0 Views

ภายในส่วนลึกสำนักซิงเฉินจู่ๆก็มีคลื่นพลังที่น่ากลัวระเบิดออกมา ทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน สายตาทุกสายตาจับจ้องไป ณ ที่ตรงนั้น พวกเขามองเห็นร่างสูงร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ พลังสลัวๆที่ปลดปล่อยออกมาน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

“ชิงอี้เฟย ชิงอี้เฟยออกมาจากการปิดขั้นพลังแล้ว ไม่รู้ว่าขั้นฝึกฝนของเขาในตอนนี้อยู่ในระดับไหน“

“ชิงอี้เฟยปิดขั้นพลังมาเป็นเวลายาวนาน ครั้งนี้ที่เขาตื่นขึ้น เป้าหมายของเขาจะต้องเป็นโถงวิหารดาราแน่น”

เสียงของผู้คนในสำนักกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก ชิงอี้เฟยนั้นเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นชิง ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเขา ทั้งพลังของเขาเองก็ไม่ได้อ่อนแอ อายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีขั้นพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง ถ้าให้เวลาเขาอีกสักไม่กี่ปี เขาสามารถเป็นยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย

การฝึกฝนของแต่ละขั้นพลังนั้นยากเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่ฝันอยากจะมีขั้นพลังอยู่ในขั้นสถิตวิญญาณ และการเติบโตของชิงอี้เฟยในตอนนี้พูดได้ว่าอยู่เหนือจอมยุทธ์ชราหลายคนแล้ว

พลังที่แผ่ซ่านออกมานั้น ทำให้คนที่กำลังปิดขั้นพลังอยู่ตื่นขึ้นมา บนเขาวิญญาณโบราณหลายสิบลูก ได้ปลดปล่อยพลังที่น่ากลัวหลายร้อยเส้นพลังออก

ในขณะนั้นเจตนารมภ์ในการต่อสู้ได้เดือดพล่านขึ้นปกคลุมทั่วท้องนภา

ภาพที่เกิดขึ้นทำให้หัวใจของผู้คนสั่นสะท้าน สำนักซิงเฉินนั้นเป็นขุมพลังอำนาจขนาดใหญ่ของแคว้นชิง ทั้งยังเต็มไปด้วยอัจฉริยะ เรียกได้ว่าสำนักซิงเฉินนั้นเป็นแหล่งรวบรวมอัจฉริยะยอดฝีมือเลยก็ว่าได้

บนยอดเขาวิญญาณโบราณลูกหนึ่ง ปรากฏร่างเงาสลัวๆขึ้น ร่างของนางอรชรอ้อนแอ้นชวนหลงไหล ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยพลังวิญญาณ ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปที่ร่างเงาร่างหนึ่งที่เดินออกมาจากเขาวิญญาณ ก่อนที่ฝีเท้าของนางจะก้าวตามร่างเงานั้นไป

บนยอดเขาวิญญาณ กลุ่มคนตกตะลึงในพลังของเต้าหลิงเป็นอย่างมาก เขาที่เอาชนะชิงอี้จวิ้นได้ทำให้หัวใจของพวกเขาล้วนสั่นไหว ทว่าหลังจากนั้นจู่ๆก็มีแสงสายฟ้าเส้นหนึ่งทะลวเข้ามาโจมตีใส่ร่างของเต้าหลิงจนสำรอกเลือดออกมากลางอากาศ

เต้าหลิงเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากด้วยสีหน้ายิ่งเฉย สายตาของเขาจ้องมองไปยังร่างเงาที่เดินมา ในตอนนั้นเขาสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของคนๆนี้

“ชิงอี้เฟย”เด็กร่างอ้วนใจสั่น เหตุใดถึงได้เรียกคนๆนี้มากันเล่า เขาเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงเลยนะ

“แย่ละสิ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละ”หลินซือซือขมวดคิ้ว ใบหน้าสวยฉายสีความร้อนรนขึ้น ถึงแม้ว่าเต้าหลิงจะแข็งแกร่งทว่าเขาก็ไม่ใช่คู่มือของชิงอี้เฟยเพราะในตอนนี้เขาได้อยู่ในขั้นพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจจะประเมินได้

