0 Views

 

“หานเซิ่นและกลุ่มเทพธิดายึดเมืองสปิริตได้แล้ว!”

“เห้ยย เรื่องจริงหรอเนี่ย?”

“เรื่องจริงแน่นอน มีคนอยู่ในเมืองนั้นแล้ว เหมือนว่ากลุ่มเทพธิดาจะใช้ที่นั้นเป็นฐานบัญชาการ และประตูเมืองมีคำว่า ‘กลุ่มเทพธิดา’ ถูกสลักเอาไว้ด้วย”

“บ้าชัดๆ ยึดเมืองสปิริตขุนนางด้วยคน 20 คนเนี่ยนะ? ฟังมาผิดแล้วมั้ง พวกเขาจะทำแบบนั้นได้ยังไง?”

“ไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ไง แต่ที่รู้ๆก็คือต้องมีคนเสียใจแน่”

“นายหมายความว่าไง? เสียใจเรื่องอะไร?”

“คนส่วนมากที่อยู่ที่นี่ต่างก็เคยเป็นสมาชิกกลุ่มเทพธิดามาก่อน สุดท้ายพอหานเซิ่นบอกว่าจะบุกยึดเมืองสปิริต คนส่วนมากก็ถอนตัวกันหมด และตอนนี้พวกเขาก็ยึดเมืองสปิริตได้แล้ว สมาชิกกลุ่มเทพธิดาสามารถใช้ห้องของตัวเองที่อยู่ในเมืองได้อย่างอิสระ ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังมีเนื้อจำนวนมากให้กิน ถึงขนาดนี้แล้วยังบอกว่าไม่ควรเสียใจอีกหรอ?”

“แน่นอนว่าใครๆก็เสียใจ แต่ยังไงหานเซิ่นก็ต้องรับคนเพิ่มแน่ ตอนนี้กลุ่มเทพธิดามีสมาชิกแค่ 20 คน ดังนั้นมันยากมากที่พวกเขาจะสามารถบริหารจัดการเมืองได้ เชื่อสิว่ายังไงพวกเขาก็ต้องรับคนเพิ่ม”

“หานเซิ่นบอกไว้ไม่ใช่หรอว่าเขาจะไม่รับคนที่ตัดสินใจถอนตัวออกมา ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจง่ายๆแน่”

“แต่ถ้าเขาทำแบบนั้น.. จะทำให้คนจำนวนมากโกรธเอาได้นะ!”

“เขายังต้องกลัวใครอีกล่ะ ขนาดคนของกลุ่มสตาร์ยังเคารพเขาขนาดนั้น เขาบอกว่าจะยึดเมืองสปิริต เขาก็ทำมันเลย ฉันคิดว่าเบื้องหลังของเขาคงไม่ใช่ธรรมดาแน่ๆ เขาคงไม่กลัวใครทั้งนั้น ฉันพนันได้เลยว่าถ้ามีคนไปหาเรื่องหานเซิ่น พวกเขาจะต้องเสียใจภายหลังแน่ ส่วนตอนนี้พวกเราเองก็แย่เหมือนกัน ถ้าพวกเราต้องการเข้าไปอยู่ในเมืองก็คงต้องจ่ายค่าคุ้มครองแพงแน่ๆ ถ้าพวกเราต้องการห้องด้วยก็ยิ่งต้องโดนชาร์จค่าเช่ามหาโหดแน่ ขณะที่สมาชิกกลุ่มเทพธิดาก็คงเสพสุขกับเนื้อและค่าธรรมเนียมต่างๆ”

“ฮาฮา มาพูดทีหลังแบบนี้ใครก็พูดได้ ใครมันจะไปรู้อนาคต มันเสี่ยงขนาดไหนการจะบุกไปยึดเมืองสปิริตขุนนาง”

“เสี่ยงตรงไหนล่ะ? หานเซิ่นพาคนไปกี่คน? เขาพาคนไปแค่ 20 คน พวกเขาสามารถยึดเมืองได้โดยไม่มีใครตายเลย คนที่แย่ที่สุดก็ยังได้รับบาดเจ็บแค่เล็กน้อยเท่านั้น”

“หานเซิ่นคนนี้เป็นอัจฉริยะจริงๆ เขาทำแบบนั้นได้ยังไง? เขาเป็นแค่ผู้วิวัฒนาการหน้าใหม่ที่เข้ามาในก็อตแซงชัวรี่เขต 2 ยังไม่ถึง 2 เดือนเลย แต่เขาสามารถยึดเมืองสปิรตขุนนางได้ง่ายๆ ด้วยคนแค่ 20 คน บ้าไปแล้ว”

“ไม่งั้นลุงชิงจะเชื่อฟังคำสั่งของเขาขนาดนั้นหรอ? ถ้าเขาไม่เก่งจริงๆ”

