0 Views

เมื่อเห็นสถานการณ์ทั้งหมดนั้น เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อย ถึงแม้ว่ากัปตันจะไม่ได้บอกออกสื่อก็ตาม เขาก็เข้าใจดีว่า ไม่ได้แสดงว่าเขาจะไม่บอกต่อหน่วยงานสืบสวนนานาชาติ เย่เชียนก็ไม่ได้กังวลมากนักในเมื่อกล้องวงจรปิดถูกผู้ก่อการร้ายทั้งสี่ทำลายทิ้งหมดแล้ว พวกเขาก็ไม่น่ากำหนดรูปร่างลักษณะได้ง่ายนักหากฟังจากแค่ผู้โดยสาร พนักงานและกัปตันอย่างเดียว ถึงจะลองตามหาดูก็ใช่ว่าจะตามกันได้ง่ายๆ

เมื่อออกจากสนามบินก็เห็นทั้งรถพยาบาลและรถตำรวจจอดอยู่ที่จอดรถจากนั้นจึงเห็นชายแก่ที่ถูกหามด้วยเปลโดยนางพยาบาลหลายคนเพื่อเอาขึ้นรถ ชายแก่ร้องโอดโอยอย่างหนัก เขาคงได้รับบาดเจ็บร้ายแรงแน่ๆ เมื่อมองดูร่างชายแก่ดีๆแล้วเย่เชียนก็หยุดแล้วยิ้มออกมาเจือนๆ เขารู้สึกเหมือนเดจาวู

เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังยิงคำถามใส่ชายอ้วนสวมชุดสูทเขารู้สึกได้เลยว่าได้รับสายตาที่แสนเย่อหยิ่งจากผู้ชายอ้วนคนนี้ เขาพูดกับเจ้าหน้าที่และถูกพาตัวขึ้นรถตำรวจ

ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงพูดคุยของผู้คน

“อนิจจา…ชายแก่คนนั้นโชคร้ายนักทั้งที่หวังดีเก็บกระเป๋าเงินให้แท้ๆกลับถูกตาหน้าว่าเป็นขโมยแถมยังถูกตบตีอีก คนดีๆนับวันยิ่งหายาก”

“นั่นสิ ทุกวันนี้เห็นแต่พวกเลวๆ ชายแก่คนนั้นเป็นแค่คนเก็บขยะขายมีเพียงรอความตายเท่านั้นแถมยังไม่มีผู้รักษาความยุติธรรมมาช่วยอีกดูชายอ้วนคนนั้นสิ ของแบร์นเนมทั้งตัวเขาต้องรวยมากแน่ๆแล้วชายแก่จะเอาอะไรไปสู้ล่ะ”

เย่เชียนมองไปยังชายอ้วนในรถตำรวจจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเรียกแท็กซี่กลับบ้านของเขาดูจากท่าทางที่ตำรวจพูดกับเขาแล้วการจะสอนบทเรียนให้เขาต้องยากแน่ๆตอนนี้ตำรวจควบคุมสถานการณ์ไว้แล้วไม่ว่าผลจะออกมาแบบไหนเย่เชียนก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวด้วย

บนถนนที่แสนยืดยาวเขารู้สึกกระสับกระส่ายเหมือนกันเด็กที่อยากกลับบ้านแต่กลัวความผิดและแล้วรถก็หยุดลงเย่เชียนมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านไปแปดปีแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปนิดหน่อยยังคงเป็นเมืองที่ซอมซ่อที่เต็มไปด้วยขยะและต้นไม้แถมยังมีถนนที่ผุพัง รถที่ผ่านทางนี้คงลำบากพอตัว

เย่เชียนระลึกความทรงจำในบ้านเก่คร่ำครึที่เหมือนจะทรุดตัวได้ทุกเวลาประตูหน้าเปิดกว้างข้างบนมีหินคู่รักที่มีตัวหนังสือสีขาวเขียนอยู่ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นลายมือของมือสมัครเล่นแต่ก็ยังดูสวยงามและต้องเป็นลายมือของเด็กผู้หญิงแน่ๆ

เย่เชียนควบคุมหายใจและรวบรวมความกล้าตรงไปยังบ้านหลังเก่า เขาเคาะประตูแต่ไม่มีใครตอบรับ เขาจึงเจ้าไปข้างใน

ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยทุกอย่างยังคงสภาพไม่ต่างจากแปดปีก่อน ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตามกระทั่งโต๊ะในห้องนั่งเล่น บนโต๊ะมีรูปชายแก่สวมเสื้อผ้าซอมซ่ออยู่และเต็มไปด้วยรอยยิ้มของเด็กๆรอบๆตัวเขา เย่เชียนถึงกับบ่อน้ำตาแตก เขาที่เป็นคนเสียน้ำตายากมิอาจทนทานกับความรู้สึกนี้

ในครัวมีเสียงดังออกมา เย่เชียนเช็ดน้ำตาและเดินไปยังห้องครัว เขาพบเด็กผู้หญิงอายุราวๆ 16 17 ปีกำลังวุ่นกับการทำครัว เขาเคาะประตูเบาๆอย่างสุภาพ

“พ่อ” เด็กสาวหันมาแต่กลับพบใบหน้าที่ไม่คุ้นตาช่วยไม่ได้ที่เธอจะมองอย่างว่างเปล่ามายังเขาทำให้เกิดความเงียบขึ้น เธอถามเย่เชียน “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?”