ชิงอี้เฟยย่างเท้าเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาประหนึ่งทำขึ้นมาจากหยก ท่าทางสง่างามเป็นอย่างยิ่ง สายตาของเขามองไปที่ชิงอี้จวิ้นพลางเอ่ยอกอมาเรียบๆ“นี่มันเรื่องอะไรกัน ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าปลุกข้า”

ยังไม่ทันทีชิงอี้จวิ้นจะเอ่ยปากพูด ชิงอี้หยุนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคียดแค้น เขาชี้นิ้วไปที่เต้าหลิงพลางแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา”พี่ใหญ่ เจ้านั่นเป็นคนเอาเพลิงโอสถของข้าไป ข้าให้พี่สองมาเจรจากับเขา ทว่าเขากลับทำร้ายพี่สอง ท่านพี่รีบฆ่าเขาเสีย“

ชิงอี้เฟยมองไปที่เต้าหลิง ร่างสูงปลดปล่อยพลังที่น่าหวาดกลัวออกมาพลางเอ่ยปากถามขึ้นมาเรียบๆ“น้องสามของข้าเป็นอย่างไรนั้น ข้ารู้ดี คำพูดที่เขากล่าวข้าเชื่อแค่ครึ่งเดียว ข้าอยากจะฟังที่เจ้าพูด”

“ข้าบอกเจ้าไป แล้วยังไง?”เต้าหลิงแค่นเสียงเย็น ใบหน้าละอ่อนฉายสีหนักอึ้งขึ้น คนๆนี้เพ่งเล็งพลังมาที่เขา เกรงว่าเรื่องในวันนี้คงจะไม่จบง่ายๆแน่

ได้ยินดังนั้น ชิงอี้เฟยนิ่งไปครู่หนึ่งพลางกล่าว“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าแย่งชิงเพลิงโอสถของน้องสามข้าไป เจ้าส่งเพลิงโอสถคืนมาเสียเถอะ”

“โทษทีนะ เขาไม่มีเพลิงโอสถตั้งนานแล้ว ข้าว่าเรื่องนี้น้องสามของเจ้าน่าจะรู้ดี”เต้าหลิงกล่าวด้วยสีหน้าที่เย็นชา

“ดูดู ท่านดูสิ พี่ใหญ่”ชิงอี้หยุนแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา”เจ้านี่ช่างโอหังยิ่งนัก ขนาดท่านพี่มายังไม่เห็นท่านพี่อยู่ในสายตา ท่านพี่จะต้องสั่งสอนให้สาสม!”

ในตอนนั้น เขาก็บอกชิงอี้เฟยถึงความน่ากลัวของเพลิงโอสถที่กลืนกินเปลวเพลิงต้นกำเนิดดาราลงไป ซึ่งนั่นเป็นถึงเพลิงนภา ในภายหลังจะต้องพัฒนาขึ้นได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด

ชิงอี้เฟยอึ้งไป เพลิงโอสถดาราต้นกำเนิดนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก น้องสองของเขาเป็นกายดารา ถ้าหากเพลิงโอสถนี้พัฒนาขึ้นมา เขาก็จะสามารถใช้เปลวเพลิงนี้ในการหลอมกายได้ อีกทั้งถ้าน้องสามของเขาได้มันมา เขาจะต้องเฉิดฉายในฐานะนักปรุงโอสถยอดฝีมือ

ความยิ่งใหญ่ของเพลิงโอสถ ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว

“ดูเหมือนว่าเพลิงโอสถของน้องสามของข้าจะถูกเพลิงโอสถของเจ้ากลืนกินไป ข้าจะไม่รังแกเจ้า เช่นนั้น เจ้าส่งเพลิงโอสถออกมาเสียแล้วข้าจะชดใช้ให้“ชิงอี้เฟยกล่าวเรียบๆ

คำพูดที่กล่าวออกมาของชิงอี้เฟย ทำให้ผู้คนไม่น้อยรู้สึกนับถือเขาเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างก็ชื่นชมชิงอี้เฟย เขาที่เป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงแต่กลับกล่าววาจาเช่นนี้กับคนที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม

ทว่าก็มีคนบางกลุ่มที่ขมวดคิ้วขึ้น เพลิงโอสถนั้นเป็นเหมือนกับรากฐานชีวิตของนักปรุงโอสถ ของแบบนี้เอาของล้ำค่ามาแลกได้ด้วยอย่างนั้นหรือ

“แล้วถ้าข้าไม่ให้เจ้าละ?”เต้าหลิงเอ่ยเสียงเย็นพลางกำหมัดแน่น

คำพูดของเต้าหลิงที่กล่าวออกมาทำให้บรรยากาศพลันเย็นยะเยือกขึ้น พลังที่น่ากลัวทั่วร่างของชิงอี้เฟยค่อยๆแผ่ซ่านออกมา นั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพลังของเขาได้ตื่นขึ้นแล้ว แรงกดดันทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหว

“ใช่ แล้วถ้าเขาไม่ให้เจ้า เจ้าจะทำอย่างไร?”

