0 Views

ฤดูหนาวอันแสนอบอุ่น 1

เซี่ยเหลียงไม่ได้เจอซ่งฉีเหยียนมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว

หลังจากที่ซ่งฉีเหยียนส่งข้อความเสียงมาให้เธอวันนั้นแล้วก็ไม่ได้ยินข่าวอะไรจากเขาอีก

จนกระทั่งอีกหนึ่งอาทิตย์ถัดมาเขาส่งข้อความเสียงมาให้เธอ

[กลับจีนเพราะว่ามีเรื่องที่บ้านน่ะ]

เธอส่งเรื่องอื่นๆไปให้เขาด้วยแต่เขาก็ไม่ตอบกลับ ถึงแม้เซี่ยเหลียงจะเป็นห่วงเขาเล็กน้อยแต่ก็คิดว่าเธอไม่ควรถามอะไรมาก จึงเก็บความเป็นห่วงนั้นไว้เงียบๆเพียงคนเดียว

ละครวิทยุ <ติงอิงกู่> นั้นคืบหน้าไปได้ด้วยดี โดยที่เซี่ยเหลียง นักแสดงนำของเรื่องนั้นได้รับกำลังใจจากความเป็นมืออาชีพของเป้ยเหยียนต้าต้า จึงเปลี่ยนสไตล์การทำงานที่อืดอาดชักช้ามาทำงานอย่างทุ่มเทจริงจัง แม้จะต้องอัดซ่อมหลายฉากก็ตาม ผู้บริหารโม่จิ่วที่เป็นสมาชิกของสตูดิโอที่ได้ยินว่าเซียวอวี้สามารถดึงตัวเป้ยเหยียนมาได้นั้นก็เริ่มทำงานตรวจสอบเสียงที่อัดมาอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน แถมทั้งเขาและเซียวอวี้อัดเสียงของเป้ยเหยียนเก็บไว้เป็นคอลเลคชั่นส่วนตัวอีกต่างหาก โดยเอาออกมาฟังบ่อยๆ

“พวกเราจะดังแล้ว! พวกเราจะดังแล้ว!”  เป็นข้อความที่ทั้งโม่จิ่วและเซียวอวี้ตะโกนอยู่บ่อยๆในห้องแชทของกลุ่มโปรดักชั่น

พวกเขายังไม่ได้ประกาศว่าเป้ยเหยียนนั้นรับบทพระเอก แต่รับรองได้เลยว่าทันทีที่ประกาศออกไป ข่าวนี้ต้องกระจายไปทั่วแน่ๆ เรื่องที่สุดยอดเทพอย่างเป้ยเหยียน ที่ร้างวงการไปพักใหญ่ กลับมารับละครวิทยุแบบนี้ คงจะทำให้เหล่าแฟนคลับบ้าคลั่งไปหมดแน่ๆ

เซี่ยเหลียงไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าละครนั้นจะดังหรือเปล่า ละครทุกตอนมักจะได้รับความเห็นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เธอพอใจกับการที่ได้พยายามทำให้ดีที่สุดและพัฒนาเทคนิคการแสดงเสียง เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าการเป็นคนดังนั้นเป็นยังไง

แต่ว่า…….

หนึ่งอาทิตย์ก่อนวันหยุดขอบคุณพระเจ้า เซี่ยเหลียงเงยหน้ามองฟ้า ถอนหายใจเป็นครั้งที่สามของวัน เมื่อไหร่ที่ตัวนำอย่างซ่งฉีเหยียนจะกลับมานะ เขาเงียบหายไปเลย

หลินเฉียนที่นั่งอ่านหนังสือจริงจังอย่างผิดปกติอยู่ฝั่งตรงข้ามเซี่ยเหลียงนั้น หงุดหงิดจนโยนหนังสือในมือทิ้ง “เซี่ยเสี่ยวเหลียง พอสักที ยอมรับเถอะว่าเธอน่ะคิดถึงเขา รีบๆตัดสินใจโทรหาเขาได้แล้ว อย่ามาทำหน้าซึมกะทือแถวนี้นะ

เซี่ยเหลียงรู้สึกผิด มองเธอ “ขอโทษจ้ะ……..”

