0 Views

ตอนที่ 101 – โทรเรียกตำรวจ

 

ตัวแทนพยายามลดบรรยากาศลงอย่างรวดเร็วในขณะที่เขาได้พยายามขอโทษคุณยาย

“ผมขอโทษนะครับ คุณคนนี้เพียงแค่อยากดูห้องในตอนนี้ ถ้าเขาชอบห้องนี้และเซ็นสัญญากับคุณยาย เขาจะบอกรายละเอียดต่างๆให้มากขึ้นเอง เมื่อเราเป็นคนจัดการสัญญา เราจำเป็นต้องมีบัตรของทั้งสองฝ่ายจริงมั้ย? อย่าเพิ่งโกรธกันเลย”

เมื่อเขาพูด ตัวแทนก็ส่งสีหน้าไปยังสือเหล่ยเพื่อขอให้ยอมเธอ

คุณยายไม่พูดอะไรกับสือเหล่ยอีก แต่ในขณะที่ตัวแทนพูดแทรกขึ้นมา ปฏิกิริยาของเธอก็ยิ่งแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น

“ฉันถามอะไรผิด? มีบางอย่างผิดปกติกับเขางั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงถามไม่ได้? และฉันไม่ได้บอกนายไว้ก่อนเหรอ? ถ้าใครไม่มั่นใจว่าจะเช่าก็ไม่ต้องบอกให้ฉันมาเปิดประตูให้ มันเกิดขึ้นมาสองครั้งแล้วและนี่เป็นครั้งที่สาม เวลาของฉันไม่สำคัญงั้นเหรอ? ถ้านายทำแบบนี้อีก ฉันจะไม่ปล่อยให้บริษัทของนายจัดการเรื่องการเช่าของฉันอีก!”

จริงๆแล้วสือเหล่ยไม่ค่อยพอใจกับตัวห้องเท่าไร แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดูดี แต่ทันทีที่เขาเดินเข้าไปข้างใน เขาก็ได้กลิ่นที่รุนแรงของน้ำหอม กลิ่นแปลกๆผสมกับกลิ่นหอมของน้ำหอม ราวกับว่าใครบางคนจงใจใช้น้ำหอมเพื่อปกปิดกลิ่นแปลกๆ แน่นอนว่ามันไม่มีอะไรผิดปกติกับการมีกลิ่นแปลกๆ เขาสามารถเปิดหน้าต่างเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาเช่าห้องนี้และกลิ่นก็น่าจะหายไป

แต่ตอนนี้ เมื่อรู้ว่ายายเจ้าของห้องนั้นไม่มีเหตุผลเอาซะเลย เขาจึงตัดสินใจว่าแม้ห้องอีกห้องจะไม่ดี แต่เขาก็จะไม่เช่าห้องนี้แน่ๆ

เมื่อเห็นคุณยายที่ค่อนข้างน่ารำคาญคนนี้ สือเหล่ยจึงได้เดินออกจากห้องไปและพูด “พอแล้ว ผมไม่เอาห้องๆนี้แล้ว”

ตัวแทนถอนหายใจ ในความเป็นจริงการเช่าบ้านในระดับสูงแบบนี้ ความเรื่องมากของเจ้าของบ้านนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน ในที่สุดคนที่ไม่สนใจเรื่องเงินอย่างสือเหล่ยก็หมดความอดทน

เหมือนเช่นสองคนก่อนหน้านี้ สือเหล่ยจากไปเนื่องจากนิสัยของเจ้าของห้อง

ตัวแทนส่ายหน้าและเดินหน้าไปยังทางออก คุณยายยิ่งโวยวายมากยิ่งขึ้น เธอใช้มือเท้าสะเอวและตะโกนไล่หลัง “ตัวแทนอย่างพวกนายจัดการเรื่องต่างๆแบบนี้เหรอ? ทุกๆครั้งพวกนายพาแต่คนที่ไม่น่าเชื่อถือมา ถ้าพวกนายยังเป็นแบบนี้อีก ฉันจะไม่ทิ้งบ้านไว้กับบริษัทของพวกนายแล้ว”

ตัวแทนเองก็รู้สึกโมโห เขาหันกลับมาและพูดอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ “ไม่ว่าคุณจะฝากห้องไว้กับบริษัทไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไหนก็ตาม มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเซ็นสัญญากับลูกค้าโดยไม่ต้องตรวจสอบห้องก่อน แม้ว่าภาพถ่ายอาจจะเป็นของจริง แต่ผู้เช่าก็ต้องการเห็นห้องด้วยตาของตัวเอง และเมื่อพวกเขามาดู พวกเขาจะเป็นคนตัดสินใจเอง…..”

