0 Views

 

โชคร้ายที่หานเซิ่นไม่มีวิญญาณอสูรกลายพันธ์ของก็อตแซงชัวรี่เขต 2 ดังนั้นเขาเลยไม่สามารถทดสอบได้ว่ามันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการอัพเกรด

 

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ลองประมาณคราวๆดู เขาเดาว่าเหตุผลที่การอัพเกรดบลัดสเนลใช้เวลานานก็เพราะมันคือวิญญาณอสูรของก็อตแซงชัวรี่เขต 1

 

วิญญาณอสูรของก็อตแซงชัวรี่เขต 1 ไม่มีรูปแบบที่เป็นเบอร์เซิร์กโดยธรรมชาติ คริสตัลสีดำจะต้องเพิ่มความเป็นเบอร์เซิร์กให้มัน ซึ่งมันถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยุ่งยากกว่าเลยต้องใช้เวลานาน

 

เหตุผลที่การอัพเกรดอาร์ดแเองเจิลใช้เวลาเร็วกว่าก็อาจจะเพราะของเธอคือการวิวัฒนาการ ซึ่งมันน่าจะง่ายกว่าการอัพเกรดเป็นเบอร์เซิร์ก

 

แน่นอนว่านี่เป็นแค่การคาดเดาของหานเซิ่น เขายังต้องทดลองอีกมากกว่าจะรู้ว่าจริงๆมันเป็นยังไง

 

หานเซิ่นลังเล และป้อนคริสตัลสีดำให้กับวิญญาณอสูรอีวิลบลัดคอนดอร์ การ์กอยเบอร์เซิร์กไม่ได้แสดงท่าทีว่าต้องการคริสตัลสีดำเลย คล้ายๆกับอาร์คเเองเจิล และบลัดสเนลที่ได้ใช้คริสตัลสีดำไปแล้ว

 

หานเซิ่นกำลังออกล่าและหาเหยื่อในทุ่งน้ำแข็ง แต่เขาไม่พบอะไรเลย ในช่วงหลายวันมานี้ หานเซิ่นไม่เจอแม้แต่มอนสเตอร์กลายพันธ์ จะเจอก็แค่มอนสเตอร์ระดับโบราณ ทำให้เขาได้จีโนพ้อยโบราณมาบ้าง

 

หลี่ซิงหลุนพูดถูก ทรัพยากรบนทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้ไม่เพียงพอต่อการวิวัฒนาการของมนุษย์จำนวนมาก ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ภูเขารอบๆเมืองเทพธิดายังจะมีมอนสเตอร์เยอะกว่านี้

 

แต่กระนั้นพื้นที่แถบภูเขาไม่ได้เหมาะกันการล่ามากนัก ไม่เหมือนกับพื้นที่ราบ

 

ถ้าพวกเขาไม่ต้องการเสี่ยงชีวิตไปล่าในภูเขา พวกเขาก็ต้องยึดเมืองสปิริตราชวงศ์ และเปิดเส้นทางติดต่อกับโลกภายนอกให้ได้ ไม่งั้นพวกเขาก็ต้องติดอยู่ที่นี่

 

หานเซิ่นตัดสินใจที่จะไปสอดแนมเมืองสปิริตสักหน่อย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบุกยึดในอนาคต

 

หลังจากที่เดินทางกว่า 2 วัน อีวิลบลัดคอนดอร์ก็กลายเป็นวิญญาณอสูรเบอร์เซิร์กเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหานเซิ่นก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไรได้ มันไม่ได้ดูออกง่ายๆหรือชัดเจนเหมือนกับกรีฟของการ์กอย

 

เนื่องจากหานเซิ่นไม่มีวิญญาณอสูรของก็อตแซงชัวรี่เขต 2 ดวงอื่น เขาเลยตัดสินใจให้โกลเด้นโกรวเลอร์กินคริสตัลสีดำ

 

