0 Views

ตอนที่ 26 ชัยชนะครั้งแรก

 

โหลวหลานยืนอยู่ด้านล่างสังเวียน ไม่อาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ บนใบหน้าของเขาได้เนื่องจากหน้ากากที่สวมอยู่ แต่ดูจากอาการกำมือเป็นหมัดแน่นทั้งสองข้างโดยไม่รู้ตัวแล้ว ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขากำลังตื่นเต้นวิตกกังวล โหลวหลานกำลังวิตกกังวลอย่างมากจริงๆ การต่อสู้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา ทว่าเขายังคงเข้าใจถึงอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้เป็นอย่างดี หากผู้ใดเผอเรอสักหน่อยในการต่อสู้ คนผู้นั้นก็จะถูกโจมตีได้อย่างง่ายดาย

 

สำหรับอ้ายฮุยซึ่งยืนอยู่บนสังเวียน ถึงแม้การเคลื่อนไหวของเขาจะไม่ได้งดงามน่ามอง แต่ทุกท่วงท่าล้วนไร้ที่ติและร้ายกาจอย่างยิ่ง ขณะที่เขาจู่โจมผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายจนพ่ายแพ้ไป โหลวหลานที่วิตกกังวลจนเกินบรรยายก็กระโดดตัวลอยและโห่ร้องโหวกเหวกด้วยความดีใจพร้อมกับชูแขนขึ้น

 

อ้ายฮุยนำเงินรางวัลหนึ่งแสนลงมาจากสังเวียนพร้อมด้วยรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนร่างกาย

 

“อ้ายฮุยยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!” โหลวหลานกล่าวด้วยดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ แทบจะหมอบกราบกรานด้วยความชื่นชม ตั้งแต่เขาถูกสร้างขึ้นมาบนโลกใบนี้ วิถีชีวิตในแต่ละวันของเขาก็ซ้ำซากจำเจ ทำแต่เรื่องเดิมๆ ซื้อสิ่งของเครื่องใช้, ทำความสะอาดห้องหับ, เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ปรมาจารย์เจ้าสั่งสอน ซึ่งบางครั้งก็เป็นทักษะในการรักษาพยาบาลและเรื่องจิปาถะอื่นๆ

 

เขาไม่เคยสู้กับใครมาก่อน ครั้งแรกที่เขาได้เหวี่ยงกำปั้นออกไปก็คือครั้งที่เขาได้ทุบตีอ้ายฮุยครั้งนั้น

 

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาสังเกตการณ์การต่อสู้ มันช่างตึงเครียดอย่างแท้จริง ตึงเครียดจนเขาแทบจะลืมหายใจ เขาลืมแม้แต่ความจริงที่ว่าหุ่นทรายตนหนึ่งไม่จำเป็นต้องหายใจก็ได้ แม้แต่อากาศโดยรอบก็ยังดูข้นหนักขึ้นมา จนทำให้เขาไม่อาจละสายตาที่จดจ่ออยู่ได้เลย

 

ชีวิตของเขาสงบเงียบอย่างยิ่งมาโดยตลอด ไร้ระลอกคลื่นใดๆ ทุกๆ วันสิ่งที่ต้องทำก็มีเพียงหน้าที่อันซ้ำซากไร้ความน่าสนใจเหล่านั้น

 

เขาไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายมาก่อนเลย แต่ ณ ตอนนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยังมีบางสิ่งขาดหายไป

 

สายตาของโหลวหลานจ้องมองที่ใบหน้าของอ้ายฮุย

 

มีรอยช้ำเล็กน้อยประดับอยู่บนใบหน้าของอ้ายฮุย และเขาก็อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างน่าอนาถ ทว่าอ้ายฮุยไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ทำให้วงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำนั้นปลดปล่อยความเคร่งขรึมมั่นคงออกมา ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดจะขัดขวางเขาได้ทั้งสิ้น ดวงตาของอ้ายฮุยคู่นั้นไม่เพียงแต่เปล่งประกายสว่างจ้าราวกับแสงดาวบนฟากฟ้า ทว่ายังลึกล้ำอย่างยิ่ง ราวกับสถานที่เงียบสงบอันไกลโพ้นซึ่งดวงอาทิตย์ไม่เคยสาดแสงไปถึง อีกทั้งยังวาววามด้วยประกายอันเย็นเยียบ