น้ำเสียงใสดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศที่กดดัน ทุกๆสายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวสวมชุดสีฟ้าคนหนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ริมฝีปากสีแดงสดของนางฉีกยิ้มขึ้นชวนหลงไหล

“เย่ยวิ้น นั่นเย่ยวิ้น”มีคนร้องกล่าวด้วยความตกใจ เพราะรู้ว่านางเป็นใคร

ผู้คนโดยรอบพลันขมวดคิ้ว มีคนหลายคนที่เกาหัวอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ที่สำนักซิงเฉินมีสาวงามเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกทั้งพลังของนางก็ยังแข็งแกร่งมาก

“เย่ยวิ้นคือใคร?”มีคนเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย

“นางเป็นยอดยุทธ์ของสำนักซิงเฉิน ถ้าไม่ใช่เพราะชิงอี้เฟยอยู่ที่นี่ เดาว่านางจะต้องเป็นอันดับหนึ่งของสำนักซิงเฉินแน่“

“ใช่แล้ว ทว่าเย่ยวิ้นออกไปจากที่นี่ตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว คิดไม่ถึงว่าจู่ๆนางจะกลับมา”

“เรื่องนี้ข้ารู้ ว่ากันว่าเย่ยวิ้นกับชิงอี้เฟยมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ สองยอดยุทธ์อัจฉริยะก็ต้องลงเอยกันน่ะสิ”

ผู้คนโดยรอบกล่าวซุบซิบเสียงเบา สายตาของชิงอี้เฟยมองไปที่เย่ยวิ้น รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยเห็นปรากฏขึ้นบนใบหน้านิ่งเฉยพลางกล่าวถามขึ้นว่า“เย่ยวิ้น เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่บอกข้า ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เจ้าสวยขึ้นมากเลยนะ”

เย่ยวิ้นใช้สายตาเย็นชามองไปที่เขาพลางกล่าวออกมาเรียบๆ“ดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้าจะไม่ได้ดีขนาดนั้น ข้าจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยงั้นรึ? ข้าว่าตอนนี้เจ้าออกไปจากที่นี่เสียดีกว่า ด้วยสถานะของเจ้า ข้าดูแล้วเจ้าไม่ควรจะมาแทรกแซงเรื่องนี้”

ได้ยินดังนั้น ใบหน้ายิ้มแย้มของชิงอี้เฟยก็แข็งทื่อขึ้น สายตาของเขาเหลือบมองไปที่เต้าหลิงพลางยิ้มออกมา“เจ้ารู้จักเขางั้นหรือ?”

“เขาเป็นลูกศิษย์ข้า”เย่ยวิ้นกล่าวตอบนิ่งๆ

ใบหน้าของชิงอี้เฟยพลันบิดเบี้ยว ฝ่ามือของเขากระชับหมัดเล็กน้อย“แบบนี้นี่เอง เช่นนั้นข้าจะไม่ถือโทษอะไรเขา ขอแค่เขาส่งเพลิงโอสถมา เรื่องนี้ก็จะผ่านไป อย่างไรเสีย เขาก็เป็นคนที่แย่งชิงเพลิงโอสถของน้องสามของข้าไป”

ภายในใจของเย่ยวิ้นพลันตกตะลึง ไม่ได้เจอกันไม่กี่เดือน เจ้านี่กลายเป็นนักปรุงโอสถแล้วอย่างนั้นรึ อีกทั้งยังไปแย่งเพลิงโอสถของชิงอี้หยุน

ซึ่งนั่นทำให้นางเงียบไป ทว่านางก็ไม่ถามซักไซร้เรื่องราวต่อ ก่อนที่จะกล่าวออกไปว่า“งั้นก็ชดเชยให้น้องสามของเจ้าสิ เมื่อครู่เจ้าก็พูดเองว่าชดเชยได้”