“ติ๊ง………”

ทันใดนั้นเองเสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ก็ดังขึ้น

เซี่ยเหลียงหยิบมือถือขึ้นมาช้าๆ ก่อนสายตาจะส่องประกายวิบวับทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอ

หลินเฉียนกลอกตา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนส่ง ต่อให้เป็นก้อนหินก็ยังรู้เลย

สองนาทีถัดมา หลินเฉียนก็ยังเห็นเซี่ยเหลียงจ้องหน้าจอมือถืออยู่ด้วยสีหน้าว่างเปล่า เลยถามอย่างอ่อนโยนว่า “เป็นอะไรไปน่ะ”

เซี่ยเหลียงเงยหน้ามองเธอแบบอึ้งๆ “รุ่นพี่ซ่งชวนฉันไปบ้านป้าเขาในซีแอตเทิลระหว่างวันหยุดขอบคุณพระเจ้าน่ะ……….”

หลินเฉียนเอ่ยเรียบๆ “ก็ไปสิ”

เซี่ยเหลียง “แต่ว่า……..”

หลินเฉียน “ถ้าเธอยัง แต่ อยู่แบบนี้ ฉันจะตบเธอหัวหลุดแน่ๆ เขาชวนเธอ เธอก็ไปสิ พอเขาเงียบหายไปเธอก็มัวแต่ง้องแง้ง ตอนนี้พอเขาชวนเธอ เธอก็ยังมาอ้ำอึ้งอะไรอยู่ พอได้แล้วนะ” พ่อของหลินเฉียนนั้นมาจากปักกิ่ง และแม่เป็นคนเซี่ยงไฮ้ เธอโตในปักกิ่งและไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้ตอนมัธยม ตอนนี้หลินเฉียนเหมือนราชินีผู้ทรงอำนาจที่กำลังบงการเซี่ยเหลียงด้วยสำเนียงปักกิ่ง หลังจากที่หงุดหงิดมานาน”

เซี่ยเหลียงเม้มปาก “อ้อ…….”

หลินเฉียนกลอกตาอีกครั้ง

สำหรับชาวราศีเมถุนแล้ว การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียนั้นมีแต่จะทำให้เธอตัดสินใจไม่ได้เท่านั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการทำให้เธอไม่มีตัวเลือก และไม่ต้องให้เธอพูดอะไร

โลกนี้ก็จะได้สงบเงียบเสียที……

จู่ๆหลินเฉียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนที่ซ่งฉีเหยียนอยู่กับเซี่ยเหลียงนั้นจะเป็นแบบไหน การที่เซี่ยเหลียงไม่ยอมตัดสินใจอะไรสักทีจะทำให้ซ่งฉีเหยียนคลั่งหรือเขาจะตัดสินใจให้เธอหมดทุกอย่างแทน เอ้อ… แค่คิดก็สนุกแล้ว

อ่ะ…….. นี่มันอะไรกันเนี่ย หลินเฉียนคิดเรื่อยเปื่อยไปพักหนึ่ง อ้อ สงสัยว่าจะเป็นความรู้สึกของแม่ที่ส่งลูกสาวแต่งงานออกไปแน่ๆ เด็กสาวที่เธอคอยดูแลมามากกว่าหนึ่งปี

ผ่านไปหนึ่งเดือนแต่ซ่งฉีเหยียนนั้นก็ดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เขาไม่ได้สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์พร้อมหมวกแก็ปตามปกติ แต่สวมชุดหนาขึ้นเพราะอากาศหนาว เสื้อเชิร์ตสีขาว กางเกงสบายๆสีครีม เสื้อกันลมสีกากี เขายืนตัวตรงโดยไม่สวมหมวกเผยให้เห็นทรงผมที่ไม่ยาวนักแต่ถูกเล็มอย่างเรียบร้อยอย่างชัดเจน เขากำลังยืนอยู่ตรงประตูอพาร์ตเมนท์ของเซี่ยเหลียง ก้มหน้ามองมือถือ ขนตายาวของเขาทอดเงาลงบนใบหน้า