ข่าวที่หานเซิ่นยึดเมืองสปิริตได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว คนจำนวนมากเดินทางไปที่เมือง แต่กระนั้นถ้าพวกเขาต้องการอยู่ในเมืองอย่างปลอดภัยหรือต้องการเช่าห้อง พวกเขาก็ต้องจ่ายแพง ซึ่งค่าธรรมเนียมเหล่านั้นจะเป็นรายได้หลักของกลุ่มเทพธิดา แน่นอนว่าส่วนมากก็คงจะเข้ากระเป๋าของหานเซิ่นที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ไม่งั้นหานเซิ่นคงจะไม่กระตือรือร้นจะยึดเมืองสปิริตมากขนาดนี้

 

หลังจากที่ประตูเมืองถูกปิดสนิท แม้แต่มอนสเตอร์กลายพันธ์ก็ยากที่จะบุกเข้ามาได้ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองปลอดภัยกว่าข้างนอกมาก ยิ่งกว่านั้นในเมืองยังมีพื้นที่สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน มีเครื่องเทเลพอร์ตส่วนตัว พวกคนรวยๆรวมถึงพวกพ่อค้าแม่ค้าก็คงยินดีจ่ายอยู่แล้ว

 

หานเซิ่นลองคำนวณอย่างง่ายๆ สถานที่แห่งนี้มีคนอยู่แค่ 300-400 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามถึงจะเป็นแบบนั้น มันก็ง่ายมากที่เขาจะทำเงินได้หลายล้าน จากการเก็บค่าเช่าและค่าคุ้มครอง

 

ถ้าเขาทำธุรกิจหรือขายเนื้อภายในเมืองด้วย เขาก็ยิ่งได้เงินมากขึ้นไปอีก แต่กระนั้นหานเซิ่นก็ไม่ได้สนใจ เขาไม่ต้องการเสียเวลา ดังนั้นเขาเลยขอให้หยางม่านลี่ดูแลเรื่องต่างๆแทน

 

การบุกเมืองครั้งนี้พวกเขาได้เนื้อมาจำนวนมาก มีเนื้อของมอนสเตอร์ระดับกลายพันธ์ถึง 6 ตัว และยังมีเนื้อของมอนสเตอร์ระดับโบราณอีกเป็น 100 หานเซิ่นไม่ได้ขายเนื้อให้กับคนนอก แต่เขาแบ่งให้กับคนในกลุ่มเทพธิดาที่ติดตามเขาบุกเมือง

 

ยังไงพวกเขาก็ต้องเสี่ยงมากที่เลือกติดตามหานเซิ่นมา พวกเขาสมควรได้รับรางวัล หานเซิ่นเก็บเนื้อมอนสเตอร์กลายพันธ์ไว้ด้วยส่วนหนึ่ง ถ้ารวมกับเนื้อของอีวิวบลัดคอนดอร์ เขาสามารถอยู่ไปได้อีก 2-3 เดือน

 

เนื่องจากการยึดเมืองครั้งนี้ไม่ได้ยากสำหรับเขา หานเซิ่นเลยแทบไม่ได้ให้ซีโร่ทำอะไรเลย นอกจากคอยช่วยไม่ให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เขายังไม่อยากให้ใครรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงๆของซีโร่ เพราะเธอดูเด็กมากเกินไป แค่เธอมาอยู่ในก็อตแซงชัวรี่เขต 2 ทุกคนก็แปลกใจกันมากแล้ว มันจะไม่ดีถ้าซีโร่โชว์ความสามารถมากเกินไป การปิดบังเรื่องความสามารถซีโร่ไว้จะปลอดภัยกว่า

 

หลังจากที่หานเซิ่นจัดการทุกอย่างในเมืองจนเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาก็ออกเดินทางไปอีกฝากของเมือง เขาต้องการดูให้แน่ใจว่ามีมอนสเตอร์กลายพันหรือเมืองของมนุษย์อยู่ใกล้ๆรึเปล่า แต่ทว่าหลังจากที่เขาเดินทางข้ามภูเขาไปหลายลูก และเดินทางไปไกลเป็น 100 ไมล์ เขาก็เป็นเจอเพียงแค่ทุ่งน้ำแข็ง และก็พื้นหิมะเท่านั้น ไม่มีมนุษย์อยู่ในละแวกนี้เลย

 

เมื่อเห็นงูที่มีความยาวอย่างน้อยๆก็ 300 ฟุต กำลังเลื้อยอยู่บนทุ่งน้ำแข็งจากระยะไกล หานเซิ่นก็ถอยหนีทันที ระหว่างทางหานเซิ่นเจอมอนสเตอร์แปลกๆมากมาย แต่ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขา ถึงจะไปเจอมอนสเตอร์เลือดศักดิ์สิทธิ เขาก็ยังไม่มั่นใจว่าจะชนะได้ ไม่ต้องพูดถึงมอนสเตอร์ขั้นสุดยอด

