0 Views

ตอนที่ 258 – กลายเป็นพ่อเลี้ยงซะอย่างงั้น

 

เท้าของจางเหมยเหมยดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เธอไม่สามารถลงไปจากรถได้แม้ว่าจะผ่านไปนานแล้ว

“คุณอยากให้ผมพาไปโรงพยาบาลไหม?” สือเหล่ยทำได้แค่ถามออกมา

จางเหมยเหมยจับดูข้อเท้าของเธอ

“ไม่เป็นไร ฉันแค่ต้องรอให้ความเจ็บบรรเทาลงอยู่ในรถเท่านั้น ครูสือ คุณกลับไปก่อนได้เลย”

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง หรือจะให้ผมโทรหาเอ้อเจี่ย แล้วพวกเราจะช่วยพยุงคุณขึ้นไป ถ้าคุณต้องการ?”

“เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่แข็งแรงพอที่จะทำแบบนั้น ฉันกลัวว่าพรุ่งนี้ฉันจะไม่สามารถลุกจากเตียงได้ถ้าเธอช่วยประคองฉัน”

สือเหล่ยลังเลอยู่พักหนึ่งและไม่กล้าพูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถอยู่แบบนี้โดยที่คนหนึ่งอยู่ข้างในรถและอีกคนอยู่ข้างนอกได้ นอกจากนี้มันยังไม่เหมาะสมสำหรับเขาที่เขาจะกลับเข้าไปในรถ เนื่องจากมันมีขนาดเล็กเกินไปและมันจะดูน่าสงสัยเป็นแน่

“ทนายจาง ผมมีข้อเสนอ อย่าเข้าใจผิดนะครับ…” ในที่สุดสือเหล่ยก็พูดออกมาหลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง

จางเหมยเหมยมองไปที่เขาและเหยียดแขนออกมาอย่างฉับพลัน “มาสิ”

สือเหล่ยสะดุ้งเฮือก “มาสิ? อะไรนะ?”

“ไม่ใช่คุณกำลังจะบอกว่าคุณจะแบกฉันขึ้นไปเหรอ? มาสิ” สือเหล่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาเกือบจะเข้าใจเธอผิด และมันทำให้เขากลัวแทบตาย

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขากำลังจะหมายถึง เธอไม่ได้อยู่ชั้นสูงนัก และเธอก็ไม่น่าจะหนักมากไปกว่า 50 กิโลกรัม ดังนั้นมันจึงไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับเขาที่จะแบกเธอขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยคิดว่าจางเหมยเหมยจะมองเจตนาเขาออกก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปาก

ผู้หญิงคนนี้ฉลาดมากขนาดไหนกัน?!

สือเหล่ยหัวเราะเบาๆและถามด้วยความกังวล “ทำให้ผมแบบนั้นจริงๆเหรอ?”

“เด็กบ้า นายกลัวว่าฉันจะเข้าใจผิดเหรอ?” เธอถาม “ฉันแก่เกือบจะเท่าแม่ของนายแล้วนะ ดังนั้นปฏิบัติกับฉันเหมือนกับน้าของนายเถอะ”

สือเหล่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาวางมือขวาไว้ที่หลังคอของเธอและมือซ้ายไว้ที่ใต้เข่าของเธอ และช้อนเธอออกมาจากรถโดยใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จางเหมยเหมยรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งกว่าสือเหล่ยในขณะที่เธอโอบแขนไว้รอบๆคอสือเหล่ยเพื่อช่วยเขาอีกแรง แต่อัตราการเต้นของหัวใจของสือเหล่ยกลับเพิ่มขึ้นในทันที มันกระโดดจากเจ็ดสิบครั้งต่อนาทีไปเป็นมากกว่าหนึ่งร้อยสามสิบครั้งต่อนาที เขาแทบจะได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองกำลังเต้นอยู่ เขาคิดว่ามันต้องพุ่งออกมาจากปากเขาแน่ถ้าเขาทำแบบนี้ต่อไป

แม้ว่าจางเหมยเหมยจะบอกให้เขาปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นน้า แต่เมื่อมีผู้หญิงที่ทรงเสน่ห์เช่นนี้อยู่ในอ้อมแขน สือเหล่ยจึงอดรู้สึกเคอะเขินออกมาไม่ได้

โชคดีที่เขาคุมสติของตัวเองไว้ในที่ขณะที่เขาปิดประตูรถด้วยเท้าและเดินตรงเข้าไปยังอาคารโดยมีจางเหมยเหมยอยู่ในอ้อมแขน