เซี่ยเหลียงยืนอยู่ตรงทางโค้งของบันได มองอยู่สองวินาทีก่อนเดินลงไปอย่างรวดเร็วทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้นมาเมื่อเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง

ซ่งฉีเหยียนเก็บมือถือใส่กระเป๋า ยิ้มน้อยๆ มองเธอ “ทำไมเงียบจัง”

เซี่ยเหลียงเอียงคอ ใบหูแดงนิดๆ “คือ………”

ซ่งฉีเหยียนยิ้มกว้างอย่างชัดเจน

เซี่ยเหลียงหันไปมองเขาให้ชัดๆอีกครั้ง ก่อนสังเกตุเห็นว่าเงาใต้ตาเขาไม่ใช่แค่เป็นเงาของขนตา แต่เป็นรอยดำจริงๆ “รุ่นพี่ พักนี้คุณนอนไม่พอเหรอคะ”

ซ่งฉีเหยียนก้มหน้ามองเธอ จ้องเข้าไปในดวงตาเธอเหมือนทุกครั้ง “ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”

เซี่ยเหลียงชี้ไปที่บริเวณใต้ตาของเขา ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

ซ่งฉีเหยียนยิ้มเหนื่อยๆ “ใช่ ช่วงนี้ฉันเหนื่อยมาก”

เซี่ยเหลียงนั้นกำลังจะถามว่าเขากลับมาอเมริกาเมื่อไหร่ ตอนที่ซ่งฉีเหยียนพูดขึ้นมาว่า “ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตกันเถอะ”

เซี่ยเหลียงมองป้ายวอลมาร์ทใกล้ๆ “โอ๊ะ”

พวกเขาเดินเข้าไปข้างในวอลมาร์ท ซ่งฉีเหยียนเดินนำไปที่แผนกแป้ง ก่อนหยิบแป้งมาถุงหนึ่ง ก่อนไปที่มุมตู้แช่แข็งและหยิบ…..เซี่ยเหลียงมองรอบๆ เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ซ่งฉีเหยียนสบตาเธอ ก่อนอธิบาย “นี่คือครัสต์ เป็นด้านล่างของพาย”

เซี่ยเหลียงพยักหน้า เธอทำเป็นแค่อาหารจีนง่ายๆเท่านั้น เรื่องของหวานที่เธอไม่ได้เรื่องสักนิด

“ไปกันเถอะ รถฉันจอดอยู่ด้านนอก”

พอมาถึงที่จอดรถซ่งฉีเหยียนก็วางถุงวอลมาร์ทไว้ที่กระโปรงหลัง ก่อนเปิดประตูด้านคนขับ มองเซี่ยเหลียงแบบงงๆ “ทำไมไม่เข้ามาล่ะ”

เซี่ยเหลียงคืนสติ เปิดประตูที่นั่งข้างคนขับ ก่อนนั่งลง ส่งยิ้มอายๆ “อืมม์…..คือฉันแปลกใจนิดหน่อยค่ะ”

ซ่งฉีเหยียน “แปลกใจที่ฉันมีรถน่ะเหรอ” เขาหัวเราะน้อยๆ “ฉันอยู่ที่นี่มา………หกปีแล้ว การมีรถเป็นเรื่องปกติ ฉันไม่เคยเล่าให้เธอฟังว่าพ่อแม่ฉันอยู่ที่จีน แต่ฉันมีน้าคนหนึ่งที่แต่งงานกับคนอเมริกันเชื้อชาติจีน พวกเขาย้ายมาซีแอตเทิลหลังแต่งงาน น้าคนเล็ก[1]เป็นคนดูแลฉัน ปกติตอนเรียนฉันจะอยู่ที่อพาร์ตเมนท์ของตัวเองแต่ช่วงวันหยุดฉันจะไปที่บ้านพวกเขา