เย่เชียนมองมายังเด็กที่ดูสดใสและน่ารักแม้ในชุดธรรมดาที่ยังมิอาจบดบังความน่ารักของเธอได้ “พ่อของเธออยู่บ้านหรือเปล่า?”เย่เชียนถามอย่างนุ่มนวลออกไป

“พะ…พี่สองเหรอคะ?” เด็กสาวนึกถึงภาพในความทรงจำของเธอกับพ่อและยังจำเด็กในรูปภาพด้านซ้ายมือได้แม้ว่าจะเลือนรางก็ตามที ชายตรงหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่คือคนที่พ่อของตนพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง

เย่เชียนงุนงง เด็กสาวตรงหน้าไม่น่าจะรู้จักเขาได้อย่างไรก็ตามชายแก่ก็คงเล่าเรื่องราวของคนรูปภาพให้เธอฟังเป็นแน่ เธอจึงได้รู้จักเขา น้ำตาเริ่มไหลรินลงมาเป็นเวลากว่าแปดปีที่พ่อของเขาคงเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวเขา

มันจบแล้วในฐานะราชาทหารรับจ้าง เย่เชียนทำใจเย็นลงและยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวกับเด็กสาวตรงหน้า “เหมือนว่าเธอรู้จักฉันสินะ เธอชื่ออะไรล่ะ?”

“ฮั่นเซ่วค่ะ!” เด็กสาวตอบออกมากระตือรืนร้นขณะประเมินชายที่พ่อของเธอพูดถึงบ่อยๆ ชายตรงหน้าทั้งดูสุภาพและหล่อเหลาหากไม่มีแผลเป็นแล้วล่ะก็คงมีมาดเหมือนนักวิชาการ พ่อเคยพูดถึงเย่เชียนไว้ว่าเป็นคนเงียบแต่สุดแสนจะซนซึ่งค่อนข้างแตกต่างกับบุคลิกที่แสดงออกมา ณ ตอนนี้

“ตาแก่ยังอยู่บ้านหลังนี้อีกหรือเปล่า?”เย่เชียนถามขึ้น

“เดี๋ยวเขาก็กลับมาค่ะ พี่ชายอย่างแรกเลยคุณควรนั่งพักผ่อนสักเล็กน้อยนะคะ” ฮันเซ่วพูดพร้อมยื่นแก้วน้ำชาให้เย่เชียน

“ขอบใจนะ” เย่เชียนรับแก้วและตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติ แปดปีแล้วสินะมันไม่ง่ายเลยที่จะลืม

เมื่อเห็นชายแก่ยังไม่กลับมาเย่เชียนกับฮันเซ่วจึงทำตัวสบายๆต่อกันจากนั้นเขาก็ถามขึ้น “พ่อสบายดีไหม?”

ฮันเซ่วพยักหน้า “ค่ะ พ่อดูแข็งแรงดีแต่ท่านก็แก่มากแล้วจึงทนไม่ค่อยไหวกับอากาศที่เปลี่ยน”

“แล้วเจ้าพี่ชายสารเลวของฉันไม่มาเยี่ยมพ่อเลยหรือ?” เย่เชียนขมวดคิ้วสีหน้าแลดูแดกดันถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่พ่อลูกสายเลือดเดียวกันก็ตามแต่ทว่าชายแก่ก็เปรียบเสมือนพ่อคนที่สองของพวกเขา

หากช่วยฉันเพียงแค่น้ำหนึ่งหยด ฉันก็จะตอบแทนด้วยน้ำทั้งบ่อ คนเหล่านั้นเมื่อโตแล้วก็ยุ่งกับงานไม่มีการเจียดเวลามาหาพ่อเลยสินะ ไร้มโนธรรมเสียจริง

“ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอกค่ะ พี่ใหญ่เคยชวนพ่อไปอยู่ด้วยแล้วแต่พ่อปฏิเสธ สำหรับเขาแล้วไม่มีอะไรเทียบได้กับบ้านหลังนี้” ฮันเซ่วเร่งร้อนพูดขึ้น

เย่เชียนพยักหน้าเข้าใจสิ่งที่ฮันเซ่วบอก เขารู้ว่าพ่อเขาเป็นคนรั้นเพียงไหน หากเขาตั้งใจทำอะไรแล้วล่ะก็ต่อให้เอาวัวสิบตัวมาฉุดกระชากก็มิอาจเปลี่ยนความคิดได้และเขาก็ตระหนักในใจว่าคนเหล่านั้นไม่น่าจะใช่พวกอกตัญญู