มันดูราวกับเป็นระยะทางที่ไกลที่สุดที่เขาเคยเดินมาในชีวิตนี้ ทุกๆก้าวคอยแต่จะท้าทายส่วนลึกในจิตใจของเขา ในเวลาเดียวกัน เขาก็พูดกับตัวเองอยู่ภายในหัว ‘พระเจ้าจ๋า ผมไม่ใช่คนเลวทรามที่ชอบผู้หญิงอายุมากกว่าจริงๆ ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อจางเหมยเหมยเลย มันเป็นแค่ปฏิกิริยาปกติ ผู้ชายปกติทุกคนต้องมี แม้แต่นักบวชเฒ่าเมื่อมาอยู่ในสถานการณ์ของผมตอนนี้ หัวใจของเขาก็ต้องเต้นเร็วแบบนี้แหละ บางทีพวกเขาอาจจะหัวใจวายไปเลยด้วยซ้ำ’

บางทีอาจเป็นเพราะเธอได้ยินเสียงฝีเท้าที่บันได จางเหลียงเหลียงจึงเปิดประตูออกมาเมื่อสือเหล่ยและจางเหมยเหมยอยู่ห่างออกไปเพียงสองก้าว

สิ่งแรกที่จางเหลียงเหลียงเห็นคือแม่ของเธอถูกอุ้มขึ้นมาโดยผู้ชายคนหนึ่ง เพราะหัวของสือเหล่ยถูกบังมิดโดยจางเหมยเหมย จางเหลียงเหลียงจึงอดที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาไม่ได้ แม้ว่าเธอจะตกใจก็ตาม “ไม่โรแมนติกไปหน่อยเหรอ? บ้าจริง จางเหมยเหมย หนูไม่รู้ว่าแม่จะขี้อวดขนาดนี้เลย นี่คือพ่อเลี้ยงที่แม่จัดหามาให้หนูงั้นเหรอ?”

จางเหมยเหมยไม่คิดว่ามันจะมีอะไรผิดปกติ เนื่องจากมันเป็นเหตุสุดวิสัยและเธอก็มองสือเหล่ยเป็นแค่ผู้เยาว์จริงๆ แต่ในระหว่างทาง เธอก็รู้สึกได้ชัดเจนถึงหัวใจที่เต้นแรงของเขา เธอคิดว่ามันเป็นปฏิกิริยาตามปกติของผู้ชาย เนื่องจากมันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ชายที่จะมีความผันผวนของอารมณ์ ดังนั้นมันจึงสามารถอธิบายได้

แต่เมื่อลูกสาวของเธอวิ่งออกมาแซวเธอ และแม้กระทั่งเรียกสือเหล่ยว่าพ่อเลี้ยงของเธอ จางเหมยเหมยก็อดหน้าแดงไม่ได้

สือเหล่ยแทบอยากจะโยนจางเหมยเหมยใส่จางเหลียงเหลียง แต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะเขากังวลว่าจางเหมยเหมยจะได้รับบาดเจ็บ และกลัวว่าจางเหลียงเหลียงจะได้รับบาดเจ็บไปด้วย และที่สำคัญ เขาเองก็รู้สึกเหนื่อยมากจนเขาไม่มีแรงที่จะโยนจางเหมยเหมยแล้ว

“หลบ หลบ หลบ!” สือเหล่ยพูดออกมาด้วยความตื่นตระหนก จางเหลียงเหลียงตัวแข็งทื่อ เธอคิดว่าเสียงนี้ฟังดูคุ้นๆ แต่ก็ไม่ได้นึกถึงสือเหล่ยเลย

แต่เธอก็ยังขยับหลบออกไป ทำให้สือเหล่ยสามารถอุ้มจางเหมยเหมยเข้าไปข้างในได้สำเร็จ เขาไม่สนใจอะไรมากในขณะที่เขาเตะประตูห้องของจางเหมยเหมยให้เปิดออก วางเธอลงบนเตียง และหลบออกมายังห้องนั่งเล่น

หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อในขณะที่เขาผ่อนคลายออกมาได้ในที่สุด แม้ว่าเขาจะยังคงตื่นเต้นอยู่ก็ตาม จางเหลียงเหลียงยังตัวแข็งทื่ออยู่ที่ประตู หลังจากเห็นแผ่นหลังของเขา เธอก็จำได้ว่าชายคนนั้นคือคุณลุงที่เธอชื่นชอบ