ก่อนที่เขาจะพูดจบ คุณยายก็กระทืบเท้าของเธอด้วยความโกรธ “ถ้านายไม่ชอบก็ไม่ต้องมาที่นี่! ห้องของฉันก็ได้รับการตกแต่งอย่างดีและอยู่ในตำแหน่งที่ดี นายมันตาบอดถ้านายไม่ชอบมัน……”

ตัวแทนมองไปที่หญิงชราอย่างเย็นชาและพูด “เมื่อคุณไม่เต็มใจที่จะทิ้งห้องนี้ไว้กับบริษัทของเรา ผมจะจัดการนำมันออกจากเว็บไซต์ของเราให้ทันทีหลังจากที่ผมกลับไป คุณสามารถไปหาบริษัทอื่นได้เลย ลาก่อนครับ”

“เห้ ท่าทีแบบนั้นมันอะไรกัน? ฉันจะร้องเรียน!”

ตัวแทนยังคงพูดอย่างเย็นชา “ทำตามที่คุณต้องการได้เลย!” บริษัททั้งหลายต่างรู้วิธีที่เหมาะสมในการจัดการกับหญิงชราแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขามีความมั่นใจว่าสือเหล่ยกำลังจะไปเช่าห้องอื่น ด้วยข้อตกลงแบบนี้ เขาคิดว่าผู้จัดการของเขาจะไม่กล่าวโทษเขา

หลังจากที่พวกเขากลับมาที่บริษัท ตัวแทนก็เทน้ำให้สือเหล่ยอย่างสุภาพและขอโทษเป็นวรรคเป็นเวร

สือเหล่ยจิบน้ำและโบกมือให้ “ไม่ใช่ความผิดของคุณ มันเป็นความผิดของผู้หญิงคนนั้น แต่เธอบอกว่าเธอจะร้องเรียนคุณ คุณจะได้รับโทษอะไรจากบริษัทไหม?”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ทุกๆคนในออฟฟิศไม่ค่อยชอบเธอเท่าไร เว้นเสียแต่ว่าเราจะได้พบกับลูกค้าที่ยอดเยี่ยมมากๆ ไม่งั้นผลลัพธ์มันก็จะเป็นแบบนี้เสมอไป ผมขอโทษด้วยที่พาคุณไปที่นั่น และทำให้คุณโกรธ”

“มีกลิ่นแปลกๆในห้องของเธอ เธออาจใช้น้ำหอมเพื่อตั้งใจหลบซ่อนมัน แต่มันก็ไม่ได้ผล มีอะไรเกิดขึ้นที่นั้น?”

ตัวแทนส่ายหัวและพูด “พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน กลิ่นนั้นมันมีอยู่ตั้งแต่ที่เราพาลูกค้าคนแรกของเราไป และพวกเราแนะนำเธอว่าสามารถใช้น้ำหอมเพื่อกลบกลิ่นนั้นไว้ได้ เราคิดว่ามันมาจากผู้เช่นคนก่อนหน้านี้ และมันจะหายไปหลังจากนั้นไม่กี่ พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่กลิ่นนั้นดูเหมือนจะแรงขึ้นกว่าครั้งแรกที่เราไป”

สือเหล่ยพูดติดตลก “บางทีที่นั่นอาจจะมีศพ? ฮ่าฮ่า……”

ตัวแทนหัวเราะแห้งๆและไม่ได้พูดอะไร แต่ก็มีเสียงแหลมดังออกมาจากประตู “ใครบอกว่ามีศพอยู่ในห้องของฉัน? กล้าพูดอย่างนี้ได้ยังไง? มีคนตายในห้องของนายสิ ไม่ใช่ห้องของฉัน!”