ขณะที่วิ่งไปบนพื้นน้ำแข็ง หานเซิ่นก็ใช้เหยียบเมฆาไปตลอดทาง เนื่องจากไม่มีเซเว่นทวิสต์ เขาเลยต้องพึ่งเหยียบเมฆา

 

ยังดีที่ประสิทธิภาพของวิชาเหยียบเมฆาดีกว่าที่หานเซิ่นคิดเอาไว้ มันสามารถเพิ่มความเร็วให้เขา และยังเป็นวิชาที่เข้าใจง่าย หานเซิ่นชอบมันมากกว่าสปาติเคิล

 

“ตระกูลเฉินเป็นตระกูลที่เด่นด้านฟุตเวิร์คอย่างที่ลื่อกันจริงๆ หวังว่าสักวันเราคงจะได้วิชาเซเว่นทิสต์มาด้วย” หานเซิ่นบอกกับตัวเอง

 

200-300 ไมล์ห่างจากเมืองสปิริตราชวงศ์ หานเซิ่นก็เห็นสปิริตผมสีเงินกำลังขี่หลังมังกรอยู่บนทุ่งน้ำแข็ง โดยที่มีมอนสเตอร์ติดตามเป็นจำนวนมาก หานเซิ่นไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดจะไปที่ไหน

 

เมื่อเห็นว่ามีมอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธ์รวมอยู่ในกลุ่มด้วย หานเซิ่นเลยไม่คิดจะเข้าไปลอบโจมตี ที่นี่เขาไม่ได้มีคนคอยสนับสนุนเหมือนกับที่เมืองสตาร์วีล และตอนนี้สปิริตเองก็น่าจะระวังมากขึ้นด้วย  ถ้าเขาเข้าไปคนเดียวมันก็เหมือนกับการฆ่าตัวตาย

 

แต่ถ้าคิดดีๆการที่สปิริตทิ้งเมืองไปแบบนี้ ก็เท่ากับว่าเธอเปิดโอกาสให้หานเซิ่นเข้าไปขโมยสปิริตสโตน

 

แต่ยังไงก็คงต้องมีมอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธิเฝ้าเมืองไว้แน่นอน แต่นี่มันก็เป็นโอกาสที่หาไม่ได้แล้ว ถึงโอกาสจะไม่ได้มาก แต่มันก็คุ้มที่จะลองเสี่ยง

 

หลังจากที่หานเซิ่นเดินทางไปถึงเมืองสปิริต เขาก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น

 

แม้เขาจะได้อ่านคำบรรยายเกี่ยวกับเมืองสปิริตราชวงศ์มาแล้วก็ตาม แต่มันก็เกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้

 

มันไม่ได้ได้เหมือนกับปราสาท แต่มันคือมหานครขนาดใหญ่ ตอนที่มองแวบแรก เขาแทบมองไม่เห็นขอบเขตของเมืองเลย มันกว้างใหญ่มาก บนท้องฟ้ามีมอนสเตอร์ขนาดใหญ่และฝูงนกแปลกๆกำลังบินอยู่ และภายในมีมอนสเตอร์จำนวนมากอยู่ แม้แต่สนามหญ้าหน้าเมืองสปิริตก็ยังมีมอนสเตอร์อยู่หนาแน่น

 

ตอนแรกหานเซิ่นคิดว่ายังไงมันก็น่าจะมีช่องโหว่ให้เขาลอบเข้าไปได้บ้าง แต่ตอนนี้เท่าที่ดู เขาคิดว่าไม่น่าจะมีโอกาสที่จะลอบเข้าไปได้เลย และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าสปิริตสโตนมันตั้งอยู่ที่ไหน

 

การหาสปิริตสโตนที่มีขนาดเท่าก้อนหินก้อนหนึ่งในเมืองขนาดใหญ่แบบนี้ มันก็ไม่ได้ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร ถ้าไม่นำคนจำนวนมากบุกเข้ามายึดเมือง มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะหาสปิริตสโตนเจอ

 