ได้ยินดังนั้น ลมเลือดภายในร่างของชิงอี้เฟยพลันเดือดพล่านขึ้น เพลิงโทสะลุกโชนขึ้นมาภายหัวใจ หญิงสาวที่เขาชอบพอกลับมาพูดจาเช่นนี้กับเขาเพื่อที่ปกป้องเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว ทำให้เขารับไม่ได้เป็นอย่างยิ่งก่อนจะกล่าวเสียงเย็นออกมา“อย่างไรเสีย เขาก็ต้องส่งเพลิงโอสถมาให้ข้า”

“จะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรืออย่างไร?”เย่ยวิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าไม่แยแสเรื่องนี้”ชิงอี้เฟยมองไปที่เต้าหลิงพลางกล่าวเสียงเย็น“เขายังไม่มีคุณสมบัตินั้น”

“งั้นก็มาประลองกัน”เต้าหลิงก้าวฝีเท้าเดินออกมาพลางเอ่ยปากกล่าว เขาไม่อยากจะให้เย่ยวิ้นต้องลำบากเพราะตน

ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเย่ยวิ้นก็เปลี่ยนสี ชิงอี้เฟยไม่ใช่คนธรรมดา เขาเคยฝึกฝนวิชาโบราณมามาก ถึงแม้ว่าจะกดขั้นพลังลงอยู่ในขั้นสถิตวิญญาณ ทว่าพลังการต่อสู้ของเขานั้นน่ากลัวมากจนถึงขีดสุด

“ได้ เจ้าพูดเองนะ”สีหน้าของชิงอี้เฟยเย็นยะเยือก ถ้าไม่ใช่เพราะเย่ยวิ้นอยู่ที่นี่ เต้าหลิงคงได้ตายไปนานแล้ว

“ได้ ข้าเองก็เห็นด้วย”เย่ยวิ้นเอ่ยปากกล่าว ยังไม่ทันทีชิงอี้เฟยจะดีใจ นางก็กล่าวต่อออกมาว่า“หลังจากที่โถงวิหารดาราสิ้นสุดลง แล้วเริ่มการประลอง”

ใบหน้ายิ้มแย้มของชิงอี้เฟยพลันแข็งทื่อ มุมปากของเขาบิดเบีย้วเล็กน้อย สายตาประกายแสงเย็น รอโถงวิหารดาราสิ้นสุดอย่างนั้นรึ เช่นนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน นางคิดจะถ่วงเวลาอย่างนั้นรึ

ในความทรงจำของชิงอี้เฟย เย่ยวิ้นที่เป็นคนพูดคำไหนคำนั้นมาโดยตลอด กลับกลับคำพูดเมื่อปกป้องเด็กหนุ่มคนเดยีว ทำให้ภายในใจของเขาเริ่มเย็นขึ้นมาเรื่อยๆ

“ข้อเสนอนี้ ถ้าเจ้าไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็ให้สำนักซิงเฉินตัดสินก็แล้วกัน”เย่ยวิ้นเอ่ยนิ่งๆ

สีหน้าของชิงอี้เฟยขึงขังขึ้น เมื่อครู่เต้าหลิงที่เอาชนะชิงอี้จวิ้นได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาได้ถูกสำนักจับตามองอยู่

อีกทั้งเขายังเป็นนักปรุงโอสถ แล้วยังมีเย่ยวิ้นที่คอยสนับสนุน เมื่อถึงตอนนั้นจะต้องจัดการเรื่องได้ยากขึ้นไปอีก ผู้อาวุโสของสำนักไม่มีทางที่จะปล่อยอัจฉริยะเช่นนี้ไป อย่างไรเสียพวกเขาต่างก็เป็นศิษย์ของสำนักซิงเฉิน

“ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เจ้ายอมรับทั้งปากและใจของเจ้า”ชิงอี้เฟยกล่าวเสียงเย็น เขาไม่มองเต้าหลิงอยู่ในสายตา ทว่าวิธีการของเย่ยวิ้นนั้นทำให้เขาโกรธเป็นอย่างมาก

พวกชิงอี้จวิ้นไม่สบอารมภ์เป็นอย่างมาก ทว่าพี่ใหญ่ของพวกเขาที่กล่าวเช่นนั้นออกไป พวกเขาไม่กล้าที่จะค้าน ทำได้เพียงรอโถงวิหารดาราสิ้นสุดลงเท่านั้น

