถ “อย่ามาประจบฉัน พูดเรื่องของสือเหล่ยมา”

เป้าต้าถิงมองไปที่หวูห้าวหยวนด้วยความแปลกใจออกครั้งและกล่าวว่า “ชายคนนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษจริงๆ  หลังจากที่เขามาที่มหาวิทยาลับ เขาก็ไม่ได้พูดคุยอะไรมาก เรียนตามปกติ ใช้ชีวิตตามปกติ ยกเว้นเพื่อนร่วมห้องของเขา เขาก็ไม่ได้สนิทสนมกับคนอื่นนัก แต่เขาก็ไม่เคยรบกวนใครเลย โดยปกติถ้ามีคนมารบกวนเขา เขาจะไม่ปริปากแม้แต่น้อย ฉันไม่เคยเห็นเขากับผู้หญิงคนไหนในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ติดอันดับซึ่งสนใจในตัวเขา ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่ทำอะไรและหลบซ่อนตัวจากพวกนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะจางโม่คนนั้นเคยมีปัญญากับฉัน และสือเหล่ยก็อยู่ร่วมห้องกับเขา ฉันคงจะจำไม่ได้ว่ามีคนเช่นเขาอยู่”

หวูห้าวหยวนกินอาหารไปเต็มปากและพยักหน้า “นั่นสำคัญ ภูมิหลังครอบครัวของเขาเป็นอย่างไร?”

“ครอบครัว? ฉันไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่มันน่าจะธรรมดาๆ มิฉะนั้นมันเป็นเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเก็บตัวมาตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา สหาย นายทำให้ชีวิตของฉันยากขึ้นมาจริงๆ ผู้ชายคนนี้แทบไม่มีตัวตนจริงๆ ฉันเห็นเขาเพียงไม่กี่ครั้งเมื่อฉันไปที่ชั้นเรียน ไม่เคยแม้แต่ทักทายเขาก่อน และฉันไม่รู้จักเขาจริงๆ สหาย นายคิดอะไรอยู่? นายต้องการให้ฉันสร้างปัญหาให้กับเขางั้นเหรอ? ”

“อย่าเสียเวลากับเทคนิคไร้สาระของนาย พวกมันได้ผลเฉพาะกับพวกปีหนึ่งและปีสอง แต่กับปีสี่ล่ะ? ถ้าเขาไม่สนใจนาย มันก็ไร้ประโยชน์”

เป่าต้าถิงหัวเราะด้วยความกระอักกระอ่วนและเกาหัวของเขา ก่อนจะพูดออกมา “เขาไปสร้างปัญหาอะไรให้กับนาย?”

ไม่มีทางที่หวูห้าวหยวนจะเล่าเรื่องซุนอี้อี้ให้คนอื่นรู้รวมทั้งเป่าต้าถิงด้วย ดังนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ไม่มีอะไรมาก ฉันเพิ่งเห็นเขาที่บาร์ ”

เป่าต้าถิงจำอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และตบหน้าอกของเขา “นายพูดถึงเขาก็ทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ ฉันมักจะเห็นเจ้าอ้วนนั่นออกไปกินข้าวข้างนอกกับพวกเขาและฉันก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ครั้งหนึ่งหรือสองครั้งก็ไม่เป็นไร แต่จนถึงสิ้นเดือนแล้ว พวกเขาก็ยังออกไปอยู่บ่อยๆ ครั้งสุดท้ายที่ฉันเจอกับพวกเขา โอ้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขากำลังพูดถึงกุ้งล็อบสเตอร์และหอยเป่าฮื้อ ฉันคิดว่าพวกเขาโม้ คนอย่างพวกเขา ฉันจะเชื่อมันถ้าพวกเขาพูดว่าพวกเขากินปลาต้มหรือกุ้งฝอย”

หวูห้าวหยวนสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างและพูด “งั้นพวกเขาก็ไม่ได้มีเงินมากหน่ะสิ?”

“พวกเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาและอาศัยอยู่ด้วยค่าครองชีพที่ครอบครัวให้ไว้ บางครั้งพวกเขาก็สอนพิเศษเป็นงานพาร์ทไทม์ แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีเงินมาก!”

“มันแปลก!” หวูห้าวหยวนบอกกับตัวเอง

“อะไรแปลก?” เป่าต้าถิงถาม

หวูห้าวหยวนถอยไปข้างหลังและโบกมือของเขา “ไม่มีอะไร ฉันแค่คิดว่าพวกเขาจะไปที่บาร์ได้อย่างไรถ้าพวกเขาไม่ได้มีเงินมาก พวกเขามีกระทั่งห้องรับรอง”

“บางทีพวกเขาอาจจะเพิ่งทำงานพาร์ทไทม์และได้รับเงินมา ถ้านายเห็นพวกเขาที่บาร์ และกำลังกินกุ้งล็อบสเตอร์กับหอยเป่าฮื้อมันก็คงจะต้องเป็นจริงแล้ว นี่ไม่ได้ทำให้นายโกรธนะ? แม้กระทั่งคนอย่างพวกเขาก็สามารถหาเงินได้”

หวูห้าวหยวนรู้ว่าเขาคงไม่ได้อะไรเพิ่มเติมจากเป่าต้าถิงแล้ว เขาจึงโบกมือและพูด “โอเค นายอิ่มรึยัง? ฉันไปก่อนนะ! ”

“สหาย ไม่ต้องกังวล ฉันกินไม่มาก ฉันจะกินอีกนิดหน่อยแล้วก็ไปละ”

หวูห้าวหยวนสะบัดไหล่ของเขาขณะที่ยืนขึ้นและจากไปตามลำพัง


https://www.facebook.com/makearichh/

ฝากเพจนะครับ เสิร์ชในช่องค้นหาเฟสบุ๊คว่า ” เดอะแบล็คการ์ด – แปลไทย ” ได้เลย

อาจจะมีการอัพล่วงหน้าหรือแจ้งข่าวสารในนี้