เธอกำลังดื้นรนอยู่ มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเด็กสาวอย่างเธอที่จะเข้าใจว่าแม่ของเธอและสือเหล่ยขึ้นมาด้วยกันได้ยังไง พวกเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจนโดยไม่ปิดบังอะไรเลย และไม่เห็นเธออยู่ในสายตาด้วยซ้ำ

สือเหล่ยหยิบทิชชู่และเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก เขารู้ว่าเขาไม่สามารถกลับไปทันทีหลังจากได้เห็นสีหน้าของจางเหลียงเหลียง เขาต้องอธิบายให้เธอฟังอย่างชัดเจน

“เอ้อเจี่ย! เอ้อเจี่ย!” สือเหล่ยเรียก แต่จางเหลียงเหลียงก็ยังนิ่ง

สือเหล่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่ประตูและประตูทางเข้าและปิดมัน เขาลากจางเหลียงเหลียงมาที่โซฟาและดันเธอให้นั่งลง “อย่าพูดจาไร้สาระน่า นั่นคือแม่ของเธอนะ” เขาพูด “เรื่องมันเป็นแบบนี้ เมื่อฉันทานข้าวเย็นเสร็จ แม่ของก็โทรมาถามฉันว่าฉันเสร็จเรื่องที่บ้านยังและสามารถมาสอนเธอได้อีกไหม ฉันมีคำถามบางอย่างเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่อยากถามเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงนัดเจอกัน ตอนนั้นฉันอยู่บ้าน ดังนั้นฉันเลยนัดเจอกับแม่ของเธอที่นั่น”

เขาเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับจางเหมยเหมย แม้ว่าเธอจะมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เธอก็เชื่อในตัวสือเหล่ย

เธอเดินไปที่ห้องของจางเหมยเหมยและโผล่หัวไปข้างใน “เท้าของแม่เป็นยังไงบ้าง?”

จางเหมยเหมยได้เปลี่ยจากชุดทำงานเป็นชุดลำลองแล้ว “ไม่ใช่ว่าครูสืออธิบายให้ลูกฟังแล้วเหรอ? คราวหลังอย่างส่งเสียงดังแบบนั้นอีก ครั้งนี้มันไม่เป็นไรเพราะครูสือไม่ได้เข้าใจผิด แต่ถ้าเป็นคนอื่นหล่ะ? ไปเอาน้ำมันดอกคำฝอยในตู้มาให้แม่หน่อย”

จางเหลียงเหลียงแตะไปที่ริมฝีปากของเธอ “โอ้ ถ้าเป็นคนอื่น แม่คงไม่เกาะเขาแน่นขนาดนั้น และหนูคงจะไม่เข้าใจผิดตั้งแต่แรก” เธอพึมพำด้วยความไม่พอใจ

จางเหมยเหมยกรอกตาของเธอและแทบตายจากความพูดของลูกสาวของเธอ แต่เธอก็คิดอยู่ครู่หนึ่งและตระหนักได้ว่าจางเหลียงเหลียงก็พูดไม่ผิด เพราะทั้งแม่และลูกสาวก็ต่างเชื่อใจสือเหล่ยมากๆ ดังนั้นเธอจึงสามารถกอดเขาไว้ได้โดยไร้ซึ่งความกังวลใดๆ ถ้าเป็นคนอื่น เธอคงจะไม่ยอมทำอะไรแบบนี้แน่ๆ และยิ่งกว่านั้นเธอจะไม่ยอมให้ใครแบกเธอขึ้นมาเลย

“ทนายจาง ตอนนี้คุณดีขึ้นรึยัง? ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นผมกลับก่อนนะ” สือเหล่ยคว้าโอกาสนี้เอาไว้และเข้าร่วมวงสนทนาด้วย

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว” จางเหมยเหมยพูดจากในห้อง “ฉันทายาและนวดมันแล้ว ฉันขอโทษนะที่ทำให้คุณลำบาก”

ในขณะที่สือเหล่ยกำลังจะจากไป จางเหลียงเหลียงก็ดึงเขากลับมา “จะรีบกลับไปทำไม? ไหนๆคุณก็มาแล้ว คุณต้องคุยกับฉันให้นายเท่ากับที่คุณคุยกับแม่ของฉัน”

“พวกเราคุยเรื่องงานกัน” สือเหล่ยพูดโดยหวังว่าสิ่งที่เขาคิดจะไม่เกิดขึ้น


เดอะแบล็คการ์ด – แปลไทย