เซี่ยเหลียงตั้งใจฟัง ก่อนถอนหายใจ “ดีจังที่มีญาติอยู่ใกล้ๆน่ะค่ะ ฉันเป็นคนแรกในครอบครัวที่มาเมืองนอก”

ซ่งฉีเหยียนยิ้ม

ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงบ้านน้าของซ่งฉีเหยียน โดยมีระยะเวลาแค่เพียงสิบนาทีเท่านั้น ซ่งฉีเหยียนจอดรถ ก่อนถือถุงชอปปิ้ง พาเซี่ยเหลียงไปที่บ้าน

บ้านน้าเขานั้นกว้างมาก การตกแต่งนั้นอาจจะไม่หรูหราเท่าแมนชั่นในเมืองจีนแต่ก็ไม่ได้เรียบง่ายแบบบ้านครอบครัวอเมริกันทั่วไป มันทั้งทันสมัยและอบอุ่น

มีเสียงเด็กกำลังเล่นกันอยู่ดังมาจากห้องนั่งเล่น มีคนกำลังยุ่งอยู่ในห้องครัว หญิงสาวคนหนึ่งโผล่ออกมาจากห้องครัวหลังจากได้ยินเสียงจากประตูหน้า เธอดูอายุราวๆสี่สิบปี สวมผ้ากันเปื้อนรอบเอว ไม่อ้วน และดูอ่อนโยนมาก

“มาถึงแล้วเหรอจ๊ะ” เธอทักพร้อมรอยยิ้ม ก่อนรับถุงจากซ่งฉีเหยียน

“สวัสดีค่ะ หนูชื่อเซี่ยเหลียง เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของรุ่นพี่ซ่งค่ะ”

ผู้หญิงคนนั้นเหลือบมองซ่งฉีเหยียน ก่อนยิ้มให้เธอ “สบายดีไหมเสี่ยวเซี่ย เข้ามาสิ ไม่ต้องเปลี่ยนรองเท้าหรอกจ้ะ ทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้านนะ เรียกน้าเล็กเหมือนอาเหยียนก็ได้ พอดีสามีฉันออกไปทำธุระเรื่องงานน่ะ เดี๋ยวจะกลับมาตอนบ่าย”

เซี่ยเหลียงมองซ่งฉีเหยียน เห็นเขากำลังก้มลงมองเธอ เลยพยักหน้าเงียบๆ เอ่ยทักเธออย่างสุภาพ “น้าเล็ก”

ซูเว่ยให้พวกเขาเข้ามา ก่อนร้องเรียกไปทางห้องนั่งเล่น มีเด็กหญิงอายุประมาณ 12 หรือ 13 สองคนวิ่งออกมาจากห้องนั่งเล่นทันที พวกเขาเป็นฝาแฝดกันแน่ๆ ทั้งคู่มีผมยาวสีเข้มเหมือนกัน ดวงตาสีน้ำตาล หน้าตาและรูปร่างเหมือนกันไม่มีผิด พวกเขามองเธออย่างใครรู่ ก่อนวิ่งไปข้างๆซ่งฉีเหยียน ตะโกนขึ้นมาทันควัน “อัลเบิร์ต!”

“รุณหวัด” ซ่งฉีเหยียนก้มลง ลูบหัวเด็กหญิงที่ละคน “แนะนำตัวกับซัมเมอร์สิ”

และเขาก็ลุกขึ้นยืน

เด็กทั้งสองมองหน้ากันเอง ก่อนเด็กหญิงทางซ้ายจะพูดก่อน “เฮ้ ซัมเมอร์ หนูชื่อแอนนี่” ก่อนเสริมเป็นภาษาจีน “ชื่อภาษาจีนหนูคือฉีหนิง”

คราวนี้เด็กผู้หญิงด้านขวามือพูดบ้าง “เฮ้ ซัมเมอร์ หนูคือแองจี้ อืมม์ ชื่อภาษาจีนของหนูคือฉีจิ้ง”