‘ถ้าเราสามารถยึดเมืองที่ใหญ่แบบนี้ได้ แค่เก็บค่าคุ้มครองและค่าเช่าก็คงรวยเละ วันๆแค่นั่งนับเงินก็คงเหนื่อยแย่แล้ว’ หานเซิ่นรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเขาสามารถยึดเมืองสปิริตราชวงศ์ได้ เขาก็จะเป็นใหญ่ในพื้นที่แทบนี้ ยิ่งกว่านั้นถ้าเขาได้สปิริตราชวงศ์มาเป็นข้ารับใช้ เขาก็มีพลังพอที่จะปกครองพื้นที่แทบนี้ได้โดยไม่มีใครกล้าต่อต้านเขา แต่สิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือเขายังไม่มีกำลังพอที่จะยึดเมืองนี้ได้

 

‘ดูเหมือนจะไม่ง่าย เราคงต้องรีบหาทางทำให้ 2 เมืองใหญ่หันมาร่วมมือกัน และช่วยกันยึดเมืองนี้ให้ได้ แค่เราได้สปิริตราชวงศ์มาก็ดีเกินพอแล้ว ส่วนเรื่องเมืองสปิริต ถ้าเรามีกำลังมากพอ เดี๋ยวค่อยหาเอาทีหลังก็ได้’ หานเซิ่นคิด

 

เขาไม่กล้าจะล่ามอนสเตอร์แถวนี้ เมื่อเห็นจำนวนมอนสเตอร์ภายในเมืองแล้ว หานเซิ่นก็ต้องรีบถอยกลับก่อน

 

โชคดีที่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาหานเซิ่นล่ามอนสเตอร์ขนาดเล็กได้จำนวนมาก ซึ่งทำให้เขาได้จีโนพ้อยโบราณมาค่อนข้างมาก ตอนนี้เขามีจีโนพ้อยโบราณ 63 จีโนพ้อยแล้ว ขณะที่จีโนพ้อยสามัญเขาเก็บได้เต็มแล้ว

 

ตอนนี้ระดับความแข็งแกร่งของหานเซิ่นอยู่ราวๆ 100 หลังจากที่เขาใช้มนตรานอกรีตและโอเวอร์โหลด ระดับความแข็งแกร่งของเขาก็จะสามารถทะลุ 100 ได้ง่ายๆ

 

‘ระดับความแข็งแกร่งขนาดนี้ บวกกับคลื่นหยินหยางก็น่าจะพอที่จะเอาชนะทหารเสือของบูลบลัดได้แล้ว’ หานเซิ่นลองประเมินตัวเองดู มันใกล้ถึงเวลาที่การแข่งขันจะจัดขึ้นแล้ว เขาเลยต้องรีบกลับไปที่สหพันธ์ดวงดาว

 

การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งระดับทั้งสหพันธ์ดวงดาว แต่มันเป็นแค่การแข่งของกาแล็กซี่ที่อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ที่ยานแดฟเน่จอดอยู่ ทหารเกือบทุกคนที่สังกัดอยู่ในกาแล็กซี่ตะวันตกเฉียงใต้จะถูกส่งมาเข้าร่วมการแข่งด้วย

 

ตามหลักแล้วหน่วยพิเศษบูลบลัดจะไม่มาเข้าร่วมการแข่งของกาแล็กซี่ตะวันตกเฉียงใต้ แต่เพราะนี่เป็นการคัดเลือกบอดี้การ์ดของจีเหยียนหรันด้วย หน่วยบูลบลัดเลยส่งสมาชิกมาเข้าร่วมการแข่งด้วย

 

หน่วยพิเศษบูลบลัดมักจะทำผลงานได้ดีเสมอ ซึ่งเป็นธรรมดาที่มันจะทำลายกำลังใจของทหารที่เข้าแข่ง ตอนนี้พวกเขามีโอกาสที่จะได้ต่อสู้กับหนึ่งในทหารที่ดีที่สุดของสหพันธ์ดวงดาว เพราะฉะนั้นพวกเขาจะต้องทำผลงานให้ดีเพื่อพิสูจน์ตัวเอง