 

โหลวหลานรู้สึกว่าตนเองถูกโยกคลอนอยู่บ้าง เขาสัมผัสได้ถึงความตั้งมั่นที่เขาไม่เคยรู้จักแผ่ออกมาจากอ้ายฮุย นั่นคือเจตจำนงอันเยือกเย็น เป็นความศรัทธาอย่างแรงกล้าไร้สุ้มเสียง ศรัทธาในชีวิตของตนเองอย่างไม่คิดจะยอมแพ้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากโดยลำพังก็ตาม

 

ความเยือกเย็นของอ้ายฮุยนั้นราวกับยามค่ำคืนอันเข้มลึก รอคอยรุ่งอรุณโชนแสงขึ้นมาอย่างเงียบงัน

 

ทันใดนั้นโหลวหลานก็เข้าใจแล้วว่าตัวเขาขาดสิ่งใดไป สิ่งที่เขาขาดไปก็คือเจตจำนงในชีวิต เพราะทั้งชีวิตและโชคชะตาของเขาล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ทุกสิ่งที่เขากระทำล้วนเป็นไปตามคำสั่ง

 

โหลวหลานรู้สึกว่าความคิดของเขาเริ่มไร้สาระเข้าไปทุกที

 

เจ้าเป็นเพียงหุ่นทรายตนหนึ่ง… เขาย้ำเตือนตัวเอง

 

อ้ายฮุยสัมผัสได้ถึงสายตาของโหลวหลานที่จ้องมองเขา และนึกไปเองว่าเจ้าหุ่นทรายคงจ้องมองรอยฟกช้ำบนใบหน้าของตน เขาจึงกล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่บาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น รอยช้ำบนผิวหนังเหล่านี้แค่มองดูแล้วน่ากลัวเท่านั้นเอง”

 

ทั้งสองก้าวเดินออกไปด้วยกัน

 

“ถ้าเจ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถอยู่บ้างก็อย่าได้หนีไป! มาต่อสู้กันอีกสักครั้ง!”

 

เสียงตะโกนดังลั่นก้องมาจากด้านหลัง เป็นเสียงผู้แข่งขันคนสุดท้ายที่อ้ายฮุยเพิ่งจะเอาชนะมาได้ ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ ถูกแล้ว เขาไม่รู้สึกว่าตนเองพ่ายแพ้แม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว่าเหตุผลที่ตนพลาดพลั้งให้กับอ้ายฮุยนั้นก็เพราะว่าประมาทเกินไป ยามที่เขาเห็นรูปแบบการต่อสู้คล้ายกับพวกนักเลงข้างถนนของอ้ายฮุย เขาย่อมไม่คิดจะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อบุคคลเช่นนี้

 

โหลวหลานหยุดฝีเท้าลงทันที ทว่าอ้ายฮุยกลับกล่าวขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับไปมอง “ไม่ต้องสนใจ”

 

“ชั้นต่ำ! น่าขยะแขยง! ไอ้ขี้ขลาด!” ผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ด้านหลังเขาสบถด่าออกมาด้วยความโกรธแค้น

 

คนอื่นๆ ก็โห่ร้องออกมาอย่างไม่พอใจเช่นกัน พวกเขารู้สึกว่าการพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ดูแปลกประหลาด

 

“เจ้านั่นก็แค่ชนะได้เพราะโชคช่วยเท่านั้น เขาคงไม่กล้าสู้เพราะรู้ตัวว่าจะไม่โชคดีอย่างนี้ทุกครั้ง”

 

“ไปให้พ้น!”

……

 

ได้ยินเสียงก่นด่าจากด้านหลังเหล่านั้นทำให้โหลวหลานโกรธมาก ทำไมผู้คนเหล่านี้จึงเป็นเช่นนี้นะ พวกนั้นพ่ายแพ้ไปแล้วแท้ๆ แล้วตอนนี้ก็ยังจะพ่นถ้อยคำน่ารังเกียจออกมาอีก นี่มันมากเกินไปแล้วจริงๆ!