เย่ยวิ้นมองดูร่างเงาของพวกเขาทั้งสามที่เดินจากไปพลางถอนหายใจออกมา สีหน้าเย็นชาของนางสลายหายไป พลางหันไปหาเต้าหลิงแล้วกล่าวออกมาว่า“เจ้านี่หาเรื่องได้ตลอดเสียจริง ถ้าข้ามาไม่ทัน เจ้านั่นไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่”

“ข้าไม่ได้หาเรื่องนะ แต่เขาต้องการที่จะแย่งเพลิงโอสะของข้า ถึงข้าจะแย่งไป แต่ก็ยังมีหน้าพาคนมาเอาคืนอีก”เต้าหลิงฉีกยิ้ม

เย่ยวิ้นคิ้วขมวด“เจ้ายังมายิ้มอยู่อีกนะ รู้นี่ว่าชิงอี้เฟยไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นอันหนึ่งหนึ่งของแคว้นชิง แน่นอนว่าพลังของเขานั้นต้องน่ากลัวมา เจ้าคิดก่อนเถอะว่าถึงตอนนั้นเจ้าจะทำยังไง”

“ยังอีกนาน”เต้าหลิงเม้มปาก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสนใจอันดับหนึ่งของแคว้นชิงมาก่อน ทว่าในตอนนี้ภายในใจของเขาก็พลันร้อนรุ่มขึ้น ถ้าหากแค่อันดับที่หนึ่งของแคว้นชิงยังสู้ไม่ได้ แล้วเขาจะสู้กับอู่ตี้ได้อย่างไร?

เย่ยวิ้นสงสัยเป็นอย่างมาก แท้จริงแล้วเป็นเพลิงโอสถอะไร เหตุใดชิงอี้เฟยถึงได้อยากจะได้มันนัก

ผู้คนโดยรอบแยกย้ายกันเดินจากไป ไม่นานนักเรื่องนี้ก็แพร่งพรายไปทั่วทั้งสำนัก กลุ่มคนต่างก็ตกตะลึงอึ้งไปตามๆกัน เด็กที่มาใหม่นั่นหาญกล้ามาจากไหนถึงได้กล้ามาท้าประลองชิงอี้เฟย

“เจ้าหนูนั่นหาที่ตายเสียจริง ฟันยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแท้ๆ ทั่วทั้งแคว้นชิงไม่รู้มีคนตั้งกี่คนที่อยากจะท้าประลองกับชิงอี้เฟย ทว่าสุดท้ายแล้วก็จบชีวิตอย่างน่าอนาถ มีแค่คนที่อยากตายเท่านั้นแหละถึงได้กล้าท้าประลองชิงอี้เฟย”

“ข้าว่าเจ้าคนที่มาใหม่ คงอยากจะได้ชื่อเสียงจากชิงอี้เฟย ทว่าอดที่จะพูดไม่ได้ว่าวิธีการนี้ไม่เลวเลยนะ อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะเริ่มการประลอง”

มีคนหลายคนที่แค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ชิงอี้เฟยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้น ทั้งตระกูลชิงก็มีอำนาจที่น่ากลัวเป็นอย่างมากในแคว้นชิง พวกเขาที่ใช้ทรัพยากรล้ำค่าเลี้ยงดูชิงอี้เฟยมา เขาไม่ใช่คนที่เด็กหนุ่มไร้ชื่อจะทัดเทียมได้

ภายในวิหาร ดวงตากลมโตของเย่ยวิ้นจ้องมองไปยังเปลวเพลิงแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศ นางเลียริมฝีปากแดงสดพลางถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้“เพลิงโอสถนี้แข็งแกร่งมาก เจ้าไปเอามาจากที่ไหน”

“บังเอิญน่ะ”เต้าหลิงเกาหัว เรื่องที่เขาได้มันมาจากวิหารสืบทอดนั้นเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน

“เพลิงโอสถนี้ดูแปลกประหลาดอย่างไรชอบกล ทว่ามันจะต้องพัฒนาขึ้นได้อีกมากแน่”เย่ยวิ้นกล่าวชม ดวงตาของนางกระพริบปริบๆพลางจดจ้องเปลวเพลิงโอสถแก้วอย่างพินิจพิจารณา