ซูเว่ยที่อยู่ข้างๆก็เริ่มบ่น “เอาล่ะ เอาล่ะ ลูกสองคนกลับไปเล่นได้แล้ว”

ซูเวยส่ายหัวแบบหมดหนทางขณะที่มองเด็กทั้งสองจูงมือวิ่งกลับไป “ชื่อนี่ไม่เข้ากับนิสัยของพวกเขาสักนิด ไม่สมกับเป็นหนิงกับจิ้ง[2]สักนิดเดียว”

ทั้งเซี่ยเหลียงและซ่งฉีเหยียนหัวเราะ

ซูเว่ยเอาถุงไปวางไว้ในห้องครัว พอออกมาก็เห็นซ่งฉีเหยียนนั่งอยู่เป็นเพื่อนเซี่ยเหลียงในห้องนั่งเล่น เลยอดตรงเข้ามาตบลูบแขนซ่งฉีเหยียน ด้วยสีหน้าจริงจังเป็นพิเศษไม่ได้ “อาเหยียน เธอไปนอนพักเถอะ ฉันจะดูแลเสี่ยวเซี่ยเอง”

ซ่งฉีเหยียนรู้จักน้าเล็กของตัวเองดี ปกติเธอเป็นคนอ่อนโยนแต่มีบางครั้งที่เธอจะหัวดื้อสุดๆ นอกจากนี้เขาเองก็เหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยจนปวดหัวไปหมด เลยพยักหน้า ก้มหน้ามองเซี่ยเหลียง

 

เซี่ยเหลียงที่ได้ยินเสียงเขาออกจะแหบแห้ง เลยดึงแขนเสื้อเขา “รุ่นพี่คะ คุณไปพักเถอะ ฉันไม่เป็นไร”

“ไปเร็วๆเข้าเถอะ” ซูเว่ยตบมือเขาเบาๆ

ซูเว่ยถอนหายใจหลังจากซ่งฉีเหยียนขึ้นไปข้างบนแล้ว “ฉันต้องคอยเป็นห่วงทุกคนตลอด” ก่อนหันมามองเซี่ยเหลียงพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “อาเหยียนเพิ่งมาถึงเมื่อเช้าก็วิ่งไปรับเธอมาหลังจากนอนพักไปครู่เดียว เขาเป็นคนจู้จี้มากเลยนอนบนเครื่องบินไม่ค่อยหลับ ถ้าไม่พักผ่อนเลยจะไม่ไหวเอา สองสามอาทิตย์ตอนกลับจีนเขายุ่งมาก และอารมณ์ไม่ดีสุดๆ ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลาพักผ่อนแน่ๆ นิสัยเขาอาจจะดูนุ่มนวลแต่ที่จริงเขาดื้อมาก”

เซี่ยเหลียงฟังความคิดเห็นของซูเว่ยอย่างละเอียด แต่สมองเธอนั้นก็ไม่ได้สงบอย่างที่เห็นภายนอก

เขาไปรับเธอหลังจากที่ลงเครื่องทันทีจริงๆน่ะเหรอ อพาร์ตเมนท์เธอจะไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ จะให้เธอมาเองก็ได้ แค่บอกที่อยู่มาก็พอ

แล้วก็ที่บอกว่าเขายุ่งมากที่จีนและอารมณ์เสียสุดๆนี่หมายความว่ายังไงกันนะ

เซี่ยเหลียงซุกคำถามไว้ในใจ เพราะอายเกินกว่าที่จะถาม ได้แต่ถามซูเว่ยอย่างน่ารัก “น้าเล็กคะ ต้องการความช่วยเหลือไหมคะ อืมม์ ให้หนูเป็นผู้ช่วยนะคะ”

[1] เสี่ยวอี๊ เสี่ยวคือเล็ก อี๊คือคำเรียกน้องสาวฝ่ายแม่ค่ะ

[2] หนิง แปลว่าสงบ จิ้งแปลว่าเงียบ