 

หลังจากเดินไปครู่หนึ่ง โหลวหลานก็ยังเห็นอ้ายฮุยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาจึงอดถามออกมาไม่ได้ “อ้ายฮุย ไม่โกรธเลยหรือ? อยากไปทุบตีพวกนั้นอีกครั้งหรือไม่”

 

“มีอะไรน่าโกรธกัน?” อ้ายฮุยถอนหญ้าริมทางเดินออกมาก้านหนึ่งแล้วใส่เข้าไปเคี้ยวในปาก “ถ้าเป็นในดินแดนเถื่อน พวกนั้นก็คือคนที่ตายไปแล้ว”

 

โหลวหลานตะลึงงันไป ยากจะบ่งบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรยามที่ได้ยินอ้ายฮุยกล่าวคำเช่นนี้ออกมา ที่แฝงอยู่ภายในคำพูดสบายๆ นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างไม่อาจประมาณได้ ซ้ำยังดูเยือกเย็นอย่างยิ่ง

 

โหลวหลานถามอย่างสงสัย “อ้ายฮุยเคยไปที่ดินแดนเถื่อนมาก่อน?”

 

“อืม” อ้ายฮุยเคี้ยวหญ้าในปาก “อยู่ที่นั่นมาสามปี”

 

“ยอดเยี่ยมยิ่ง!” โหลวหลานกล่าวด้วยความเคารพนับถืออย่างที่สุด

 

สำหรับโหลวหลาน ดินแดนเถื่อนนั้นเป็นสถานที่อันลึกลับและห่างไกล เขาไม่เคยแม้แต่จะออกไปจากเมืองใจกลางต้นสน ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดที่เขารู้เกี่ยวกับดินแดนเถื่อนล้วนมาจากหนังสือที่เขาอ่าน เขารู้ว่าดินแดนเถื่อนนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายอย่างถึงที่สุด ในหนังสือทุกเล่มที่กล่าวถึงดินแดนเถื่อนจะอธิบายไว้เช่นนี้เสมอ เขาไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในดินแดนเถื่อนสามปีนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ แต่มันต้องยอดเยี่ยมอย่างยิ่งแน่นอน

 

อ้ายฮุยช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!

 

โหลวหลานรู้สึกว่าผู้ที่เดินอยู่ข้างกายเขาเวลานี้ช่างน่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง เขารู้สึกว่าในโลกนี้ บุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดอันดับหนึ่งในใจเขาคือปรมาจารย์จ้าว และผู้ยอดเยี่ยมอันดับที่สองก็คืออ้ายฮุย โอ้ ไม่สิ ความยอดเยี่ยมของคนทั้งคู่นั้นแตกต่างกันไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาควรจะเป็นอันดับหนึ่งกันทั้งคู่

 

“แล้วนี่เราจะไปไหนต่อหรือ” โหลวหลานนึกถึงหนึ่งแสนหยวนที่อ้ายฮุยเพิ่งได้รับมาแล้วก็รู้สึกยินดีกับเขาขึ้นมาทันที

 

“งานแข่งขันต่อไป” อ้ายฮุยกล่าวอย่างสบายๆ

 

“งานแข่งขันต่อไป? ยังจะแข่งต่ออีกหรือ?” โหลวหลานตกตะลึง

 

“นี่เป็นโอกาสอันดีเยี่ยมทีเดียว” อ้ายฮุยเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัวและหรี่ตาลงราวกับเป็นสัตว์ป่าที่จะกำลังจะกระโจนเข้าหาเหยื่อ

 

ไม่รู้ว่าทำไม แต่เมื่อโหลวหลานได้เห็นท่าทางของอ้ายฮุยแล้ว หัวใจของเขาก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ไม่ผิดแน่… ผู้เชี่ยวชาญที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนเถื่อนช่างน่าเกรงขาม แม้แต่การแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังปลดปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมามากถึงเพียงนี้ โหลวหลานไม่รู้จริงๆ ว่าดินแดนเถื่อนนั้นเป็นเช่นไร และเขาก็กำลังรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก

 

เมื่ออ้ายฮุยเดินมาถึงโถงฝึกวิชาแห่งที่สอง พวกเขาก็ถูกกลบด้วยคลื่นฝูงชนอันจ้อกแจ้กจอแจทันที

 

เพราะความแปลกใหม่ในรูปแบบการแข่งขัน จึงเป็นธรรมดาที่งานต่อสู้ปิดตานี้จะเป็นที่นิยมอย่างมาก งานแข่งขันปิดตาถือเป็นการต่อสู้ในรูปแบบเฉพาะตัวอันมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง และทุกคนก็ล้วนไม่คุ้นเคยกับมัน ย่อมมีโอกาสให้ฉกฉวยอยู่มากมาย ความต่างของระดับพลังไม่มีผลชัดเจนในการแข่งขันนี้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เปิดเคหาสน์ทั้งสี่ได้แล้วก็อาจจะพ่ายแพ้ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญที่เปิดเคหาสน์ได้เพียงสองหลังก็เป็นได้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ถึงแม้ว่าคนผู้หนึ่งจะมีความแข็งแกร่งที่แท้จริง เขาก็ยังคงต้องระมัดระวังอย่างมากบนสังเวียนการต่อสู้ปิดตานี้ หากเสียสมาธิแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะพ่ายแพ้ได้ในทันที

 

ในงานแข่งขันปิดตา สิ่งที่เคยใช้การได้อาจจะกลายเป็นใช้ไม่ได้ ท่วงท่าที่เคยสง่างามอาจจะกลายเป็นน่าสมเพช และทุกคนที่มองดูอยู่ก็จะได้หัวเราะออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะความบันเทิงเช่นนี้เอง

 

เมื่ออ้ายฮุยก้าวเข้าไปข้างใน ผู้เข้าแข่งขันบนสังเวียนคนหนึ่งคว้าจับเข้าไปที่เสื้อผ้าของคู่ต่อสู้ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคว้าจับอะไรอยู่ เขาก็ใช้เรี่ยวแรงของตนดึงกระชากทันที แควก! กางเกงของอีกฝ่ายฉีกขาดออก เผยให้เห็นบั้นท้ายขาวอวบ

 

ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างสังเวียนระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาพร้อมกันทันที เสียงเป่าปากโห่ฮาของพวกเขาแทบจะพลิกคว่ำหลังคาโถงฝึก

 

ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ใบหน้าของอ้ายฮุยกลับดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย เด็กหนุ่มมองดูการแข่งขันอย่างละเอียดราวกับว่าเขาไม่เห็นบั้นท้ายขาวอวบของผู้เข้าแข่งขันที่น่าสงสารคนนั้นอยู่ในสายตา สายตาของเขากวาดผ่านผู้เข้าแข่งขันบนสังเวียนจนครบ

 

ทุกคนล้วนสวมหน้ากากกันแสงรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่สิ่งที่กระตุ้นความสนใจของอ้ายฮุยนั้นคือนี่เป็นการจับคู่ต่อสู้แบบฝั่งละสองคน!

 

ถ้าชายอ้วนเฉียนไต้นั้นอยู่ที่นี่ก็คงดี อ้ายฮุยคิดขึ้นมาในจิตใต้สำนึก

 

เขาสังเกตการณ์อย่างจริงจังอยู่ครู่ใหญ่ และอดส่ายหัวไปมาไม่ได้ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้เข้าแข่งขันบนสังเวียนนั้นไม่มีการวางแผนต่อสู้ร่วมกันเลย

 

คงจะดียิ่งถ้าเจ้าอ้วนนั่นอยู่ที่นี่ อ้ายฮุยอดคิดเช่นนี้อีกครั้งไม่ได้ หากว่าเขาสามารถร่วมมือกันกับชายอ้วน เขามั่นใจว่าจะคว้าชัยชนะได้ถึงเก้าส่วน

 

เขากวาดตามองที่แผ่นป้ายเขียนกฎการแข่งขันอย่างรวดเร็ว มีเพียงผู้ร่วมแข่งขันที่จับคู่กันมาสองคนเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้

 

เปลี่ยนเป็นโถงฝึกวิชาแห่งอื่นดีหรือไม่ อ้ายฮุยรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง ขณะที่สายตาของเขาเคลื่อนผ่านไปตกอยู่บนร่างโหลวหลาน ซึ่งกำลังมองดูการแข่งขันอย่างกระตือรือร้น หัวใจของเขาก็วูบไหว

 

เช่นนั้น ให้โหลวหลานทดลองดูเป็นอย่างไร?

 


 

 

Fanpage  “แดนศักดิ์สิทธิ์เบญจธาตุ The avalon of five element -นิยายแปลไทย”