 

“เนื้อของอีวิลบลัดคอนดอร์ถูกกิน คุณได้รับ 1 จีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิ”

 

หลังจากกินเนื้ออีวิลบลัดคอนดอร์ไปทั้งวัน ในที่สุดหานเซิ่นก็ได้จีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิ แต่อย่างไรก็ตามมันช้าเกินไปกว่าจะได้แต่ละจีโนพ้อย สุดท้ายเขาก็ต้องให้อาร์คเเองเจิลกินมันแทน เนื่องจากเขาทนกินอะไรซ้ำแบบนี้ไม่ไหวอีกแล้ว

 

ข้อดีของการเป็นหัวหน้ากลุ่มก็คือหานเซิ่นไม่ต้องสู้กับพวกมอนสเตอร์สามัญและโบราณด้วยตัวเอง เขาก็มีเนื้อให้กินอย่างสบายๆ

 

หานเซิ่นเลือกมอนสเตอร์สามัญและโบราณตัวเล็กที่สุดมากิน ทำให้เขาได้จีโนพ้อยจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งเขาจะได้รับความแข็งแกร่งเร็วกว่าการกินขาอีวิลบลัดคอนดอร์

 

‘เราจะต้องเก็บจีโนพ้อยสามัญกับโบราณให้เต็มก่อน ถ้าเก็บได้เต็มแล้วระดับความแข็งแกร่งของเราจะเพิ่มขึ้นมาก’ หานเซิ่นไม่คิดจะเร่งรีบวิวัฒนาการ เขาเข้าไปในก็อตแซงชัวรี่เพื่อกินเนื้อสามัญและโบราณทุกๆวัน และก็กลับมาอ่านหนังสือบนยานแดฟเน่ ถ้ามีเวลาเหลือ

 

เมื่อยานแดฟเน่มาถึงจุดหมายปลายทาง หานเซิ่นก็มี 84 จีโนพ้อยสามัญ 35 จีโนพ้อยโบราณและ 1 จีโนพ้อยเลือดศักดิ์สิทธิแล้ว ตอนนี้ระดับความแข็งแกร่งของเขาอยู่ที่ 80+ ถ้าเขาใช้ทุกอย่างช่วยเขาจะสามารถเพิ่มระดับความแข็งแกร่งไปเกิน 90 ได้เป็นเวลาสั้นๆ

 

ตอนนี้ดูเหมือนว่าแดฟเน่จะมาถึงโบราณสถานของคริสตัลไลเซอร์แล้ว

เดิมทีหานเซิ่นคิดว่าโบราณสถานของพวกคริสตัลไลเซอร์น่าจะต้องเป็นเมืองหรือพวกสิ่งก่อสร้างแบบโบราณ แต่ทว่าเมื่อเขาเห็นโบราณสถานของคริสตัลไลเซอร์ของจริง เขาก็ตระหนักว่าความคิดของเขามันช่างไร้เดียงสาจริงๆ

 

เมื่อมองดูดาวที่เหมือนกับเพชร หานเซิ่นก็รู้สึกช็อคเกินกว่าที่เขาจะบรรยายได้ ดาวดวงนี้มีขนาดใหญ่กว่าดาวรูก้าถึง 10 เท่า ซึ่งมันคือโบราณสถานที่พวกเขาต้องสำรวจ

 

อารายธรรมของพวกคริสตัลไลเซอร์กระจัดกระจายอยู่ทั่วดาวดวงนี้ สถาปัตยกรรมบนดาวดวงนี้แตกต่างจากของมนุษย์ โทนสีของสถาปัตยกรรมของพวกคริสตัลไลเซอร์นั้นผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทำให้แค่ได้มองเห็นก็ต้องอ้างปากค้างแล้ว

 

ขณะที่หานเซิ่นกำลังตะลึงกับความงามและความยิ่งใหญ่ของโบราณสถาน เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานความร้อนจากอกของเขา เขารู้สึกช็อค หานเซิ่นรีบเอื้อมมือไปหยิบจี้แมว 9 ชีวิตในเสื้อทันที ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนจับไข่ที่เพิ่งถูกลวกมามาดๆ แมว 9 ชีวิตปลดปล่อยพลังงานความร้อนสูงออกมา ยิ่งเข้าใกล้โบราณสถานของคริสตัลไลเซอร์ จี้แมว 9 ชีวิตก็ยิ่งร้อนขึ้น เมื่อหานเซิ่นเข้าไปในชั้นบรรยากาศของดาว จี้แมว 9 ชีวิตก็เกือบจะลุกไหม้