สือเหล่ยหันหัวไปและเห็นหญิงชราเดินมาเขามา

แม้ว่าคำพูดของหญิงชราจะพังดูไม่ค่อยดี แต่มันก็เป็นสือเหล่ยที่พูดเรื่องไร้สาระออกไปก่อน เขายอมรับความโชคร้ายของตัวเอง และไม่ต้องการให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ตาม เขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนที่เขากำลังล้อเล่น ผู้หญิงคนนี้ได้มาอยู่ข้างหลังของเขาแล้ว

ตัวแทนยังคงเงียบ หญิงชราโมโห เธอวิ่งเข้ามาและยังคงก่นด่าสือเหล่ย ตัวแทนทนดูไม่ได้อีกและพูด “คุณสือแค่ล้อเล่น เขาคิดว่ามีกลิ่นแปลกๆในห้องของคุณ และไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ คุณต่อว่าเขาพอแล้ว ถ้าคุณยังทำแบบนี้อีก ผมจะโทรเรียกตำรวจ!”

“โทรเรียกตำรวจเหรอ? นายกล้าโทรเรียกตำรวจงั้นเหรอ?! เป็นฉันสิที่ยังไม่ได้โทรเรียกตำรวจ! นายบอกว่ามีศพอยู่ในห้องของฉันโดยไม่มีเหตุผล ฉันจะโทรเรียกตำรวจ! ได้ ฉันจะโทรหาตำรวจ!”

สือเหล่ยหมดคำพูด เขาส่ายหัวของเขาไปที่ตัวแทนซึ่งหมายความว่าให้ปล่อยเธอไป เธอคงจะไม่ใช่คนที่นิสัยดีนักเมื่อเธอยังอายุน้อยๆมันไม่ใช่ว่าเมื่อแก่ขึ้นจะกลายเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่เป็นคนนิสัยไม่ดีที่แก่ขึ้น

ตัวแทนรำคาญที่จะพูดอะไรอีก และคิดว่ามันคงจะดีถ้าเธอโทรหาตำรวจ!

ถึงอย่างนั้นเธอก็โทรหาตำรวจจริงๆ เธอตะโกนใส่ตำรวจที่ปลายสาย และอีกฝั่งก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคดีเช่นนี้ แต่พวกเขาก็สัญญาว่าพวกเขาจะติดต่อกับตำรวจท้องที่และตอบรับข้อร้องเรียนของเธอโดยเร็ว

ไม่นานหลังจากนั้น ตำรวจสองคนจากสถานีตำรวจท้องที่ก็มาถึง หลังจากเข้าใจสถานการณ์สั้นๆแล้ว พวกเขาก็คิดว่าสือเหล่ยแค่ล้อเล่น พวกเขาจึงพูดออกมา “หนุ่มน้อย เธอพูดไปแบบนั้นได้ยังไง? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุณยายเขาโกรธมาก รีบขอโทษเธอซะ”

ตัวแทนได้ดึงตำรวจคนหนึ่งเข้าไปคุยด้วยและกระซิบถึงสาเหตุของการกระทำ หลังจากที่ตำรวจฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาไม่ทราบว่าเขาควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี เมื่อเห็นว่าหญิงชราคนนั้นยังคงตะโกนไม่หยุด เขาก็เริ่มเอนเอียงไปทางสือเหล่ยมากยิ่งขึ้น

แต่พวกเขาจะทำอะไรกับหญิงชราอย่างเธอได้? ตำรวจทำได้แค่พูดว่า “หนุ่มน้อย แค่ขอโทษเธอ……”

ถึงอย่างนั้นหญิงชราก็ยังไม่ยอมแพ้ “แค่ขอโทษยังไม่พอ คุณตำรวจต้องจับเขา  มันคือการหมิ่นประมาท! ฉันจะไปฟ้องเขาต่อชั้นศาล!”

สือเหล่ยไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาหรี่ตามองหญิงชราและตัดสินใจที่จะใช้บัตรพยากรณ์ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

“คุณตำรวจ ผมเชื่อว่าคุณรับรู้สถานการณ์เพียงคร่าวๆ คำพูดของผมจริงๆแล้วก็แค่การล้อเล่น ถ้าเธอเต็มใจที่จะยอมรับคำขอโทษของผม ผมก็เต็มใจที่จะขอโทษ แต่เมื่อเป็นแบบนี้ ผมนั้นไม่ใช่คนผิด ห้องของเธอมีกลิ่นแปลกๆ แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ร่างกายมนุษย์ แต่อาจเป็นร่างของสัตว์ตัวเล็กๆ กลิ่นมันคล้ายกับเนื้อเน่าเสีย” สือเหล่ยกังวลว่าหลังจากที่เขาใช้บัตรนั่นแล้ว มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นร่างกายของมนุษย์ แต่เป็นของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงเหลือทางลงไว้ให้กับตัวเอง