“เพลิงโอสถนี้ได้กลืนกินเปลวเพลิงดาราต้นกำเนิดเข้าไป มันน่าจะพัฒนาได้อีกมาก”เต้าหลิงกล่าวอย่างเห็นด้วย ความเป็นมาของเพลิงโอสถนี้ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพลิงโอสถชนิดไหน

“ไม่เลว ช่วงนี้เจ้าได้ของดีมาไม่น้อย”เย่ยวิ้นเม้มริมฝีปากพลางยิ้มออกมา นางใช้นิ้วม้วนปลายผมสีดำขลับ พลางครุ่นคิดแล้วกล่าวออกมาว่า“ช่วงนี้เจ้าก็ระวังตัวเอาไว้ด้วยละ ถึงแม้ว่าชิงอี้เฟยจะยอมปล่อยเจ้าไป แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีใครมาหาเรื่องเจ้าอีก”

“อื้ม ข้าเข้าใจแล้ว“เต้าหลิงพยักหน้า พลางหยิบขวดหยกขวดหนึ่งออกมา สายตาของเขาจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวสวยของเย่ยวิ้นพลางยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า“ข้าให้ท่าน มันน่าจะมีประโยชน์กับท่านไม่มากก็น้อย”

เย่ยวิ้นยิ้มพลางขบริมฝีปากสีแดง นางอยากจะรู้ว่าเขาให้ของล้ำค่าอะไรกับนาง

ขวดหยกถูกเปิดออก พลังศักดิ์สิทธิ์สวรรค์แต่ละเส้นไหลออกมาพร้อมกับหมอกสวรรค์ แสงของมันสว่างจ้าละลานตา ทั้งยังเต็มไปเปี่ยมไปด้วยคลื่นพลังชีวิตที่เข้มข้น

เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของเย่ยวิ้นก็เปลี่ยนสี สายตาจับจ้องไปที่แสงสีทอง ที่มีของเหลวสีใสดุจอัญมณีสิบหยดไหลเวียนไปมา แต่ละหยดนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์สวรรค์

วิญญาณมิงค์นอนหลับฝันหวานอยู่ภายในรัง ร่างปุกปุยของมันขยับขึ้น ข้างในปากมีน้ำลายไหลย้อยออกมาเพราะถูกคลื่นพลังดึงดูด ก่อนหน้านี้มันได้กินจนอิ่มหนำทำให้เข้าสู่ห้วงแห่งการหลับไหล

“เจ้า เจ้าเอามาจากไหน”หัวใจของเย่ยวิ้นเต้นแรง พลังงานนี้เปี่ยมล้นเป็นอย่างมาก ทั้งพลังชีวิตก็ยังเข้มข้นถึงขีดสุด เป็นครั้งแรกเลยที่นางได้เห็นพลังที่น่ากลัวขนาดนี้

“ได้มาโดยบังเอิญเหมือนกัน ของสิ่งนี้มีประโยชน์กับท่านหรือเปล่า”เต้าหลิงลูบจมูก

“มีประโยชน์มากเลยละ“เย่ยวิ้นกล่าวด้วยความปิติ ทว่าหลังจากนั้นนางก็เม้มริมฝีปากพลางกล่าวออกมาว่า”ทว่าของสิ่งนี้ล้ำค่ามากยิ่งนัก เจ้าเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ ข้าไม่ต้องการหรอก“

”ไม่เป็นไร ข้ายังมีเหลืออยู่ ถ้าของสิ่งนี้มีประโยชน์ต่อท่าน ท่านก็เอาไปเถอะ“เต้าหลิงส่ายหัว

“จริงหรือ?”หัวใจของเย่ยวิ้นร้อนขึ้นมา นางมองไปที่เต้าหลิงพลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“แน่นอน“เต้าหลิงพยักหน้า“พลังงานนี้วิเศษเป็นอย่างมาก น่าจะช่วยท่านได้ไม่น้อย“

แววตาของเย่ยวิ้นฉายสีความแปลกประหลาดใจ พลังงานนี้จะต้องมีประโยชน์แน่ ไม่สิ จะพูดให้ถูกก็คือมันจะต้องมีประโยชน์มากเป็นแน่

 


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่องหมื่นอสูรก้มกราบshorturl.at/hjoI1

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค https://www.kawebook.com/story/view/399

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ ^_^) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม