0 Views

ตอนที่ 65 – พาซุนอี้อี้มาที่บาร์

 

ทันทีที่สือเหล่ยรับโทรศัพท์ ซุนอี้อี้ก็ถาม “พี่หิน พี่ไม่ได้อยู่ที่หอพักอีกแล้วหรือ? ฉันอยู่ด้านนอกหอพักและได้ขอคุณป้าคนดูแลหอพักโทรขึ้นไป แต่ไม่มีใครรับสาย”

สือเหล่ยยิ้ม “เธอทำซุปมาให้ฉันอีกแล้วเหรอ? ฉันบอกเธอว่าเธอไม่ควรทำอีกแล้ว คุณป้ากำลังฟื้นตัวและมันจะดีกว่าที่เธอจะดูแลคุณป้าที่บ้าน โอ้ เธอมีเงินพอใช้ไหม? ถ้าเธอไม่มี ฉันจะให้เธอบางส่วน” เพราะตอนนี้เขาสามารถถามเกี่ยวกับยอดเงินได้สัปดาห์ละครั้ง นอกจากนี้คทายังยืนยันว่าเขาเป็นเสี่ยเลี้ยงของเธอ ดังนั้นการให้เงินเธอก็ควรจะไม่เป็นไร แม้ว่ามันจะไม่ถูกนับ แต่สือเหล่ยก็มีเงินไม่น้อยกว่า 9,000 หยวน ดังนั้นเขาสามารถให้เงินเธอด้วยเงินของเขาเองได้

ซุนอี้อี้พูด “ฉันยังมีอยู่บ้าง …… แม่กินแล้ว เธอขอให้ฉันทำซุปให้พี่!”

สือเหล่ยนึกถึงคำพูดของลั่วอี้ “ฉันอยู่ที่บาร์กับเพื่อนของฉัน บาร์ที่เธอขายเบียร์มาก่อน เธอต้องการที่จะมาไหม? คุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาเมื่อไม่นานนี้และเธอควรมาผ่อนคลายที่นี่”

นอีกด้านของโทรศัพท์ ซุนอี้อี้เริ่มเป็นกังวลในขณะที่เธอพูดติดๆขัดๆ “ให้ฉันไปจะเหมาะหรือ? บางทีฉันอาจจะทิ้งซุปไว้กับคุณป้า อย่าลืมมาเอามันนะ ฉันใส่กล่องเก็บความร้อนไว้ ดังนั้นมันจึงไม่ควรจะเย็น”

สือเหล่ยหัวเราะ “มันไม่เหมาะตรงไหน? เธอเคยเจอเพื่อนของฉันมาก่อนแล้ว พวกเขาเห็นเธอโทรหาฉันและบอกให้ฉันชวนเธอมาเล่นด้วย สถานการณ์ของคุณป้าเป็นยังบ้าง? ถ้าเธอสบายดี งั้นก็ลองออกมาเล่นกันซะหน่อย นั่งแท็กซี่มา ฉันจะรอเธออยู่ด้านหน้า”

ซุนอี้อี้ลังเลอยู่ชั่วขณะและใคร่ครวญอย่างจริงจังในขณะที่เธอต้องการจะอยู่กับสือเหล่ย  เธอเม้มริมฝีปากของเธอและในที่สุดก็ตกลง “งั้นฉันโทรหาแม่ก่อน วันนี้ฉันช่วยแม่อาบน้ำ ถ้าเธอนอนแล้ว ฉันจะไป ”

เห็นได้ชัดว่าแม่ของซุนอี้อี้ไม่ห้ามเธอ เธอชื่นชมความพยายามของสือเหล่ยมาก แต่ก็รู้สึกผิดกับซุนอี้อี้ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อเด็กคนอื่นๆในช่วงอายุของเธอกำลังเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัย แต่เธอไม่สามารถไปที่มหาวิทยาลัยได้ และต้องทำงานในระหว่างกลางวันและดูแลเธอในเวลากลางคืน ทันทีที่เธอได้ยินว่าสือเหล่ยชวนซุนอี้อี้ออกไปเล่น เธอก็ยิ้มและพูด “ไปเถอะ ไปสนุกกับก้อนหิน เขาเป็นคนดี แม่ไม่กังวลถ้าเธอจะอยู่กับเขา อย่าห่วงแม่เลย วันนี้แม่เหนื่อยแล้วดังนั้นแม่จะนานเร็วซะหน่อย แค่จำไว้ว่าต้องกลับมานะ”

จากนั้นสือเหล่ยก็ได้รับข้อความจากซุนอี้อี้ที่บอกว่าแม่ของเธออนุญาต เธอเรียกรถแท็กซี่และกำลังเดินทางไปที่นั่น

สือเหล่ยเดินออกไปและเห็นรถแท็กซี่หยุดลงไม่ไกลจากที่นั่น และซุนอี้อี้กำลังมองหาเงินในกระเป๋าของเธอ สือเหล่ยเดินเข้าไปและยื่นแบงค์ร้อย พร้อมกับเปิดประตูให้ซุนอี้อี้

“ฉันจ่ายเอง …… ” ซุนอี้อี้เม้มริมฝีปากแต่พูดอย่างแน่วแน่

“มันไม่มาก นอกจากนี้เธอควรเก็บเงินไว้สำหรับแม่ของเธอด้วย ” สือเหล่ยรับเงินทอนจากคนขับและหยิบกล่องเก็บความร้อนมาจากมือของซุนอี้อี้ จากนั้นก็พูด “เธอไม่ต้องทำซุปมาให้ฉันอีกแล้ว……” ในขณะที่สือเหล่ยเห็นว่าซุนอี้อี้กำลังจะร้องไห้ออกมาจากสิ่งที่เขาพูด เขาก็รีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบ แต่เธอกำลังทำงานและต้องดูแลคุณป้า แม้ว่าเธอจะต้องการทำซุปให้ฉัน เธอก็ควรหลังจากคุณป้าฟื้นตัวแล้ว นอกจากนี้ เธอควรออกจากงานพาร์ทไทม์ ถ้าเธอมีไม่พอ แค่บอกฉันและฉันจะเอาให้เธอเอง!”

ซุนอี้อี้ดึงเสื้อของสือเหล่ยและตามหลังเขาไปอย่างเชื่อฟัง

เธอก้มหัวลงและกระซิบ “ฉันไม่ต้องการให้พี่เอาเงินให้ฉัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะสามารถจ่ายเงินให้กับการผ่าตัดของแม่ได้ไหม!”

สือเหล่ยเห็นท่าทางของเธอและหัวเราะ เขาก้มศีรษะลงและกระซิบกับหูของเธอ “ไม่ใช่ว่าเธอมอบสัญญาให้ฉันแล้วเหรอ? ตอนนี้เธอเป็นของฉันแล้ว เมื่อเธอเป็นของฉันแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องคืนเงิน และมันเป็นเหตุผลที่ฉันจะมอบค่าใช้จ่ายให้กับเธอ!”

ซุนอี้อี้รู้สึกตกใจและเธอก็หน้าแดงขึ้น แม้แต่หูของเธอก็ร้อนขึ้น

“งั้นคืนนี้ฉันไม่กลับนะ……” ซุนอี้อี้พยายามดิ้นรนเป็นเวลานานและพูดคำที่กล้าหาญเหล่านี้ขณะที่กำลังกัดริมฝีปากของตัวเอง หลังจากที่เธอพูดเช่นนั้น เธอก็ปิดหน้าของเธอราวกับเป็นกระต่ายตัวน้อย

หัวใจของสือเหล่ยเต้นอย่างรุนแรง เมื่อเห็นความเขินอายของเธอและเสียงที่นุ่มนวลเป็นอย่างมาก เขาสามารถจับเธอกดได้อย่างง่ายดาย สือเหล่ยรู้สึกราวกับว่าไฟไหม้อยู่ภายในตัวของเขา เขานึกไปถึงความรู้สึกที่เขาได้รับในช่วงตอนบ่ายจากพนักงานโดยไม่ได้ตั้งใจ…… ถึงแม้ว่าร่างกายของซุนอี้อี้จะแตกต่างจากพนักงานที่เป็นผู้ใหญ่ แต่……

สือเหล่ยไม่กล้าคิดอีกต่อไปเพราะร่างกายของเขาร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

“ถ้าเธอไม่กลับไป คุณป้าจะเป็นห่วงได้……” สือเหล่ยพูดอย่างลวกๆและจับมือของเธอไว้

หัวใจของซุนอี้อี้เต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อสือเหล่ยกุมมือของเธอไว้ เธอรู้สึกว่ามือที่ใหญ่ของสือเหล่ยอบอุ่นเป็นพิเศษ เธอลืมไปแล้วอย่างสิ้นเชิงว่าเธอได้จับมือของสือเหล่ยมากี่ครั้งตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เธอเริ่มเขินอายมากยิ่งขึ้นและรู้สึกมีความสุข

“ไม่เป็นไร แม่รู้ว่าฉันอยู่กับพี่…… ”

สือเหล่ยคิด ‘นี่เป็นช่วงเวลาแห่งชีวิตของฉันงั้นหรือ?’

แต่มันไม่เร็วเกินไปเหรอ? สือเหล่ยไม่ต้องการทำให้ซุนอี้อี้สึกผิด แต่เขาก็กลัวว่าเธอจะไม่พอใจเพราะเขาไม่ยอมรับมัน ในทันใดนั้น เขาก็มีปัญหา

หลังจากคิดถึงเรื่องนี้ สือเหล่ยพูดออกมา “อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนี้ก่อน ไปที่บาร์กัน คนพวกนั้นอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้ ”

พวกเขารีบเดินไปที่บาร์ ซุนอี้อี้มองบาร์ที่คุ้นเคยด้วยความแปลกประหลาด ความรู้สึกที่เธอมาที่นี่ในครั้งสุดท้ายแตกต่างออกไปจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง เธอลังเลและก้าวเดินช้าลง

สือเหล่ยไม่เข้าใจดังนั้นเขาจึงดันซุนอี้อี้เข้ามาไว้ในไหล่ของเขา ไม่ไกลจากพวกเขา ผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาและเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน

“อ่า ไม่ใช่ว่านั่นคือซุนอี้อี้งั้นเหรอ? ผู้ชายคนนั้นก็ดูคุ้นๆด้วย! ” ชายคนนั้นพึมพำกับตัวเองและรีบไปที่บาร์ที่สือเหล่ยเดินเข้าไปโดยไม่สนใจเพื่อนที่อยู่ข้างๆเขา

หลังจากที่เขาเดินเข้าไปในบาร์ เขาได้เห็นสือเหล่ยและคนที่เหลือนั่งอยู่ภายในห้องขนาดเล็ก เขาคิดว่าสือเหล่ยดูเหมือนจะคุ้นหน้า แต่เมื่อเห็นจางโม่ เขาก็จดจำเขาได้อย่างรวดเร็ว

“ไม่ใช่ว่าพวกเขามาจากมหาวิทยาลัยของพวกเรางั้นเหรอ? โอ้ ใช่ คณะเดียวกันกับเรา แค่ต่างกันที่หลักสูตร ไม่ต้องสงสัยเลยที่ซุนอี้อี้ไม่ต้องการเงินของฉันเมื่อครั้งล่าสุด ดูเหมือนจะมีคนอื่นจ่ายเงินให้เธอไปแล้ว! แต่ทำไมล่ะ? ฉันไม่หล่อเท่าเขางั้นหรือ? ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินฉันไปแต่เป็นเงินของพวกเขา? อะไรวะเนี้ย แม้ว่าเธอจะกำลังขายตัวเอง แต่อย่างน้อยก็หาคนที่ดูดีขึ้นหน่อย คนเหล่านี้ดูเหมือนแตงโมเบี้ยวๆและยาหมดอายุ พวกเขาจะหาเงินมาจากไหน?”

เมื่อเป็นนักศึกษาจากคณะเดียวกัน แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักพวกเขามากนัก แต่หวูห้าวหยวนก็เชื่อว่าเขารู้จักนักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยที่มีการสนับสนุนทางการเงินที่ดี เขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆต่อพวกเขา ยกเว้นแต่ร่างกายของจางโม่และมันหมายความว่าพวกเขาควรจะเป็นคนยากจน

โทรศัพท์ของหวูห้าวหยวนดังขึ้นไม่หยุด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ออกจากบาร์ไปด้วยท่าทางที่มืดมัว


https://www.facebook.com/makearichh/

ฝากเพจนะครับ เสิร์ชในช่องค้นหาเฟสบุ๊คว่า ” เดอะแบล็คการ์ด – แปลไทย ” ได้เลย

อาจจะมีการอัพล่วงหน้าหรือแจ้งข่าวสารในนี้